สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2019 ระลึกถึงนักบุญอันตน เจ้าอธิการ

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2019 ระลึกถึงนักบุญอันตน เจ้าอธิการ

🍀วางใจพระเจ้า..
ในสิ่งที่เกินความรู้ของคุณ
วางใจพระองค์..
ในสิ่งที่เกินกำลังของคุณ

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2019
ระลึกถึงนักบุญอันตน เจ้าอธิการ


https://www.youtube.com/watch?v=s37dtVe_8nU

🌹เมื่อลูกได้เชื่อ
http://youtu.be/T1jREr72LsU

🍇🍇🍇🍇🍇🍇🍇🍇🍇

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2019
ระลึกถึงนักบุญอันตน เจ้าอธิการ
อ่าน :
ฮบ 3:7-14
มก 1:40-45

สำหรับพระเยซูเจ้า คุณค่าของคน อยู่ที่ภายใน
มิใช่ สิ่งภายนอกที่สวมทับ... กับคนโรคเรื้อน
ที่ภายนอกแลดูสกปรก แต่จิตใจ ปกคลุม ไปด้วย
ควาพสุภาพ ถ่อมตน เมื่อเขาเข้ามาวอนขอ

การรักษาจากพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงทำให้เห็นว่า
ไม่มีใครสกปรก เกินเยียวยา ในสายตาของพระเจ้า

เมื่อนักบุญอันตน ไม่ยึดติดกับ อำนาจทรัพย์สิน เงินทองฝ่ายโลก
พร้อมที่จะสละทุกสิ่ง แจกจ่ายให้คนยากจน 
ตามคำเชื้อเชิญของพระเยซูเจ้า ท่านสามารถเจริญชีวิต
เป็นอิสระจากทุกส่ิง และเมื่อได้รับการแต่งตั้ง
ให้เป็นอธิการหมู่คณะ ท่านสามารถใช้อำนาจที่มี
เพื่อรับใช้หมู่คณะด้วยใจยินดีอย่างแท้จริง 

หมายเหตุ...
ใจที่สะอาด...ไม่ได้ดูจากหน้าตา...

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2019

สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

ระลึกถึงนักบุญอันตน เจ้าอธิการ

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ระวัง อย่าบอกอะไรให้ใครรู้เลย แต่จงไปแสดงตนแก่สมณะ และถวายเครื่องบูชาตามที่โมเสสกำหนด เพื่อเป็นหลักฐานแก่คนทั้งหลายว่าท่านหายจากโรคแล้ว” (มก 1:40-45)

นี่คือการแลกเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

เมื่อคนบาปอย่างฉันสะอาดหมดจด

เพราะการได้รับการสัมผัสจากพระเจ้า

แต่พระเจ้าผู้บริสุทธ์ 

กลับต้องรับผลจากบาปแห่งการไม่เชื่อฟังของฉัน...

เพื่อตอบแทนพระทัยดีของพระเจ้า

มีเพียงสิ่งเดียวคือ “ฟังพระองค์”

คือการฟังพระสุรเสียงของพระองค์เท่านั้น

พระสุรเสียงที่เชื้อเชิญให้ปฎิบัติตามบัญญัติของพระองค์

ท่านทั้งหลาย จงรักกันและกัน อย่างที่เรารักท่าน...

________________

ในวันเหล่านี้ ผมอยู่กับพี่น้องซิสเตอร์กาปูชิน ที่บ้านโป่ง เป็นช่วงเวลาที่ผมเอง นอกจากได้ไปที่นั่นเพื่อนำหมู่คณะเข้าเงียบประจำปีแล้ว แต่กิจกรรมประจำปีนั้น กลับทำให้ผมได้รับการฟื้นฟูชีวิตหมู่คณะไปด้วย... ในระหว่างนี้ มีสิ่งหนึ่งที่เรากำลังไตร่ตรองร่วมกัน คือ วินัยของคณะในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในหมู่คณะที่เป็นภาพจำลองที่สำคัญของครอบครัวแห่งสวรรค์ที่ชีวิตนักบวชของเราต้องสามารถเป็นประจักษ์พยานในครอบครัวคริสตชน... เรากำลังไตร่ตรองเรื่องนี้ครับ เรื่องการตักเตือนกันฉันพี่น้อง... และคำถามที่ว่า เราต้องรัก ห่วงใย ต้องตักเตือนกันถึงเมื่อไร เท่าไรจึงจะพอ... คำตอบคือ จนถึงที่สุดครับ เราต้องรัก ห่วงใยกัน และตักเตือนกัน เพื่อเราจะพบความรอดพ้นด้วยกัน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำจนถึงที่สุด คือ เราทิ้งใครไปไม่ได้

ในวันนี้ ถ้าท่านได้ยินเสียงของพระองค์ ก็อย่าทำใจแข็งเลย... พระวาจาของพระเจ้าในวันเหล่านี้ คือสิ่งที่แสดงว่าพระเจ้าทรงเดินเคียงข้างเรามาเสมอ พระเจ้าได้ตรัสกับเราในชีวิตประจำวันของเราจริงๆ... วันนี้ เป็นอีกวันที่เราไตร่ตรองถึงสิ่งที่ภาวนาในเช้าตรู่วันนี้ และแท้จริงแล้ว เราภาวนาทุกวัน นั่นคือบทสดุดีที่ 95 ครับ และวันนี้ บทอ่านที่หนึ่ง บทจดหมายถึงชาวฮีบรู (ฮบ 3:7-14) ก็ได้นำสิ่งเหล่านี้มาให้เราได้คิดและไตร่ตรองอีกครั้ง ซึ่งเรามาพบกับจุดจบที่เป็นคำตอบในพระวรสารในวันนี้นั่นเอง

หลายวันก่อน ผมนำการไตร่ตรองเรื่องนี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง ที่เราไตร่ตรองถึงท่าทีของพระเยซูเจ้าที่ทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสคนโรคเรื้อน พระองค์ทรงยอม “เปลืองตัว” มากเกินไปหรือเปล่า เพราะนั้นหมายความว่า พระองค์ทรงกลับกลายเป็นคนโรคเรื้อนไปด้วยตามกฎหมายของชาวยิวนั้น แต่เรื่องนี้ก็จบลงและให้คำตอบได้ว่า เหตุใดพระองค์จึงทรงกระทำถึงเพียงนั้น เมื่อเราไตร่ตรองสองภาพเมื่อวานนี้ที่ผมแบ่งปันกับพี่น้องเรื่อง การรับสภาพบังเกิดเป็นมนุษย์ เมื่อทรงจากอ้อมอกพระบิดามาประทับอยู่ท่ามกลางเรา และเมื่อทรงร่วมชีวิตกับเรามนุษย์ในแม่น้ำสายนั้นที่เรารับการล้าง บัดนี้วิถีชีวิตของมนุษย์กลายเป็นเรื่องที่ศักดิ์สิทธิ์ไป เมื่อพระเจ้าทรงเข้ามามีบทบาท นี่คือการแลกเปลี่ยนล้ำค่า เมื่อคนที่สกปรกจากบาปได้รับการชำระล้าง แต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์กลับต้องปลีกตัวออกไปไกลจากสังคม เพราะสิ่งที่เราได้รับการเชื้อเชิญให้ไตร่ตรองวันนี้เอง... ฟัง ครับ เราไม่ได้ฟังพระองค์ เราไม่ได้ฟังพระประสงค์ของพระองค์ คือเราไม่เห็นแก่สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเราเลย นี่หรือคือการตอบแทนของมนุษย์

แต่นี่ก็เป็นแบบอย่าง และเป็นคำตอบของผมและพี่น้องกาปูชินในวันนี้ ระหว่างที่เรากำลังเข้าเงียบร่วมกันนี้ กับพี่น้อง เราต้องยอมครับ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เรียกว่า “เปลืองตัว” บ้าง เราต้องยอมครับ เพราะเราต้องทำจนถึงที่สุดแบบพระเยซู เพราะเรามั่นใจว่า ความดีความชอบธรรมย่อมชนะความอธรรม และเราก็ไม่กลัวการเปลืองตัวนี้เลย เพื่อแลกกับการได้พี่น้องกลับคืนมา

อีกบทไตร่ตรองหนึ่งที่สำคัญยิ่งในวันนี้คือ... “การฟัง” ครับ สิ่งที่เราต้องฟังพระเยซูเจ้า มันอาจจะทำให้ใจเราลำบาก แต่นั่นแหละ คือสิ่งที่เราต้องฟังพระองค์ หากเรามีประสบการณ์กับพระองค์ผู้ทรงรักเราถึงเพียงนี้แล้ว...

“ระวัง อย่าบอกอะไรให้ใครรู้เลย แต่จงไปแสดงตนแก่สมณะ และถวายเครื่องบูชาตามที่โมเสสกำหนด เพื่อเป็นหลักฐานแก่คนทั้งหลายว่าท่านหายจากโรคแล้ว” (มก 1:40-45) นั่นคือสิ่งที่พระเยซูเจ้าบอก... แต่เขากลับทำในทางตรงกันข้าม... นี่คือการไม่ฟังครับ และผลก็คือ พระเยซูเจ้าก็ไม่อาจประทับอยู่ที่นั่นได้อีก พระองค์กลับกลายเป็นคนมีมลทิน ในขณะที่คนที่เคยมีมลทิน บัดนี้สะอาดหมดจดเพราะการรักษา และการได้สัมผัสพระองค์

พี่น้องที่รักครับ พระเจ้าผู้บริสุทธิ์จำเป็นต้องสัมผัสบาปของเราหรือ... แต่กระนั้น พระองค์ก็ยอมแลก และพระองค์กลับได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ไม่นอบน้อมเชื่อฟังของเรา อะไรคือสิ่งที่พระเจ้าตรัสสั่งผู้ที่พระองค์ทรงสัมผัสจริงๆ ... นั่นคือการกลับไปที่พระวิหาร และทำตามบัญญัติที่พระเจ้าทรงมอบให้... ผู้ที่ได้สัมผัสพระเยซู เขาต้องกลับไปในการปฏิบัติบัญญัติใหม่ครับ... เพื่อตอบแทนสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำต่อเขา การออกไปประกาศจนทั่ว อาจจะไม่ใช่พระประสงค์ของพระองค์ แต่พระประสงค์ของพระเจ้าคือ ทำตามบัญญัติของพระองค์ และบัญญัติใหม่ที่พระเจ้าทรงมอบให้เรานั้นคืออะไร... “เราให้บทบัญญัติใหม่แก่ท่านทั้งหลาย ให้ท่านรักกัน เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านก็จงรักกันอย่างนั้นเถิด ถ้าท่านมีความรักต่อกัน ทุกคนจะรู้ว่า ท่านเป็นศิษย์ของเรา” (ยน 13:34-35) และนี่แหละ คือการตอบแทนสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อเรา เมื่อพระองค์ทรงยอมเปลืองตัวสัมผัสบาปของเรา เราได้รับอิสระ แต่เราต้องอย่าทำให้พระองค์ต้องตกในสภาพที่ขาดอิสระ เพราะการไม่นอบน้อมเชื่อฟังของเราเลย ขอให้เราทำสิ่งที่ตอบแทนรักพระเจ้าเถอะ นั่นคือการฟังพระองค์ ฟังพระสุรเสียงของพระองค์ เพราะกี่ครั้งแล้ว ที่มนุษย์พลาดพลั้งไป เพราะไม่ฟังพระเจ้า...

ข้าแต่พระเจ้า ในวันนี้ หากลูกได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์แล้ว ขอพระสุรเสียงของพระองค์ชำระตัวลูกให้สะอาด ปราศจากส่งที่เป็นตัวตนของลูก แต่เป็นของพระองค์ ให้ลูกขจัด สิ่งที่เรียกว่า EGO ออกไปจากชีวิตของลูก เพื่อฟัง และเดินตามพระสุรเสียงของพระองค์ ที่ตรัสกับลูก.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 17 มกราคม 19 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฮบ 3:7-14 / มก 1:40-45
ในสมัยพระเยซูเจ้า ไม่มีใครรู้ว่าโรคเรื้อนมาจากเชื้อโรคชนิดใด ดังนั้น โรคเรื้อนจึงเป็นโรคที่ครอบคลุมถึงโรคผิวหนัง ที่มีลักษณะเป็นปุ่มตามร่างกาย พวกยิวให้ความสนใจเรื่องพิธีกรรมเรื่องการมีมลทินเรื่องโรคเรื้อน มากกว่าเรื่องการเป็นโรคติดต่อ ในความหมายทางพระคัมภีร์ การสัมผัสกับคนเป็นโรคเรื้อน ทำให้บุคคลที่สัมผัสมีมลทิน เพราะฉะนั้น จึงไม่สมควรที่จะเข้าหาพระเป็นเจ้า หรือการถวายบูชาในพระวิหาร กฎหมายของโมเสสมีความเคร่งครัดมาก เกี่ยวกับเรื่องอนามัยทางร่างกายและการรักษาความสะอาด ( เทียบ ลนต 13-14) สำหรับชาวยิวแล้ว ความศักดิ์สิทธิ์หมายถึงความชอบธรรมทางด้านศีลธรรม และความสมดุลทางด้านร่างกาย เพราะฉะนั้น เพื่อป้องกันมิให้หมู่คณะต้องได้รับผลกระทบด้านลบ คนป่วยเป็นโรคเรื้อนจะต้องอาศัยอยู่นอกตามลำพังนอกค่าย (ลนต 13:46) เพราะฉะนั้น การที่ต้องอยู่นอกสังคม เป็นสิ่งเลวร้ายกว่าการติดคุก ประชาชนอาจจะตายก่อนที่จะพ้นโทษ ก่อนที่จะตายเพราะโรคเรื้อน จากสถานภาพดังกล่าว คนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อนจึงเหมือน “คนตายในร่างคนเป็น”
พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกสงสาร พระองค์ได้ยื่นพระหัตถ์ออกไป และสัมผัสคนโรคเรื้อน การกระทำของพระองค์เป็นการทำลายกำแพงที่กั้นระหว่างผู้สะอาดและผู้ไม่สะอาด พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ริเริ่มก่อน และได้ประกาศว่า “เราพอใจ จงหายเถิด” พระองค์มอบทั้งการหายจากโรคเรื้อน และมอบความรอดให้แก่เขาด้วย และการกระทำของพระองค์ แสดงว่าพระราชัยของพระเป็นเจ้าได้ทำงาน ในท่ามกลางประชาชนแล้ว
“วิญญาณที่สุภาพไม่วางใจในตัวเอง แต่วางทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับพระเป็นเจ้า” (นักบุญโฟสติน่า)...”ความเชื่อ คือ การเชื่อในสิ่งที่ท่านมองไม่เห็น รางวัลของความเชื่อ คือ มองเห็นในสิ่งที่ท่านเชื่อ” (นักบุญออกัสติน)...”จงรู้ไว้เถิดว่า การรับใช้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่มนุษย์สามารถมอบให้พระเป็นเจ้าได้ คือ ช่วยเหลือวิญญาณที่กลับใจแล้ว”(นักบุญโรซา แห่งลีมา)...เคล็ดลับแห่งความสุข คือ การมีชีวิตแต่ละวัน และจงโมทนาคุณพระเป็นเจ้า ในทุกสิ่งที่พระองค์ได้มอบให้แก่ท่านแต่ละวัน” (นักบุญยออันนา มอลลา).

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view