สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 30 มกราคม 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา

วันพุธที่ 30 มกราคม 2019  สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา

🍏 พระวาจาของพระเจ้า
เริ่มมีชีวิตและเจริญเติบโต
ก็ต่อเมื่อเราฟังแล้ว
นำเอาไปปฏิบัติ
นำเอาไปเป็นชีวิตของเรา

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 30 มกราคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=1ap7Tg7uO5o

🌼 พระวาจาบันดาลชีวิต
https://youtu.be/Ulh5X4ogo-A

🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶

วันพุธที่ 30 มกราคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา
อ่าน
ฮบ 10: 11-18
มก 4:1-20

พระเยซูเจ้าทรงสอนว่า..ถ้าแม้เมล็ดพันธ์ุจะดีแค่ไหน
แต่ถ้าไปตกลงบนพื้นหิน ที่ไม่มีราก ก็ลำบากที่จะโต
แต่หากไปตกในพื้นดินดี และได้รับการดูแล หล่อเลี้ยง
ย่อมพร้อมที่จะเติบโต เกิดดอก ออกผล

ทรงอธิบายความหมายของอุปมาเรื่อง ผู้หว่าน
เมล็ดพืช คือ พระวาจาของพระเจ้า
เมล็ดที่ตกริมทางเดิน หมายถึง คนที่ได้ฟังพระวาจา
แต่ต่อมา ปีศาจก็ช่วงชิงไปจากใจ

เมล็ดที่ตกบนหิน หมายถึง คนที่ได้ฟังพระวาจา
รับไว้ด้วยใจยินดี แต่ไม่มีราก เมื่อถูกประจญ เขาจึงเลิกเชื่อ
เมล็ดที่ตกในกอหนาม หมายถึง คนที่ได้ฟังพระวาจา
แล้วปล่อยให้ความกังวลมาบีบรัด จึงไม่เกิดผล

เมล็ดที่ตกในดินดี หมายถึง คนที่ฟังด้วยใจดีเลิศ
ยึดพระวาจาไว้ด้วยความพากเพียร จนเกิดผล

หมายเหตุ..
การยอมรับว่า ชีวิตไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ
จะสอนให้เราเติบโต และเข้มแข็ง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 30 มกราคม 2019

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ใครมีหูสำหรับฟัง ก็จงฟังเถิด” (มก 4:1-20)

การดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า

คือการฟังพระวาจาของพระองค์

และรับไว้ด้วยวางใจ

ดำเนินชีวิตตามเสียงแห่งพระวาจานั้น

คือการยอมให้พระวาจาหยั่งรากลึกในจิตใจ

คือการขจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคให้หมดไป

เหลือเพียง ความเชื่อ ความรัก และความวางใจ ในพระเจ้าเท่านั้น

พระวาจานั้นก็จะเกิดผลในหัวใจที่เป็นดังดินดี

เป็นดังดินในพระหัตถ์ของพระเจ้า ที่ตระเตรียมไว้

เพื่อให้พระวาจาของพระองค์ที่หว่านลงไปนั้น

ได้เกิดผลมากมาย...

________________

“ข้าพเจ้ามาเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์”... (ฮบ 10:1-10) และ ดังนี้ พวกเขาเหล่านี้เอง คือญาติพี่น้องและมารดาของพระคริสตเจ้า... และหลายครั้ง เราก็ถามต่อว่า “แล้วพระประสงค์ของพระเจ้านั้นคืออะไร ฉันจะรู้ได้อย่างไร ว่านี่คือพระประสงค์ของพระองค์ ที่พระองค์ทรงต้องการให้สำเร็จไปในตัวฉัน...” หนทางนั้นก็คือ การฟังพระวาจาของพระเจ้า คือการเจริญชีวิตตามพระวาจาของพระองค์ เพื่อชีวิตและจิตวิญญาณของเราจะเป็นดังดินดี คือดินที่ผู้หว่านได้หว่านพระวาจาของพระเจ้าลงไว้แล้ว พระวาจานั้นก็สามารถเกิดผล

คำถามเพื่อการไตร่ตรองต่อไปคือ... แล้วตัวฉันล่ะ ฉันเป็นดินชนิดไหน... ผมเองคงต้องตอบว่า ผมเป็นดินที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา บางที่ก็เป็นดินดี แต่หลายครั้ง ก็อาจจะมีวัชพืช มีหนามมาขึ้นบ้าง และอีกหลายๆ ครั้ง สถานการณ์ต่างๆ ในชีวิต ก็อาจจะทำให้มีหินปนอยู่บ้าง ทั้งยังอาจจะมีนกที่มาจิกและแย่งชิงพระวาจานั้นไปบ้าง ฟังแล้วแต่ไม่เข้าใจ คือไม่เข้าไปถึงจิตใจ และที่สุดก็หายไป

ดูเหมือนสิ่งนั้น อาจจะเป็นข้อแก้ตัวสารพัดก็อาจจะเป็นได้ หรือมันอาจจะเป็นสิ่งที่เป็น EGO ของเราเองก็เป็นได้  ที่ทำให้หัวใจของเราไม่พร้อมที่จะให้พระวาจาของพระเจ้านั้นเกิดผลในจิตวิญญาณของเรา ดังนั้น พระประสงค์ของพระเจ้า ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราไม่เข้าใจ แต่อุปสรรคครับ สิ่งที่ดังวัชพืช ที่อาจจะขึ้นมาปกคลุม แม้พระวาจาของพระเจ้าจะทำให้เราประทับใจ เป็นที่สะกิดใจมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่ปกคลุม สิ่งที่เป็นดังกอหนามนั้น อาจจะทำให้เราไม่กล้าพอที่จะเจริญชีวิตตามเสียงแห่งพระวาจานั้น และที่สุด พระวาจานั้นก็ไม่สามารถเติบโต และเกิดผลในจิตวิญญาณของเราได้

ศัตรูของวิญญาณ คือสิ่งที่เข้ามาช่วงชิงและทำลายพระวาจาที่พระเจ้าทรงหว่านไว้ในจิตวิญญาณของเราก็มีไม่น้อยด้วยเช่นเดียวกัน... ในแต่ละวัน มีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาในชีวิตของเรา การจัดลำดับความสำคัญให้กับสิ่งต่างๆ... เราให้อะไรมาก่อนในชีวิตของเรา หากเราเลือกหลายอย่างเหลือเกินในชีวิตของเรา บางครั้ง อาจจะเป็นไปได้ ที่เราเลือกมีทุกสิ่งในชีวิต แต่ลืมสิ่งที่สำคัญไป นั่นคือการให้เวลากับจิตวิญญาณของเรา เพื่อให้พระวาจาของพระเจ้า เป็นหนทางนำเราให้เดินไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า

พี่น้องที่รัก ชีวิตของพี่น้องเป็นดินประเภทใดครับ... แต่สำหรับผม ผมยอมรับว่า แม้ผมอาจจะพยายามเป็นดินดี ดินที่รองรับพระวาจาของพระเจ้าไว้ไตร่ตรองในชีวิตทุกๆ เช้า แต่ดินดี ก็ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรค ดินดี ก็ใช่ว่า พระวาจาจะเกิดผลได้อย่างมากมาย แต่ทว่า โลกเราวันนี้ โดยเฉพาะโลกส่วนตัวของเรานี่แหละ ที่มันอานตรายที่สุด หลายครั้งมันอาจจะทำให้บนดินดีนั้นเกิดวัชพืช เกิดก่อหนามงอกขึ้นมา อีกหลายๆ ครั้ง สถานการณ์รอบชีวิตของผมเอง อาจจะมีนก มีอุปสรรคอีกไม่น้อยที่เข้ามาช่วงชิงพระวาจาของพระเจ้าไป ไม่ให้เกิดผลแม้ดินจะดีสักเพียงใด  พร้อมสักเพียงใด หากไม่รู้จักขจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรคนั้นออกไป พระวาจาของพระเจ้าก็คงจะไม่สามารถเกิดผลได้มากมายเท่าไรนักในชีวิตคริสตชนของเรา

สุดท้าย คงมีแต่พระหรรษทานของพระเจ้าช่วยเหลือเท่านั้นเอง แต่ละวันของเรา คงต้องเข้าพึ่งพระหรรษทานของพระองค์เท่านั้นเอง ที่ผมเองคงต้องหมั่นเฝ้าภาวนา และฟังพระวาจาของพระองค์เคียงคู่กันไป เพื่อเป็นหนทางในการเตรียมจิตวิญญาณ ให้เป็นดังดินดีอยู่เสมอ และไม่มีอุปสรรคใดๆ ในการฟังพระวาจาของพระเจ้า และให้พระวาจานั้น เข้าลึกไปถึงใจ หยั่งรากลึกลงไปในจิตใจ และเกิดเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง เกิดผลมากมาย และเป็นร่มเงาให้กับทุกคนได้ คงมีแต่การเข้าพึ่งพระหรรษทาน พระพรของพระเจ้าเท่านั้นเอง

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญในพื้นนาของพระองค์ ขอทรงขจัดอุปสรรคทั้งหลายในชีวิตของลูก เพื่อให้ลูกสามารถเป็นดินที่ดี รองรับพระวาจาของพระองค์ และทำให้พระวาจานั้นเกิดผลในจิตวิญญาณของลูกทุกวันเสมอไปเถิด

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 30 มกราคม 19 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฮบ 10:11-18 / มก 4:1-20
“การบังเกิดผล” คือ หัวข้อที่สำคัญของพระคัมภีร์ “ผลองุ่นเปรี้ยว”ของประกาศกอิสยาห์ (อสย 5:4) “ต้นมะเดื่อไร้ผล”ของพระวรสารนักบุญลูกา (ลก 13:6-9) “กิ่งองุ่นที่ไร้ผล”ของพระวรสารนักบุญยอห์น (ยน 15:2) และในวันนี้ นิทานเปรียบเทียบเรื่อง “ผู้หว่านเมล็ดพืช” คือ ตัวอย่างที่เห็นชัดในเรื่องนี้ เมล็ดพืชที่หว่านลงไป ต้องการพื้นดิน ปุ๋ย ความชุ่มชื้น อากาศ และแสงแดด เป็นต้น เพื่อที่จะเจริญงอกงามขึ้น เติบโต และออกผลผลิต แต่ก็มีอุปสรรคที่ทำให้การเจริญงอกงามเกิดขึ้นไม่ได้ ในวันนี้ พระเยซูเจ้าได้ชี้ให้เห็นอุปสรรคเหล่านั้น พี้นดินแห้งแล้งที่ไม่ได้รับการไถ พื้นดินที่ไม่ลึกพอเพราะมีหินปนอยู่ หนามและวัชพืช ซึ่งคลุมไม่ให้เมล็ดพืชงอกขึ้นได้ เป็นต้น พระวาจาของพระเป็นเจ้า ที่ได้ถูกประกาศออกไป จะต้องบังเกิดผล (อสย 55:10-11) เราแต่ละคนเปรียบเหมือนพื้นดิน และเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะต้องขจัดสิ่งที่เป็นอุปสรรค และทำให้มีผลผลิต
ขณะที่เมล็ดพืชมีชีวิตก็จริง แต่มันไม่สามารถจะมีรากและบังเกิดผลได้ นอกจากพื้นดิน คือ ผู้ที่ฟังพระวาจา จะนำพระวาจาเข้าไปในใจ เช่น การรับฟัง การทำความเข้าใจ การลงมือปฏิบัติตาม และยินดีให้พระวาจานั้นสัมผัสใจ และเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง และนำเราให้เข้าใกล้ชิดกับพระเป็นเจ้า ให้ถามตัวเราเองว่า เราเป็นพื้นดินชนิดใด เพื่อให้พระวาจาของพระเป็นเจ้า หยั่งรากลงไป และทำให้บังเกิดผล ด้วยการการทำที่มองเห็นและเป็นรูปธรรม ในโลกที่เรามีชีวิตอยู่
ในทำนองเดียวกัน ให้เราถามตัวเองว่า เราได้สนทนากันด้วยคำพูดชนิดใด? มันช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นหรือไม่? เป็นคำพูดที่สร้างสรรค์ ที่มีผลดีต่อกันและกันหรือไม่?...ข้าแต่พระเป็นเจ้า โปรดให้ลูกเป็นพื้นดินที่ดี เพื่อรับฟังพระวาจาของพระองค์ในวันนี้ และขอให้คำพูดของลูก เป็นคำพูดที่เกี่ยวกับพระจิตของพระองค์เท่านั้น

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view