สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2019 ระลึกถึงนักบุญโทมัส อะไควนัส พระสงฆ์และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2019 ระลึกถึงนักบุญโทมัส อะไควนัส พระสงฆ์และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

🍀 ขอพระเจ้าทรงนำลูกในวันนี้ …
และขอทรงนำลูกอีกในวันพรุ่งนี้ …
ขอให้ทุกวันในชีวิตของลูก …
เป็นชีวิตที่มีพระองค์ทรงนำตลอดไป อาแมน

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2019
ระลึกถึงนักบุญโทมัส อะไควนัส
พระสงฆ์และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร
https://www.youtube.com/watch?v=vsgfFD6kVnk

❤สุดแต่น้ำพระทัย
https://youtu.be/bde9OEyGdCw

🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳🐳

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2019
ระลึกถึงนักบุญโทมัส อะไควนัส
พระสงฆ์และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร
อ่าน :
ฮบ 9:15,24-28
มก 3:22—30

ความอิจฉา พาบรรดาธรรมาจารย์
ให้พูดร้าย แบบไม่คิด กับกิจการดีที่พระเยซูได้ทำ
พระองค์จึงจำเป็นต้องเตือนให้พวกเขาคิดว่า...
ต้นเหตุของหายนะ และความล้มเหลวทั้งปวง
มาจาก “ความแตกแยก”....

จดหมายถึงชาวฮีบรู ชี้ให้เห็น..
พระเยซูเจ้าสามารถเป็นคนกลาง ที่นำมนุษย์
ไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า นั่นก็เพราะว่า
ในความเป็นมนุษย์ ทรงยอมรับ ปรับตัว

สิ่งที่ช่วยให้ นักบุญโทมัส อะไควนัส
เชื่อมั่นในความเชื่อท่ีท่านมี คือ
การมุ่งมั่นอุทิศตน ศึกษาพระวาจา
แสวงหาความรู้จากงานเขียนของบรรดาปิตาจารย์
และถ่ายทอดออกมาในงานเขียนทางเทววิทยาของท่าน
จนได้รับการขนานนามว่า “นักปราชญ์เทวดา”

หมายเหตุ..
ต่างคน ต่างความคิด
ต่างจิต ต่างใจ
ดั้งนั้น อย่าไปดูถูก ความคิดใคร
ถ้าความคิดเขา ไม่ตรง กับความคิดเรา...
คิดแตกต่างได้ แต่ อย่าแตกแยก

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2019

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา

 ระลึกถึง นักบุญโทมัส อาไควนัส พระสงฆ์ และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ถ้าครอบครัวหนึ่งแตกแยก ครอบครัวนั้นก็ตั้งมั่นอยู่ต่อไปไม่ได้...” (มก 3:22-30)

พระเจ้าทรงประทับอยู่ในความจริงและความดี

 ท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆ ของชีวิตบรรดาบุตรของพระองค์...

แต่ใย ปีศาจมันได้รับผลงานจากการริเริ่มกิจการดีของพระเจ้าในตัวเราเล่า

แม้ปีศาจยังไม่ทำสิ่งที่ขัดแย้งและแตกแยกกัน

 แต่ใยลูกของพระเจ้า จึงแตกแยกในความรักของพระองค์ต่อเขาเล่า

แล้วดังนี้ ฉันจะเป็นหนึ่งเดียวกับความรักของพระเจ้า

 และเป็นพยานในพันธกิจแห่งรักของพระองค์ได้อย่างไร

 หากฉันเอง กำลังเป็นผู้ที่แตกแยกกับพระองค์เสียเอง...

________________

พี่น้องที่รักครับ หลายครั้งในสถานการณ์ที่ไม่เข้าใจ แม้ผมเองที่เป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ ผมก็ไม่ได้พ้นจากสิ่งประจญนี้เช่นกัน ความเชื่อที่หลายครั้งก็มีความสงสัยแฝงอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน สถานการณ์ของผมเองในวันเหล่านี้ก็เช่นกัน เหมือนมีอะไรให้เกิดคำถามมากมาย ในสถานการณ์ที่เรื่องราวหลายๆ เรื่องมันเข้ามาประดังกัน งานหลายอย่างที่เข้ามาในวันเหล่านี้ ทำให้หลายครั้ง ผมปรับตัวแทบไม่ทัน เมื่อมีงานฉุกเฉินเข้ามา เมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วนเข้ามาพร้อมๆ กัน...

แต่เมื่อหันกลับมามองสถานการณ์ชีวิตของพระเยซูเจ้าในพระวรสารในวันเหล่านี้ ผมกลับพบว่า พระเยซูเจ้ามีประสบการณ์เหล่านี้มาก่อนผมมากมาย เราพบพันธกิจของพระองค์ที่เข้ามาแบบไม่ตั้งตัวหลายอย่าง และด้วยพระทัยเมตตาสงสารอันเป็นอัตลักษณ์ของพระองค์นั้นเอง ทำให้พระองค์ให้เวลากับประชาชนของพระองค์ ที่เข้ามาเฝ้าพระองค์ เข้ามารับการรักษาจากพระองค์ จนพระวรสารบันทึกว่า พระองค์ไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะรับประทานอาหาร และหลายคน แม้กระทั่งญาติของพระองค์ก็เข้าใจว่า พระองค์เสียสติแล้ว หรือบ้าไปแล้ว อะไรทำนองนั้น แต่กระนั้นก็เถอะ นี่เป็นความบ้าที่ผมควรจะบ้าแบบพระเยซูเหมือนกันกระมัง คือความบ้ารัก บ้าในความแสนสัตย์ซื่อในพันธกิจของพระเจ้า ด้วยสถานการณ์ของพระองค์ในเวลานี้เอง พระเยซูเจ้ากลับถูกมองว่าเสียสติ จนถึงวันนี้ เมื่อพันธกิจดีๆ มากมายที่พระองค์ได้กระทำ กลับถูกมองว่าเป็นงานของปีศาจ

ผมเคยมีประสบการณ์เช่นนี้เมื่อครั้งผมทำงาน ก่อนที่จะกลับมาเป็นผู้ฝึกหัดในบ้านนักบวชอีกครั้งในวัยสามสิบปี ครั้งเวลานั้น ผมจำได้ว่า ผมทำงานหนัก เหมือนคนบ้างานครับ นอนวันละสามชั่วโมงกระมัง หรือบางวันไม่นอนเลยก็ยังไหว ผมลุยไปทุกที่ ในที่ที่ผมสามารถช่วยเหลือเด็กๆ ของผมที่ผมดูแล ผมอยู่ทุกที่ที่พวกเขาอยู่ ผมทำทุกอย่างเพื่อนำเขากลับมาในทางที่ถูกที่ควร แต่ทว่า ทุกเย็น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมก็จัดตารางเวลาของตนเองเพื่อร่วมมิสซาบูชาขอบพระคุณเสมอ จนครั้งหนึ่ง เพื่อนใกล้ชิดคนหนึ่งบอกผมว่า “เธอร่วมมิสซาเหมือนยาเสพติดนะ” ... แต่สำหรับผม ผมก็ตอบว่า “ถ้าผมติดมิสซา เหมือนยาเสพติดจริงๆ นั่นคือขาดไม่ได้ มิสซาเป็นชีวิตของผมจริงๆ นั่นก็ดีกว่าผมไปติดอบายมุข หรือความชอบพอตามใจตนเองไม่ใช่หรือ...” และผมก็รู้สึกว่า ผมอยากติดครับ อยากติดมิสซาเหมือนยาเสพติด อยากให้พิธีกรรมที่ร่วมทุกค่ำนั้น เป็นชีวิตจิตใจของผม จนหลายครั้ง ผมก็ปฏิเสธการเชื้อเชิญของเพื่อนบางเรื่อง ที่เข้ามาในเวลามิสซา แต่ก็ไปร่วมงานหลังจากมิสซาได้ หรือไปก่อน แล้วก็กลับไปที่วัดในเวลามิสซา... โอ้ ดีจังนะครับ หากผมร่วมมิสซาเป็นยาเสพติด ผมจะติด และผมจะไม่เลิกเลย..

ผมถามตนเองหลายครั้ง เมื่อสถานการณ์ของคำถามเหล่านี้เข้ามาในชีวิต จนคนหนึ่งบอกว่า ปีศาจมันพาเธอไปวัด หรือพระเจ้าพาเธอไปวัดกันแน่ เพราะหลายครั้ง เธอก็ไม่ยอมไปที่ไหนเลยในเวลามิสซา... แต่ในเวลานั้น ผมมั่นใจว่า ผมจัดทุกอย่างอย่างดีแล้ว เพื่อให้เวลาให้พระเจ้า และให้เวลากับทุกคน... และคำตอบของพระเยซูเจ้าในพระวรสารวันนี้เอง ที่เข้ามาในวันหนึ่ง วันนั้น เมื่อผมร่วมมิสซาครับ ... "ปีศาจ มันจะพาผมไปหาพระเจ้าหรือ...” คงไม่ใช่แน่ แต่นี่คือกิจการดีของพระเจ้าที่ทรงริเริ่มในชีวิตของผมไม่ใช่หรือ เป็นพระองค์ที่นำผมกลับไปหาพระองค์ในเวลาอันเหมาะสมมิใช่หรือ ปีศาจมันจะขัดแย้งกันเองได้อย่างไร อาณาจักรของมันจะอยู่ได้อย่างไร หากมันทำงานขัดแย้งกัน ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน... เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งทีเดียว เมื่อพระเจ้าทรงริเริ่มกิจการดีในตัวเรา แต่เรากลับมองเป็นผลงานของปีศาจ และนี่แหละ ที่เรากำลังยกความไม่ดีให้พระเจ้า และไปให้เกียรติกับปีศาจ เมื่อพระเจ้าทรงขับไล่มันออกไปจากพี่น้องของเราด้วยพระทัยรักของพระองค์ แต่เรากลับยกความดีให้กับปีศาจและพรรคพวกของมันเสีย... หนักกว่านั้น เราอาจกำลังเอาตัวเองเป็นผู้ตัดสินพระเจ้า เช่นในปฐมกาล เมื่อมนุษย์ไม่ยอมรับความดีของพระเจ้าในการเป็นพระผู้สร้าง และเมื่อตนเองตกในบาป ก็โทษคนโน้นคนนี้ ที่สุดก็โทษสิ่งสร้างของพระเจ้า และนั่นเอง ที่สุดก็เป็นการโยนความผิดให้พระเจ้าอีก โดยที่ไม่ได้หันกลับไปมองการกระทำของตนเองเลย

บาปผิดต่อพระจิตเจ้า ไม่ใช่บาปที่พระเจ้าไม่สามารถให้อภัย ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าจะไม่ทรงให้อภัย พระองค์ใจร้ายกระนั้นหรือ... เปล่าเลย เพราะความผิดต่อพระจิตเจ้านี้ หมายถึงการไม่ฟังเสียงของพระเจ้า การไม่ยอมรับความจริงของพระเจ้าท่ามกลางพวกเขา และพวกเขาก็เลือกที่จะไม่ต้อนรับพระเจ้า ไม่ยอมรับ และไม่ฟังเสียงของพระองค์ นั่นคือการเลือกที่จะไม่ได้รับการอภัยและความช่วยเหลือใดๆ จากพระเจ้า ดังนั้น บุคคลเหล่านี้ ก็จะไม่ได้รับสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้ด้วย นั่นคือการให้อภัย ในเมื่อเขาเอง ไม่พร้อมที่จะรับการอภัย การให้อภัยจึงเกิดขึ้นไม่ได้

พี่น้องที่รักครับ ในทุกสถานการณ์ของชีวิตของเรา เชื่อเถอะครับ พระเจ้าทรงประทับอยู่ และทุกสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับเรา พระองค์ทรงประคับประคองชีวิตของเราด้วยพลังของพระองค์อย่างเพียงพอที่เราจะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ของชีวิต ขอเพียงเราฟังเสียงของพระองค์ในความเป็นจริงบ้างเท่านั้นเอง

กี่ครั้งกี่หนในชีวิตของเรา เราอาจจะมองคนอื่นดีกว่าคนในครอบครัวของเรา หรือในหมู่คณะนักบวชของเรา และเรายกความดีนั้นให้คนอื่นไป และอาจมองไม่เห็นสิ่งที่คนใกล้ชิดเราได้ทำเพื่อเรา...

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกเรียนรู้สถานการณ์ต่างๆ ในชีวิต แบบผู้ที่เชื่อในพระองค์ ว่าพระองค์ทรงประทับอยู่ ขอความเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในความเชื่อ ความวางใจ ทำให้ลูกน้อมรับทุกสถานการณ์ของชีวิต ในความเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เชื่อ และฟังเสียงของพระองค์เสมอเถิด ทั้งในยามที่เข้าใจ และไม่เข้าใจอะไรก็ตาม.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม 19 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฮบ 9:15,24-28 / มก 3:22-30
การต่อสู้ระหว่างพลังที่ยิ่งใหญ่สองพลัง ได้ปรากฏในพระวรสารวันนี้ พลังทั้งสอง คือ พลังของพระเป็นเจ้าที่มีอยู่ในพระเยซูเจ้า และพลังของเบเอลเซบุล ที่เป็นเจ้าแห่งปิศาจ พลังของพระเยซูเจ้าที่ปรากฏออกมานั้น มาจากพระจิตของพระเป็นเจ้า ที่ทำให้เกิดผลในด้านบวก คือ การบำบัดรักษาการเจ็บป่วย และการให้อภัยบาป ตรงกันข้ามพลังของเบเอลเซบุล มีผลในการทำลายมนุษย์ พระเยซูเจ้ามีพลังที่แข็งแรงกว่าและยิ่งใหญ่กว่าพลังของซาตาน
พระเยซูเจ้าได้ประณามความหน้าซื่อใจคดของผู้สอนกฎหมาย ที่ได้กล่าวหาว่าพระองค์ขับไล่ปิศาจด้วยอำนาจของเบเอลเซบุล เจ้าแห่งปิศาจ และพยายามที่จะขัดขวางมิให้พระองค์ทำพันธกิจ ที่ได้รับมอบหมายมาจากพระบิดา และการทำตามพระประสงค์ของพระบิดานั้น คือ หัวใจในการทำพันธกิจของพระองค์ และไม่มีการขัดขวางใด สามารถทำให้พระองค์เลิกทำพันธกิจดังกล่าว เราเองเป็นพันธมิตรกับใคร? คนที่มีความสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้า สามารถที่จะทำสิ่งมหัศจรรย์ได้ในพระนามของพระองค์
ถ้าเราทำสิ่งที่ดี ก็ไม่มีเหตุผลที่จะกลัวพวกผีปิศาจ. พระเยซูมีอำนาจมากกว่ามัน และพวกมันกลัวพระองค์. วันหนึ่ง พวกผีปิศาจร้องต่อพระเยซูว่า “ท่านมาทำลายพวกเราหรือ?” (มก1:24) เราคงจะมีความสุขเมื่อถึงเวลาที่พระเยซูเจ้าจะทำลายซาตานและบริวารของมันใช่ไหม?— ในขณะเดียวกัน เราก็มั่นใจได้ว่าพระเยซูเจ้าจะคุ้มครองเราจากพวกผีปิศาจ ถ้าเราใกล้ชิดพระองค์และพระบิดาเจ้า
พระเป็นเจ้าของเราคือความรัก จงรักพระองค์และรักทุกคน ในฐานะเป็นบุตรชายหญิงของพระเป็นเจ้าในองค์พระเยซูเจ้า พระเจ้าของเราเป็นเหมือนไฟ จงอย่าทำให้หัวใจของเราเย็นชา แต่ต้องลุกร้อนไปด้วยความเชื่อและความรัก พระเจ้าของเราคือแสงสว่าง จงอย่าเดินในหัวใจที่มืดมิด โดยไม่ยอมใช้เหตุผล หรือความเข้าใจใดๆ หรือไม่มีความเชื่อ...”ถ้าท่านมีมงกุฎหนึ่งพันอัน ท่านควรจะวางมงกุฎเหล่านั้นบนพระเศียรของพระเยซูเจ้า และถ้ามีลิ้นหนึ่งพันลิ้น ก็ควรจะสรรเสริญพระองค์ เพราะพระองค์เป็นผู้เหมาะสม.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view