สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2019 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2019 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

🐥 โปรดเติมพลังในวันที่ลูกอ่อนแรง
โปรดทอแสงในวันลูกมืดมน

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2019
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=EwywvhnIhCk

🍊พระเจ้าทรงสัมผัสฉันวันนี้
http://youtu.be/TuTDCAWCFd8

🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2019
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
ฮบ 4:1-5,11
มก 2:1-12

ความเชื่อของคนใกล้ชิด
สามารถเปลี่ยนชีวิตคนอัมพาต
ให้กลับมีชีวิตใหม่ที่สดใส
ด้วยการ ออกแรง หยิบยื่น
ช่วยเหลือคนอัมพาดให้ได้เข้าไป
พบกับพระเยซูเจ้า

จดหมายถึงชาวฮีบรู..ตอกย้ำ..
ข่าวดีที่ได้รับ ไม่กลับเป็นประโยชน์
สำหรับผู้ที่ไม่มีความเชื่อ แต่กับผู้มีความเชื่อนั้น
ทุกสิ่งเป็นไปได้

แม้นจะกลับใจมานับถือคริสตศาสนา เมื่ออายุมากแล้ว
แต่ด้วยความเชื่อที่หนักแน่นมั่นคง ท่านนักบุญฮีลารี
ได้พยายามออกแรง ทำงานเพื่อให้กลุ่มคน
ที่หลงผิดได้กลับใจ

หมายเหตุ..
ยามที่เจริญรุ่งเรือง “เพื่อน”..จะรู้จักเรา
แต่ “เราจะรู้จักเพื่อน”..เมื่อยามตกทุกข์ได้ยาก

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2019

สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ลูกเอ๋ย บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว” (มก 2:1-12)

ความเชื่อในพระคริสตเจ้า

เป็นความเชื่อของหมู่คณะที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

เป็นความเชื่อที่มุ่งนำทุกคนไปพบความรอดพ้นในพระองค์

คริสตชนที่มีความเชื่อ

จึงไม่ใช่บุคคลที่ละเลยต่อเพื่อนพี่น้อง

แต่คือผู้ที่ห่วงใยในความเป็นอยู่และความรอดพ้นของเพื่อนพี่น้องด้วย...

________________

“ลูกเอ๋ย บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว” (มก 2:1-12) อาจจะเป็นพระวาจาที่มีคุณค่ายิ่งในการไตร่ตรองของผมเช้านี้ ในท่ามกลางบรรยากาศที่ผมและคณะซิสเตอร์กำลังไตร่ตรองวินัยของคณะเรื่องการตักเตือนเพื่อนพี่น้อง และชีวิตหมู่คณะที่เราได้รับการเรียกให้มาใช้ชีวิตร่วมกัน ในสิ่งที่เราเรียกว่า กิจการดีของพระเจ้าที่ทรงริเริ่มในตัวเราแต่ละคน นั่นคือการเรียกอันศักดิ์สิทธิ์นี้ การเรียกให้เราอยู่ด้วยกันเป็นหมู่คณะ ดังที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ไว้ตั้งแต่ปฐมกาล และจดหมายถึงชาวฮีบรูในวันนี้ (ฮบ 4:1-5, 11) ก็เตือนเราถึงความห่วงใยต่อเพื่อนพี่น้อง ที่เราได้รับการเรียกมาด้วยกัน บนหนทางเดียวกัน เพื่อประคับประคอง เตือนความเชื่อของกันและกัน จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุเป้าหมายเดียวกัน ณ บ้านแท้ของเราในสวรรค์ ณ ที่ซึ่งไม่ควรมีใครขาดหายไปเลย และสิ่งนี้คือสิ่งที่เป็นสิ่งที่พวกเรานักบวชในครอบครัวฟรันซิสกันได้กล่าวไว้ในคำปฏิญาณตนของเรา ที่เราฝากความตั้งใจดีอันเป็นการริเริ่มกิจการดีของพระเจ้าในชีวิตของเรานี้ ไว้ในความช่วยเหลือของหมู่คณะนักบวช ในภราดรภาพ และความเป็นพี่น้องกัน

“ลูกเอ๋ย บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว” ... ความรอดและการได้รับการรักษานี้ อาจจเป็นความเชื่อของชายที่เป็นอัมพาต แต่หากเป็นเพียงเท่านั้น ความเชื่อเพียงเท่านั้น ก็ยังไม่อาจทำให้เขาได้พบกับพระเยซูเจ้าได้เลย ดังนั้น ความน่าประทับใจในเหตุการณ์นั้น จึงนำให้เรามองดูในอีกมุมหนึ่งของสถานการณ์ที่มีคนมากมายเช่นนั้น เมื่อมีชายอีกสี่คน ที่แน่นอน ผมมั่นใจว่าเขามีความเชื่อเช่นเดียวกับชายคนที่เป็นอัมพาต หรืออย่างน้อย สิ่งที่เป็นความรัก ความเมตตา และความดีในชีวิตของพวกเขา ก็คือแรงผลักดันให้พวกเขาทั้งสี่ต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อช่วยให้ความเชื่อของชายที่เป็นอัมพาตนั้นเป็นความจริงขึ้นมา และที่สุด พวกเขาก็ได้ตัดสินใจทำสิ่งที่เราทราบดังกล่าว คือการหย่อนคนที่เป็นอัมพาตนั้นลงมาใกล้พระเยซูเจ้า... และสิ่งที่เราพบก็คือ เพราะความเชื่อของพวกเขาทั้งห้าที่รวมเข้าด้วยกัน ชายอัมพาตนั้นก็ได้พบความเชื่อที่เป็นจริงในพระเจ้าผู้ทรงสามารถทำได้ทุกสิ่ง และเขาก็ได้รับการรักษาให้หายจากอัมพาต เมื่อพระองค์ได้ตรัสว่า “ลูกเอ๋ย บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว... ลุกขึ้น แบกแคร่เดินไปเถิด”

พี่น้องที่รักครับ ความเชื่อของคริสตชน ไม่ใช่พระพรส่วนบุคคล แต่เพราะความเชื่อนี้ ที่เป็นสิ่งที่รวมเราไว้ในความสัมพันธ์กับเพื่อนพี่น้อง ความเชื่อของเราคริสตชน จึงไม่ใช่หนทางที่นำความรอดพ้นส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เตือนให้เรานำกันและกันไปพบความรอดพ้นด้วยกันในองค์พระเจ้าที่เราเชื่อมั่น ชีวิตคริสตชน จึงไม่ใช่ชีวิตที่เอาตัวรอดเพียงคนเดียว แต่เป็นชีวิตที่ต้องเดินไปพร้อมกับหมู่คณะ กับชุมชนคริสตชน และกับพระศาสนจักร ที่ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน... และวันนี้ ยังมีพี่น้องของเราคนใดหรือเปล่า ที่มีความเชื่อ และได้รับการเรียกเหมือนกับเรา แต่เขากำลังเป็นอัมพาตในความเชื่อ และอาจจะไม่สามารถเข้าถึงพระเจ้าได้ มันเป็นหน้าที่ของเรามิใช่หรือ ที่จะต้องนำพวกเขาให้เข้าไปพบกับองค์พระเยซูเจ้า นำพวกเขาให้ไปพบการเยียวยารักษาในพระองค์ ที่เราทุกคนเชื่อในพระองค์เช่นเดียวกัน และพระองค์ทรงเป็นเป้าหมายของชีวิตเรา... วันนี้ ฉันยังเดินเพียงลำพังหรือเปล่า คงไม่เพียงพอ ที่ฉันจะเดินไป และบรรลุเป้าหมายคนเดียว แต่เพราะความเชื่อคริสตชน คือการนำเพื่อนพี่น้องไปพบความรอดพ้นนั้นด้วย ฉันจึงมีหน้าที่ที่จะต้องออกแรงมากขึ้น เพื่อนำพี่น้องของฉันไปด้วยมิใช่หรือ คือต้องไม่มีใครถูกทอดทิ้งเลยให้เดียวดายในความเชื่อเลย... วันนี้ มีพี่น้องผู้มีความเชื่อของเราคนใดบ้างไหม ที่กำลังรู้สึกเดียวดายในความเชื่อเดียวกันกับฉัน เพราะอัมพาตแห่งความเชื่อ ที่กำลังรอคอยฉัน เพื่อเข้าไปช่วยเหลือเขา...

อย่างน้อย ในชุมชนคริสตชนของผมเอง วันนี้ เมื่อไตร่ตรองพระวาจาตอนนี้ ผมมองเห็นความเชื่อที่เป็นอัมพาตของพี่น้องของผมหลายคนล่ะครับ ที่ผมต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อขอพระเยซูเจ้า ช่วยเขาให้พ้นจากการเป็นอัมพาตนั้น ให้ความเชื่อของเขาได้ลุกขึ้นมีชีวิตชีวาในตัวของเขา... เช้านี้ ผมคิดถึงสัตบุรุษของผมบางคนครับ และพี่น้องละครับ ไตร่ตรองพระวาจาเช้านี้แล้ว พี่น้องคิดถึงใครบ้าง เพื่อนพี่น้องของเราที่ยังห่างไกลจากพระเจ้า เพราะอุปสรรคบางอย่างในชีวิต... “ชั่งหัวมัน” ไม่ได้นะครับ เพราะความเชื่อคริสตชน เรียกร้องให้เราประคับประคอง และเจริญชีวิตอยู่ เพื่อปลอบใจเตือนความเชื่อของกันและกัน...

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ความเชื่อในชีวิตของลูกเป็นความจริงขึ้นมาในพระองค์ โดยการนำพี่น้องเข้ามาพบพระองค์ และต้องไม่มีใครที่เป็นอัมพาตในความเชื่อเดียวกันนี้ แต่ทุกคนจะประคับประคองเตือนความเชื่อของกันและกัน และนำกันและกันไปพบความรอดพ้นในพระเจ้าของเรา

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม 19 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฮบ 4:1-5:11 / มก 2:1-12
ในการเล่าเหตุการณ์หลายครั้ง มาร์โกได้เล่าถึงการทำพันธกิจของพระเยซูเจ้า ที่ต้องพบกับการต่อต้านอย่างรุนแรง จากบรรดาผู้มีอำนาจชาวยิว ซึ่งได้นำตัวเองไปติดกับดัก ด้วยจิตใจที่คับแคบและยึดถือตามตัวอักษรของกฏหมายอย่างเดียว แต่พวกเขาไม่สามารถหยุดยั้งพระเยซูเจ้าได้ ในการทำพันธกิจเพื่อคนยากจน และคนที่ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆในสังคม
ความขัดแย้งในเรื่อการกระทำของพระเยซูเจ้า ได้นำไปสู่จุดแตกหักที่รุนแรง พระองค์ได้เปลี่ยนจากการเป็นผู้ทำอัศจรรย์ ไปเป็นผู้ยกโทษให้แก่คนบาป มีแต่พระเป็นเจ้าเท่านั้น ที่สามารถยกบาปได้ พระเยซูเจ้าได้ทรงแสดงอำนาจของพระองค์ ด้วยการรักษาคนป่วยเป็นอัมพาต และได้ยกบาปให้เขาในเวลาเดียวกัน การกระทำของพระองค์ทำให้พวกฟาริสีโกรธแค้นมาก และพวกเขาคอยหาโอกาสที่จะหยุดยั้งการกระทำของพระองค์อย่างถาวร ในทางตรงกันข้าม ประชาชนทั่วไปกลับประหลาดใจ ต่อการกระทำดังกล่าวของพระองค์ คือ การรักษาโรคและการยกโทษบาป ความรอดได้มาถึงพวกเขา ผ่านทางพระเยซูเจ้า
พระศาสนจักรได้ใช้อำนาจในการให้อภัยบาป ผ่านทางศีลอภัยบาป และได้คืนศักดิ์ศรีให้แก่ชายหญิง ผู้ซึ่งได้ถูกสร้างตามพระฉายาลักษณ์ของพระองค์...หลายครั้งในชีวิต ที่การตัดสินของเรา ทำให้เพื่อนๆที่ใกล้ชิดได้รับบาดแผลทางใจ เรามีความเสียใจมากมายในเรื่องนี้ แต่พระเป็นเจ้าได้ให้อภัยบาปแก่เรา ที่เราต้องโมทนาคุณพระองค์ มันทำให้เราสามารถยกโทษให้ตัวเอง และสามารถก้าวเดินต่อไปได้ทุกครั้ง...พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ได้ตรัสว่า “ความผิดพลาดเป็นเรื่องของมนุษย์ แต่การอภัยอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเป็นเรื่องของพระเป็นเจ้า...การได้รับการอภัยบาป เหมือนกับท่านได้รับลมเป่าเข้าไปในบอลลูน และทำให้บอลลูนลอยขึ้นไปอย่างอิสระอีกครั้งหนึ่ง...ชีวิตที่ไม่เคยได้รับการอภัย คือ การมีชีวิตอยู่ในอดีตตลอดเวลา...การแต่งงานที่มีความสุขและประสบความสำเร็จ คือ ความผูกพันของสองชีวิต ที่ให้อภัยซึ่งกันและกันตลอดเวลา.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view