สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2019 ระลึกถึงนักบุญอักแนส พรหมจารี มรณสักขี

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2019 ระลึกถึงนักบุญอักแนส พรหมจารี มรณสักขี

🍊ถ้าพระเยซูเป็นทุกสิ่งที่คุณต้องการ
คุณก็ไม่ได้ขาดสิ่งใดเลยแม้สักสิ่งเดียว
เพราะผู้ที่มีพระคริสต์ .. ก็มีชีวิตที่ครบบริบูรณ์

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2019
ระลึกถึงนักบุญอักแนส พรหมจารี มรณสักขี
https://www.youtube.com/watch?v=w_PrIzLUcAI

💦 พระเจ้าเที่ยงแท้
http://youtu.be/fFYzwjGCT80

🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2019
ระลึกถึงนักบุญอักแนส พรหมจารี มรณสักขี
อ่าน :
ฮบ 5:1-10
มก 2:18-22

ธรรมเนียมปฎิบัติสำหรับคริสตชน
การจำศีลอดอาหาร เป็นกิจเมตา
สามารถชดเชย ใช้โทษบาป แต่ในขณะที่
อยู่กับพระเยซู ในฐานะที่พระองค์ทรงเคย
ผ่านการผจญมาก่อน ทรงรับรู้ เข้าใจ
ในความอ่อนแอของมนุษย์ พระองค์จึงทรง
เมตตา ให้อภัย

จดหมายถึงชาวฮีบรู เสริมความหวัง
แม้นว่าบางคน จะได้รับการเลือกสรร
ให้ทำหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่พวกเขาก็ถูก
ธรรมชาติของความอ่อนแอครอบงำ
ให้ทำบาปผิด พระเยซูเจ้าในฐาะสมณะนิรันดร
สอนแบบอย่าง แก้ไขความผิดพลาด บกพร่อง
ด้วยการภาวนา คร่ำครวญ
เป็นทุกข์เสียใจ ขอภัยต่อพระเจ้า

ความเชื่อ พร้อมกับการอุทิศตนให้กับพระเจ้า
ทำให้นักบุญอักแนส ไม่คิดถึงตนเองอีกต่อไป
ด้วยหัวใจที่ยึดมั่น ท่านจึงสามารถสละชีวิต
เป็นมรณสักขี เพื่อยืนยันถึงความรัก
ที่มีต่อพระคริสตเจ้า แม้จะมีอายุได้เพียง 12 ปี

หมายเหตุ..
“ผิดพลาด”..
ไม่ได้แปลว่า ล้มเหลว
เพราะบางที มันก็เป็นหนทาง
ให้พบเจอ สิ่งที่ถูกต้อง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2019

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา

ระลึกถึงนักบุญอักแนส พรหมจารี และมรณสักขี

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ตราบใดที่เจ้าบ่าวยังอยู่ด้วย เขาย่อมไม่จำศีลอดอาหาร...” (มก 2:18-22)

หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ แล้ว

คือเมื่อเจ้าบ่าว คือพระเยซูเจ้า

ทรงประทับอยู่ท่ามกลางเรา

การจำศีลอดอาหารย่อมไม่จำเป็น

และนั่นก็ไม่จำเป็นจริงๆ 

ฉันคงไม่จำเป็นต้องจำศีลอดอาหารอีกต่อไป

แต่ฉันมั่นใจได้เพียงใดว่า

ฉันมีพระเจ้าประทับอยู่กับฉันจริงๆ

ที่ใดมีความรัก และความเมตตา

พระเจ้าประทับอยู่

วันนี้ ฉันต้อนรับพระเจ้าในชีวิตของฉันจริงๆ หรือเปล่า

หรือฉันปล่อยให้พระองค์เดียวดายอยู่นอกประตูใจของฉัน

หากในหัวใจของฉันไม่มีพระเจ้าล่ะก็

นั่นแหละ คือเวลาที่ฉันต้องจำศีลอดอาหาร

________________

ธรรมประเพณีดีๆ ของชาวยิวสามประการที่พวกเขาปฏิบัติกันเคร่งครัด นั่นก็คือ การจำศีลอดอาหาร การให้ทาน และการอธิษฐานภาวนา... และสิ่งเหล่านี้ก็กลายมาเป็นการปฏิบัติธรรมของเราคริสตชนด้วย... วันนี้พระเยซูเจ้าตรัสดังนี้ “ตราบใดที่เจ้าบ่าวยังอยู่ด้วย เขาย่อมไม่จำศีลอดอาหาร”... หมายความว่า บรรดาศิษย์ที่อยู่กับพระเยซูเจ้าจริงๆ พวกเขาไม่จำเป็นต้องจำศีลอดอาหารแล้ว เมื่อพระแมสซิยาห์ประทับอยู่ท่ามกลางพวกเขาจริงๆ การจำศีลอดอาหารย่อมไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะเวลาแห่งการรอคอย ในเวลาที่พวกเขาเตรียมต้อนรับพระคริสตเจ้านั้น พวกเขาจำศีลอดอาหาร ใช้โทษบาปของตน นั่นเป็นยุคของพันธสัญญาเดิม แต่ในยุคของพันธสัญญาใหม่ ที่เปรียบดังเหล้าองุ่นใหม่ ที่ต้องบรรจุในถึงหนังใหม่ ที่หมายถึงเมื่อพระคริสตเจ้าเสด็จมานั้น ชีวิตของประชากรของพระเจ้า ต้องเป็นดังถุงหนังใหม่ด้วย เพื่อบรรจุสิ่งใหม่ในชีวิตของตน... นั่นคือในยุคของพระคริสตเจ้า และในช่วงเวลาของพระศาสนจักรนี้ คือช่วงเวลาใหม่ ที่จะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่จริงๆ

“ตราบใดที่เจ้าบ่าวยังอยู่ด้วย เขาย่อมไม่จำศีลอดอาหาร...” จริงครับ จริงตามนั้นครับหากพระเยซูเจ้าประทับอยู่ในชีวิตของเราจริงๆ แล้ว เราย่อมไม่จำเป็นต้องจำศีลอดอาหารครับ เพราะเราจะทำไปเพื่ออะไรกัน... แต่สิ่งที่น่าไตร่ตรองคือ วันนี้ ฉันแน่ใจมากน้อยเพียงใด ว่าฉันได้ต้อนรับพระคริสตเจ้าไว้ในชีวิตของฉันแล้วจริงๆ และอะไรเป็นเครื่องหมายถึงการประทับอยู่ของพระคริสตเจ้าในชีวิตของฉันจริงๆ... ผมเคยบอกว่า ไม่ว่าเราจะเป็นคนดี หรือเป็นคนไม่ดี เราก็เป็นลูกของพระเจ้า และพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงประทับอยู่กับเรา แต่สิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ พระองค์ประทับอยู่กับเราจริงๆ ครับ แต่ แต่ แต่... เราให้พระองค์อยู่ที่ใด พระองค์ทรงประทับอยู่กลางใจของเราจริงๆ หรือเปล่า หรือเราให้พระองค์อยู่นอกประตูใจของเรา รอคอยเราอยู่นานแล้วที่จะเปิดประตูให้พระองค์เสด็จเข้าไปประทับกลางใจเรา... พี่น้องที่รักครับ นั่นแหละครับ นั่นแหละคือบรรยากาศชีวิตที่ต้องจำศีลอดอาหารครับ คือบรรยากาศที่เจ้าบ่าวถูกพรากไปจากหัวใจของเรา...

การจำศีลอดอาหารสำหรับเราคริสตชน ควรเป็นสิ่งใหม่ด้วยเช่นกัน การจำศีลอดอาหารที่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า คือการต้อนรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิต ในหัวใจของเราจริงๆ และจากนั้น การจำศีลอดอาหารฝ่ายร่างกายก็ไม่จำเป็นอีก นั่นคือเวลาที่ต้องเฉลิมฉลอง... แต่ แต่ แต่... เราจำศีลอดอหารกันอย่างไรในชีวิตจริงของเรา เรามีพระคริสตเจ้าประทับอยู่กับเราจริงๆ หรือเปล่าในชีวิตของเรา ณ ที่กลางใจเรา... มันจะมีประโยชน์อะไรครับ หากเราจำศีลอดอาหาร เพื่อเก็บเวลาไว้ทานอย่างอิ่มหมีพีมัน และทานอาหารแพงๆ อย่างทิ้งขว้าง และนั่นคือการเบียดเบียนคนยากจน เพราะเวลาที่เราทิ้งอาหารของเรา นั่นคือการขโมยอาหารของคนจน และนั่นคือการเบียดเบียนพระคริสตเจ้า... หรือจะมีประโยชน์อะไร หากเราจำศีลอดอาหาร แล้วเรากลับกำลังกินเลือดกินเนื้อกันเอง หน้าเลือดใส่กัน เอาเป็นเอาตายกัน เอารัดเอาเปรียบกัน นั่นหรือ คือการอดอาหารที่พระเจ้าทรงพอพระทัย และสิ่งนี้แหละ ที่แสดงให้เห็นว่า เราเอง อาจจะยังไม่ได้ต้อนรับพระคริสตเจ้ให้พระองค์ประทับ ณ ที่กลางใจเราจริงๆ เราเพียงแต่ให้พระองค์รอคอยอย่างเดียวดายนอกประตูใจของเราเท่านั้นเอง... เพราะหากสถานการณ์ในชีวิตเรา มีพระองค์ประทับอยู่จริงๆ ที่ในที่ประทับแห่งดวงใจของเราแล้วแล้ว เวลานั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องจำศีลอดอาหารอีกต่อไป และอะไรคือสิ่งที่แสดงออกว่า พระองค์ประทับอยู่ที่นั่น เพื่อเราจะไม่ต้องจำศีลอดอาหารอีกแล้ว... บรรยากาศนั้นคือ... ชีวิตของฉันเปี่ยมรักและเมตตามากน้อยเพียงใด ชีวิตของฉันอ่อนโยนมากน้อยเพียงใด หรือฉันยังคอยกัดกินกันและกันอย่างเลือดเย็น และไม่รู้ร้อนในความรู้สึกของกันและกัน หากเป็นเช่นนั้น ฉันอาจจะต้องเปลี่ยนชีวิตของฉัน ให้เป็นถุงหนังใหม่ เพื่อบรรจุเหล้าองุ่นใหม่แล้วล่ะ มิฉะนั้น ฉันอาจจะทำให้เหล้าองุ่นเสียไป และถุงหนังของฉันก็จะขาดเสียไปด้วย

นะ นะ นะ พี่น้องที่รัก ขอให้เราจำศีลอดอาหารกัน ด้วยจิตตารมณ์ของพระเยซูนะครับ แนวทางของพระศาสนจักรที่ให้กับเราในการจำศีลอดอาหารเป็นเพียงสิ่งที่นำให้หัวเราพบพระคริสตเจ้า ณ ที่กลางใจเรา ด้วยการกลับใจเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายในครับ พอเถอะ อดเนื้อสักไม่เท่าไร เพื่อกัดกินเลือดกินเนื้อกันและกัน นั่นไม่ใช่ชีวิตที่พระเจ้าประทับอยู่หรอก... ให้เราอดสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นเถอะ สร้างบรรยากาศครอบครัว ชุมชน และพระศาสนจักรของเราให้เป็นพระศาสนจักรที่ต้อนรับพระคริสตเจ้าไว้ในชิวิตจริงๆ เท่านั้นก็พอ และจากนั้น การจำศีลอดอาหารก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป... เพราะการจำศีลอดอาหารของประชากรใหม่ของพระเจ้า ที่ต้องเป็นดังถุงหนังใหม่นั้น คือชีวิตที่อด ละ เลิก ต่อการเบียดเบียนกันและกัน คือชีวิตที่เปี่ยมรักและเมตตา ไม่มีใจเย็นชาต่อกันและกัน เห็นอกเห็นใจกันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันครับ อดต่อสิ่งที่ทำร้ายกันและกัน นั่นแหละคือการอดอาหารที่พระเจ้าทรงพอพระทัยครับ... ไตร่ตรองกันดีๆ วันนี้ ชีวิตของฉันมีเจ้าบ่าวประทับอยู่กลางใจฉันจริงๆ หรือเปล่า เพื่อการอดอาหารจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับฉันอีกต่อไป และอย่างไร ที่ฉันควรทำกิจศรัทธานีอย่างจริงใจ ด้วยหัวใจใหม่ ที่ต้อนรับพระเจ้าจริงๆ ในชีวิตของฉัน

ข้าแต่พระเจ้า ไตร่ตรองพระวาจาของพระองค์วันนี้ ลูกตั้งใจที่จะอดสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่เป็นการเบียดเบียนเพื่อนพี่น้อง เอารัดเอาเปรียบเพื่อนพี่น้อง ลูกต้องไม่กินเลือดกินเนื้อกันและกัน สิ่งนี้ต่างหาก ที่ลูกต้องอด เพื่อต้อนรับพระองค์ในชีวิตอย่างแท้จริง พระเจ้าข้า ค้ำจุนความตั้งใจดีนี้ของลูกด้วยพระหรรษทาน และพละกำลังของพระองค์เถิด พระเจ้าข้า

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม 19 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฮบ 5:1-10 / มก 2:18-22
เมื่อเราอ่านนิทานเปรียบเทียบเรื่อง “เพื่อนของเจ้าบ่าว” (ยน 3:29) ทำให้บรรดาสานุศิษย์ของยอห์น บัปติสต์ประหลาดใจ ที่มีคนจำนวนมากได้ละจากท่าน และไปหาพระเยซูเจ้า เพื่อรับพิธีล้างจากพระองค์ สำหรับยอห์น บัปติสต์แล้ว เจ้าบ่าวที่แท้จริง คือ พระเยซูเจ้า และตัวท่านเองเป็นเพียง “เพื่อนของเจ้าบ่าวเท่านั้น” ที่ยินดีเมื่อได้ยินเสียงของเจ้าบ่าว นิทานเปรียบเทียบช่วยให้เราเข้าใจความยินดีแบบคริสตชน เราควรจะเป็นบุคคลที่มีความชื่นชมยินดี แม้เมื่อเราต้องเผชิญกับปัญหา และความยากลำบากต่างๆ ข้อความจากพระวรสารในวันนี้ พระเยซูเจ้าได้ตรัสถึงพระองค์เอง ในฐานะเป็นเจ้าบ่าว ซึ่งเพื่อนของพระองค์จะไม่มีความเศร้าโศกแต่อย่างใด “บรรดาสานุศิษย์กลุ่มแรกได้กลับมาที่กรุงเยรูซาเล็ม ด้วยความชื่นชมยินดี หลังจากการเป็นประจักษ์พยาน ถึงการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูเจ้า (ลก 24:52) โดยเชื่อว่าพระองค์ยังคงอยู่กับพวกเขา ทุกวันนี้ เราทุกคนต่างเหมือนบรรดาสานุศิษย์ ซึ่งจะต้องมีความยินดีต่อไป โดยเชื่อว่าพระองค์ยังคงอยู่กับพวกเรา
“ไม่สำคัญว่า เราจะจะระมัดระวังตัวเท่าไร ไม่สำคัญว่า เราจะจัดการชีวิตที่ดีได้อย่างไร ไม่สำคัญว่าเราจะทำงาน เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง มีทรัพย์สมบัติมากมาย มีเพื่อนฝูง มีครอบครัว และประสบความสำเร็จในชีวิตการงานอย่างไร จะมีความการทำลายล้างเกิดขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”...”ท่านจะไม่รู้จักพระเยซูเจ้าจริงๆ อย่างที่ท่านต้องการ จนกว่าพระองค์จะเป็นทุกสิ่งที่ท่านมี”...”ในความคิดของคนที่มีจิตใจฝ่ายโลก ความทุกข์ไม่เคยเป็นสิ่งที่มีความหมายในชีวิต จนกว่าเขาจะพบว่า มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น”...”ขณะที่ความคิดเห็นของชาวโลกนำเราไปยังความยินดีของชีวิต โดยมองว่าจะมีความทุกข์กำลังจะเกิดขึ้น ความเชื่อจะสอนให้เรานั่งอยู่ในท่ามกลางความทุกข์ของโลก เพื่อรอคอยความยินดีที่จะมาถึง... “ความรักเดียวที่ไม่เคยทำให้ท่านผิดหวัง ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่เคยสูญหาย ไม่ขึ้นกับความผันแปรของชีวิต มันเป็นสิ่งที่แม้แต่ความตายก็เอาไปไม่ได้ สิ่งนั้นคือความรักของพระเป็นเจ้า”

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view