สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 23 มกราคม 2019 ระลึกถึงนักบุญวินเซนต์ สังฆานุกร และมรณสักขี

วันพุธที่ 23 มกราคม 2019 ระลึกถึงนักบุญวินเซนต์ สังฆานุกร และมรณสักขี

🌻ความรักมั่นคงของพระเจ้า
ไม่เคยสิ้นสุด ~
พระเมตตาก็ใหม่สดเสมอ
ในทุกเวลาเช้า...สำหรับคุณทุกคน

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 23 มกราคม 2019
ระลึกถึงนักบุญวินเซนต์ สังฆานุกร และมรณสักขี
https://www.youtube.com/watch?v=IJLdxLLDlPw

🌸 In His Hands
http://youtu.be/wlxURaitW

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันพุธที่ 23 มกราคม 2019
ระลึกถึงนักบุญวินเซนต์ สังฆานุกร และมรณสักขี
อ่าน
ฮบ 7:1-3,15-17
มก 3:1-6

สิ่งท่ีทำให้พระเยซูเจ้าเสียใจ คือ
บางคนที่เห็นคนเดือดร้อนแล้วนิ่งเฉยไม่พอ
แต่รอที่จะจับผิด ด้วยความคิดอิจฉา ริษยา
พาสู่ความขัดแย้ง กับคนดีที่ต้องการช่วยเหลือ

เมลคีเซเดค กษัตริย์แห่งเมืองซาเลม
ได้ชื่อว่าเป็นสมณะนิรันดร ของพระเจ้า
ที่สมควรเอาเยี่ยงอย่าง นั่นก็เพราะว่า
ท่านเป็นกษัตริย์แห่งความชอบธรรม
ที่นำสันติภาพ

การเปิดใจ รับการฝึกฝนอบรม ของท่านนักบุญวินเซนต์
ทำให้ท่านสามารถทำหน้าที่สังฆานุกร รับใช้พระศาสนจักรท้องถิ่น
ในงานทุก ๆ ด้านของสังฆมณฑล อีกทั้งยังสามารถดำเนินชีวิต
เป็นพยานถึงความเชื่อที่ไม่สั่นคลอน แม้ในยามถูกเบียดเบียน

หมายเหตุ...
การ “จับผิด” ข้อบกพร่อง
ของ “ตัวเอง” และ “แก้ไข”
ย่อมทำให้ตัวเอง เจริญกว่า
ที่จะคอยไปนั่งจับผิด “คนรอบข้าง”..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 23 มกราคม 2019

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ในวันสับบาโตนั้น ควรทำความดีหรือความชั่ว ควรจะช่วยชีวิตหรือปล่อยให้ตายไป” (มก 3:1-6)

สถานที่ 8

พระเยซูเจ้าทรงบรรเทาทุกข์สตรีชาวเยรูซาแลม

วันนี้ก็อีกครั้ง ที่พระเจ้าทรงริเริ่มกิจการดีในชีวิตของชายมือลีบ

เป็นพระทัยดีของพระองค์ ที่ไวต่อความต้องการของลูกของพระองค์

เป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่ทรงรอช้า เพื่อช่วยเหลือ แม้สถานการณ์ของวันสะบาโต

พระองค์ทรงยอมเปลืองตัวอีกครั้ง เพื่อลูกของพระองค์

แล้วใน ลูกของพระองค์วันนี้

ใยฉันจะมีใจลีบไปเสียเล่า...

________________

นี่คืออัตลักษณ์ของคริสตชน ที่พระคริสตเจ้าได้ทรงสอนให้เราเป็นประพฤติตน ให้สมกับการเป็นลูกของพระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางประชาชนมากมาย และในที่นั้นมีชายมือลีบอยู่คนหนึ่ง เราสังเกตว่า คราวนี้ ไม่ใช่ชายมือลีบนั้นที่เข้ามาวอนขอการรักษาของพระเยซูเจ้าเช่นทุกๆ ครั้ง แต่ว่าเป็นพระองค์เองที่ทอดพระเนตรเห็น และทรงมีพระทัยเมตตา ต้องการรักษาเขาให้หาย แม้วันนั้นจะเป็นวันสะบาโต

น่าแปลกใจเมื่อพระเยซูเจ้าตรัสถามพวกเขาดังนี้ และพวกเขาก็ไม่สามารถตอบอะไร... “ในวันสับบาโตนั้น ควรทำความดีหรือความชั่ว ควรจะช่วยชีวิตหรือปล่อยให้ตายไป” สิ่งนี้อาจจะทำให้พวกเขาอับอาย หรือสูญเสียผลประโยชน์จากการยอมรับนับถือของประชาชน ที่พวกเขาพยายามแสดงตนเป็นคนดีมีศรัทธาในพระเจ้า ด้วยความเคร่งครัดและรักษากฎของวันสะบาโตไว้อย่างดี แต่ทว่า พวกเขากำลังเดินสวนทางกับพระประสงค์ของพระเจ้า ผู้เปี่ยมด้วยความรักและความเมตตา... ทำให้พวกเขาไม่กล้าตอบ เพราะการตอบคำถามของพระเยซูเจ้านี้ แท้จริงแล้ว หากพวกเขาไตร่ตรองดีๆ พวกเขารู้ว่าต้องตอบอย่างไร แต่เพราะไม่อยากเปลืองตัว ในการต้องออกแรงทำความดีมากขึ้น พวกเขากลับเลือกที่จะนิ่งเงียบ และไม่ตอบอะไร ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น

พี่น้องที่รักครับ ธรรมชาติของคริสตชน คือการพยายามแสวงหาความจริงและความดี เพื่อเจริญชีวิตบนหนทางที่ถูกต้องและชอบธรรม การไม่ทำความดีคือบาปอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนี่คือธรรมชาติของคริสตชน นี่คือธรรมชาติของลูกของพระเจ้า ที่ต้องกระเสือกกระสนแสวงหาความขอบธรรม และต้องพยายามเรื่อยไปตลอดชีวิต

วันพระเจ้าอาจจะเป็นวันที่เราต้องขอบคุณพระองค์ แต่เราจะขอบคุณพระองค์อย่างไรได้ เพราะไม่ใช่คำขอบคุณที่พระเจ้าทรงมีความต้องการที่จะได้รับจากเรา พระเจ้าไม่ได้ยิ่งใหญ่ขึ้นหรือลดลงเพราะการกระทำของเราเลย แต่การขอบคุณที่แท้จริง ความรู้คุณต่อพระเจ้าที่แท้จริง ต้องทำให้เรามีหัวใจที่ละม้ายคล้ายคลึงกับพระองค์ต่างหาก คือหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักเมตตา อ่อนหวานและอ่อนโยน ไวต่อความรู้สึกและความต้องการของเพื่อนพี่น้อง และพร้อมที่จะช่วยเหลือทันที เพราะการทำความดีนั้น ไม่มีกำหนดเวลาที่ห้ามทำ แต่ต้องทุกโอกาสที่สามารถทำได้ และหากไม่ทำ เราก็กำลังทำสิ่งตรงข้าม คือเราได้ทำบาป เป็นบาปที่เราเรียกว่า “การละเลย” คือสิ่งที่เราภาวนาในบทข้าพเจ้าขอสารภาพบาปนั้นเอง... และทำไมจึงเป็นการละเลย เหตุผลก็เพราะพระเจ้าประทานชีวิตให้เรา ให้เรามีชีวิตเพื่อทำความดี มิฉะนั้นแล้ว คุณค่าของชีวิตที่พระเจ้าประทานให้อาจจะไม่เกิดผล และหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เราอาจจะต้องถามว่า คุณค่าชีวิตของฉันอยู่ที่ใด และคำตอบที่ตามมาก็คือ คุณค่าของชีวิตของเราอยู่ที่พระเจ้าทรงรักเรา ดังนั้น ความรักที่พระเจ้าทรงรักเราก่อนนั้น ที่เป็นการริเริ่มกิจการดีในตัวเรานั้น สิ่งนั้นควรเกิดผลมิใช่หรือในความรักต่อเพื่อนพี่น้องด้วย

พี่น้องที่รักครับ ในสังคมของเรา อาจจะมีพี่น้องของเราหลายๆ คน ที่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา มากกว่านั้น บางที อาจจะเป็นพี่น้องในครอบครัวของเรา ในหมู่คณะนักบวชของเรา ในชุมชนคริสตชนของเราด้วย... คงน่าเสียดาย ถ้าในบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า ในบรรดาบุตรของพระเจ้า หากจะมีใครบางคน ที่ไม่ใช่มือลีบ แต่หัวใจลีบ และไม่อยากจะยื่นออกเพื่อทำสิ่งดีๆ แก่เพื่อนพี่น้องเลย... วันนี้ อาจจะเป็นเราหรือเปล่า ที่ต้องการการรักษาจากพระเยซูเจ้า

แต่เราก็สังเกตเห็นแล้วว่า คราวนี้ คนมือลีบไม่ได้เข้ามาขอความช่วยเหลือและการเยียวย่านักษาจากพระเยซูเจ้า แต่เป็นพระองค์ พระเจ้าผู้ทรเริ่มกิจการดีในตัวเขา ที่ได้เริ่มเรียกเขาและรักษาเขา... สิ่งนี้เอง ที่เช้านี้ ผมไตร่ตรองเป็นพิเศษ และแบ่งปันกับพี่น้อง ด้วยท่าทีที่น่ารักที่สุดของพระเยซูเจ้า ที่ทรงมีพระทัยเมตตาสงสาร มีพระทัยอ่อนโยน ที่เราควรเลียนแบบ... ด้วนในชีวิตคริสตชนของเรา ความรัก ความเมตตา ไม่ใช่สิ่งที่ต้องให้คนอื่นร้องขอ แต่เราต้องไวต่อความรู้สึก และไวต่อความต้องการของเพื่อนพี่น้องของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขาตกระกำลำบาก ธรรมชาติของคริสตชนเป็นดังนี้ เป็นแบบพระเยซูเจ้า ที่ริเริ่มกิจการดีในชีวิตของพี่น้องของเรา

ดังนั้น พี่น้องที่รักครับ การทำความดีในความหมายของความเป็นคริสตชน เราถูกเรียกร้องให้เป็นคนดีจากภายในจริงๆ เป็นคนดีแบบไม่ต้องมีใครร้องขอ แต่เป็นคนที่แสวงหาความดี และความจริง  เพื่อรักและช่วยเหลือทุกคนเสมอ โดยเฉพาะผู้ตกทุกข์ได้ยากทั้งหลาย... วันนี้ฉันมองเห็นโอกาสที่จะทำความดีเหล่านั้นบ้างไหม ฉันมองเห็นความต้องการของพี่น้องของฉันบ้างไหม หรือฉันอาจจะไม่เคย หรือไม่อยากสนใจในเรื่องแบบนี้ของใครๆ เราไม่อยากเปลืองตัวเข้าไปยุ่งเรื่องพวกนี้ เพราะมันจะทำให้เรามีชีวิตที่ยากลำบาก เหมือนในเหตุการณ์นี้ หากพระเยซูเจ้าไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนมือลีบนั้น ปัญหาอาจจะไม่เกิด แต่ดูเหมือนว่า พระองค์ทรงยอมเปลืองตัวเสมอเลยในเรื่องความรักและความเมตตาต่อทุกคน พระองค์ทนไม่ได้ ที่เห็นคนตกทุกข์ได้ยาก โดยที่พระองค์ไม่ได้ออกแรงช่วยอะไร... 

พี่น้องที่รักครับ ผมคิดว่า บางที เมื่อผมอ่านพระวาจาของพระเจ้าตอนนี้ ผมเองพร้อมกับพี่น้องด้วย เราอาจจะต้องไตร่ตรองจริงๆ ว่า วันนี้ เราที่ได้ชื่อว่า เป็นลูกของพระเจ้านั้น เราเองหรือเปล่า ที่ต้องเขาไปรับการรักษาจากพระองค์ ที่สมควรให้พระองค์ช่วยเรา ให้หัวใจของเราไม่ลีบไป จนไม่สามารถทำอะไรได้... และพี่น้องครับ บางครั้งเราอาจจะไม่ยากเผชิญกับชีวิตที่ยากลำบากขึ้น เราอาจจะบอกว่า แค่นี้ฉันก็กำลังจะตายอยู่แล้ว ฉันไม่อยากออกแรงมากกว่านี้แล้ว พอแล้วล่ะ ฉันเหนื่อย... แต่พี่น้องครับ ธรรมชาติของคริสตชน เราเหนื่อยไม่ได้ เราเหนื่อยเราท้อที่จะทำคุณงามความดีไม่ได้เด็ดขาด หากเรายังได้รับพระเมตตาของพระเจ้าให้เรามีชีวิตในวันนี้ เราหยุดทำความดีไม่ได้ครับ เราหยุดที่จะเป็นคนดีไม่ได้ และคนดีจริงๆ นั้น ไม่เคยเสียโอกาสในการทำความดีเลย

พี่น้องครับ เมื่อวานนี้ครับ มันคงถึงเวลาที่ผมได้รับการตีสอนจากพระอีกครั้ง ประกอบกับพระวาจาที่ไตร่ตรองวันนี้ครับ... ผมมีสัตบุรุษท่านหนึ่งที่ผมเคยไปเยี่ยมอภิบาลท่านบ่อยๆ ผมทราบข่าวว่าจากเพื่อพระสงฆ์ท่านหนึ่ง ว่าท่านมาอยู่โรงพยาบาลที่ประจวบฯ สองวันก่อน ผมเจ็บขามาก และได้ตัดสินใจยังไม่ไปเยี่ยม เพราะท่านได้รับศีลเจิมไปแล้ว แต่เมื่อวานนี้ มันคือแรงบันดาลใจอะไรไม่ทราบ ที่ทำให้พ่อของสัตบุรุษท่านนี้ ต้องออกแรงครับ แม้เจ็บอยู่ ก็เดินกะเผลกๆ เข้าไปโรงพยาบาล เพื่อเยี่ยมเยียน และอวยพรท่าน และมากกว่านั้น ที่โรงพยาบาลเมื่อวานนี้ ผมก็พบสัตบุรุษอีกท่านหนึ่งที่ไปพักรักษาตัวที่นั่นด้วย... กลับมา ก็มีคนถามว่า เจ็บแล้วยังจะไปอีกหรือ... โอ้ เพราะความเป็นพ่อเจ้าวัด ความเป็นพระสงฆ์ของพี่น้อง ผมไม่มีทางเลือกครับ ลูกเจ็บ ผมก็ต้องหายเจ็บล่ะครับ และต้องไปครับ... และใครจะทราบได้ว่า ผมจะมีโอกาสเยี่ยมท่านเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเช้านี้เอง ผมได้รับแจ้งว่า พระเจ้ารับท่านไปแล้วครับ... พี่น้องครับ นี่แหละ บทไตร่ตรองเช้านี้ที่ผมได้รับจากสถานการณ์ในวันเหล่านี้... ไม่มีความยากลำบากใด ทำให้เราไม่มีโอกาสรักและช่วยเหลือเพื่อนพี่น้องได้เลย หากใจเรามีลีบไปซะก่อน

นี่แหละบทสอนที่ประทับใจที่สุด... สถานที่ 8 พระเยซูเจ้าทรงบรรเทาทุกข์สตรีชาวเยรูซาแลม... โอ้พระเจ้าผู้กำลังเดินทางไปสู่กางเขน ยังมีแรงจากพระทัยอ่อนโยนของพระองค์ ในการบรรเทาทุกข์ลูกๆ ของพระองค์ แล้วใยลูกของพระองค์จะมีใจลีบไปเสียเล่า

ข้าแต่พระเจ้า เช้านี้ ลูกขอบคุณพระองค์ ขอบคุณพระวาจาของพระองค์ ขอบคุณสถานการณ์ในชีวิตของลูกในวันเหล่านี้ ที่พระองค์ทรงสอนให้ลูกใช้โอกาสที่มี แม้จะยากลำบากเพียงใด เพื่อเรียนรู้ที่จะมีหัวใจเยี่ยงบิดา ในการออกไปหาลูกๆ ทุกคน โดยเลียนแบบพระองค์ ผู้ทรงริเริ่มกิจการดีในตัวลูก... ขอพระองค์จงได้รับการสรรเสริญตลอดนิรันดร.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)




วันพุธที่ 23 มกราคม 19 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฮบ 7:1-3,15-17 / มก 3:1-6
ชาวฟาริสีถือว่า การถือกฎเรื่องการห้ามทำงานในวันสับบาโต เป็นเรื่องที่สำคัญมาก (เทียบ อพย31:12-17) แต่พระเยซูเจ้าได้มองข้ามเรื่องนี้ไป เมื่อพระองค์ได้ทรงรักษาคนมือลีบ และเป็นที่ยอมรับในพวกรับบีชาวยิวว่า ชีวิตที่เสี่ยงต่อความตาย ย่อมสำคัญกว่าวันสับบาโต ชาวฟาริสีอาจจะโต้แย้งว่า คนมือลีบนั้นไม่มีอันตรายที่ถึงแก่ชีวิต จึงได้ย้ำว่าในวันสับบาโตนั้นจะทำงานอะไรไม่ได้
พระเยซูเจ้าได้ทรงเตือน “หัวใจที่แข็งกระด้าง”ของพวกเขา และการไม่สนใจต่อความทรมานของคนอื่น สำหรับพระเยซูเจ้า ทุกวันล้วนแต่เป็นวันที่ดี เพื่อจะได้แผ่พระเมตตาของพระเป็นเจ้า
ความคิดเรื่องวันสับบาโต ไม่ควรไปเกี่ยวข้องกับ “การพักผ่อน”ของพระเป็นเจ้า โดยธรรมชาติ การที่พระเป็นเจ้าทรงสร้างโลกนั้น ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป และพระเป็นเจ้าก็ยังทรงทำงานต่อไปเช่นเดียวกัน เมื่อพระเยซูเจ้าได้ประกาศเรื่องวันสับบาโตว่า “พระบิดาของเราทรงทำงานอยู่เสมอ เราก็ทำงานด้วยเช่นกัน” (ยน 5:17)
ในวันอาทิตย์ บรรดาคริสตชนได้ฉลองการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า เป็นวันหยุดพักผ่อน เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ และยังเป็นวัน ที่เราสามารถแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพี่น้อง และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพี่น้องนี้ เป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุด ในพิธีบูชามิสซา
“เราต้องการความเมตตากรุณา ไม่ใช่เครื่องถวายบูชาที่เป็นสัตว์”...”การถือวันสับบาโตเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ ย่อมสำคัญมากกว่าการพักผ่อนด้านร่างกาย เพราะมันรวมถึงการปรับปรุงด้านจิตใจ และการนมัสการพระเป็นเจ้า...”วันสับบาโตเป็นโอกาสดี ที่เราจะส่งเสริมความผูกพันในครอบครัว”...”เราทำให้วันสับบาโตเป็นวันน่ายินดี เมื่อเราสอนลูกๆให้อ่านพระวรสาร... “วันสับบาโตจะมีค่าหรือไม่มีค่า เราเองจะเป็นผู้ตัดสิน โดยเราต้องให้เกียรติแด่พระเป็นเจ้า ในวันสับบาโต เราทำในสิ่งที่ควรทำด้วยจิตตารมณ์ของการสรรเสริญพระเป็นเจ้า โดยพยายามจัดเวลาสำหรับกิจการอื่นอย่างเหมาะสม.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)


view