สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา

🍀เมื่ออธิษฐาน....
จงรอคอยพระเจ้า
นิ่งสงบและไว้วางใจ

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=EF2Ol3WVbcU&t=8s

🍀 ทุกครั้งที่ฉันเฝ้าภาวนา
http://youtu.be/bYeWeyX1Mo0

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
ฮบ 10:32-39
มก 4:26-34

พระเยซูเจ้าสอนเป็นอุปมา เพื่อให้เข้าใจว่า
เมื่อแต่ละคน ซื่อสัตย์ มั่นคง
ในการทำหน้าที่ของตน ผลจะเป็นอย่างไรนั้น
พระเจ้า จะทรงเป็นผู้จัดการ ดูแล
เพื่อจะทำหน้าที่ได้อย่างซื่อสัตย์ มั่นคงนั้น

จดหมายถึงชาวฮีบรู ให้แนวทาง
อย่าท้อถอย ในการสู้ทนกับความทุกข์
จงพากเพียร ด้วยความไว้วางใจ
ในความดี

หมายเหตุ....
อยากกินอะไร ก็จงหว่านสิ่งนั้น...
ส่วนจะได้กิน ดีหรือไม่ ก็ต้องอยู่ที่ว่า
หว่านไปแล้ว ดูแลอย่างไร..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2019

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ดินนั้นมีพลังให้เกิดผลในตนเอง...” (มก 4:26-34)

เพราะพระเจ้าทรงสร้างมันมาด้วยอานุภาพของพระองค์

มันจึงทำเมล็กพันธุ์ที่ตกลงมา ได้เกิดผลมากมาย...

สติปัญญาของมนุษย์คือสิ่งที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในตัวมนุษย์

เพื่อเป็นพลังทำให้เข้าใจพระวาจาของพระองค์

แต่การได้ชิดสนิทกับพระองค์ตลอดเวลานั้น

คือพลังในตัวตนของเรา

ที่ทำให้พระวาจาของพระองค์ในความเข้าใจของเรา

เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และสามารถเกิดผลในชีวิตเรา.

________________

“ดินนั้นมีพลังให้เกิดผลในตนเอง...” (มก 4:26-34) พระวาจาของพระเจ้าตอนนี้ ตอนที่ผมนำมาไตร่ตรองและแบ่งปันกับพี่น้องในเช้าวันนี้ ดูเหมือนเป็นพระวาจาที่กำลังตอบโจทย์ของการเป็นคริสตชน ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ที่พระเยซูเจ้าทรงสอน แม้แต่เรื่องที่ผมได้แบ่งปันเมื่อวานนี้ คือการเป็นมโนธรรมของสังคม มันจะเป็นไปได้หรือ บางคนอาจจะบอกว่า มันเป็นการหาเรื่องใส่ตัว เราสวนกระแสไม่ไหวหรอก... และมันจะเป็นไปได้อย่างไร เมื่อเราจะรับคำสอนของพระเยซูเจ้า ที่เป็นคำสอนในเรื่องของพระอาณาจักรสวรรค์... มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ช่างดูยากเหลือเกินในโลกวันนี้

“ดินนั้นมีพลังให้เกิดผลในตนเอง...” ประโยคนี้ นำใจผมให้หวนคิดถึงคำที่เป็นรากศัพท์ของ “มนุษย์” ที่เป็นสิ่งสร้างประเสริฐสุดของพระเจ้าครับ... “Homosapiens” Homo ที่แปลว่าดิน และ Sapiens ที่แปลว่าปัญญา... ดังนั้น Homosapens จึงแปลว่าดินที่มีปัญญา... ไตร่ตรองลึกๆ ลงไป ผมกำลังคิดถึงอุปมาของพระเยซูเจ้า ที่กำลังตรัสในวันเหล่านี้ ดินชนิดต่างๆ หรือดินที่มีพลังในวันเหล่านี้ ไม่ใช่อะไรอื่นหรอกครับ แต่เป็นดินที่มีปัญญาครับ นั่นคือมนุษย์นั่นเอง ที่สามารถรับพระวาจาของพระเจ้าที่เป็นดังเมล็ดพันธุ์ที่พระองค์ทรงหว่านไว้ในใจเรา และในใจเรานี้เอง ที่พระเจ้าทรงประทานพลังของพระองค์ไว้ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจพระวาจาของพระองค์ได้... “เมื่ออยู่กับบรรดาศิษย์” คือเมื่อพระเยซูเจ้าประทับอยู่กับบรรดาศิษย์ เมื่อพระองค์ทรงประทับอยู่กับเรา พระองค์ก็อธิบายเรื่องทั้งหมดให้เราเข้าใจได้ นี่คืออีกภาพหนึ่งของชีวิตคริสตชนที่พระเจ้าประทับอยู่กับเรา และทรงทำให้เรามีพลังอีกมากในการทำให้พระวาจาของพระองค์เกิดผล ไม่เพียงแต่เข้าใจเท่านั้นแต่ทำให้เกิดผลมากมาย

พี่น้องที่รักครับ นี่คือพลังแห่งพระวาจา พลังแห่งพระเจ้า เมื่อได้ตรัสในปฐมกาล ฟ้าและดินก็เกิดขึ้น เมื่อได้เป่าลมปราณของพระเจ้าเข้าในดินที่ทรงสร้างไว้เป็นมนุษย์นั้น พระองค์ก็ทำให้ดินนี้กลับกลายเป็นดินที่มีปัญญา ที่พระองค์จะทรงหว่านพระวาจาของพระองค์ที่เป็นเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ไว้ในจิตวิญญาณของเรา และให้มันบังเกิดผลมากมายได้ โดยที่เราไม่เข้าใจเลยว่า มันเกิดผลได้อย่างไร และมันจะเป็นไปได้อย่างไร... สิ่งที่สำคัญสิ่งเดียว คงไม่ใช่อะไรอื่น แต่คงหมายถึงชีวิตของเรา ที่พร้อมที่จะรับพระวาจาของพระเจ้าไว้ในจิตวิญญาณของเราเท่านั้น นำไปไตร่ตรองทุกๆ วันกับพระองค์ พระวาจานั้นก็จะบังเกิดผลในใจเรา ด้วยพลังของพระเจ้า

พี่น้องที่รักครับ ผมคิดว่าพี่น้องทำอย่างผมได้ด้วยเช่นกัน Lectio Divina ไม่ใช่อะไรที่ยากเกินความสามารถของเราเลย พระวาจาของพระเจ้าในแต่วันนั้น คือสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับเราไม่เหมือนกันในใจเรา ของเพียงพี่น้องได้อ่านพระวาจาของพระองค์เสมอๆ ทุกวัน และฟังสิ่งที่พระองค์ตรัสกับพี่น้องในจิตใจ จากคำบางคำที่สะกิดใจเรา เลือกมาไตร่ตรอง กล่าวซ้ำๆ ในจิตวิญญาณของเรา ภาวนาต่อพระเจ้า แล้วพี่น้องจะพบว่า พระองค์ตรัสอะไรกับพี่น้องในสถานการณ์ต่างๆ ของชีวิตที่พี่น้องกำลังเผชิญอยู่ สุดท้ายก็ภาวนาต่อพระองค์ และพระวาจานั้นก็จะเกิดผล ไม่เช้าก็เย็น ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ที่เราไม่เข้าใจ และไม่รู้ว่าพระวาจานั้นเกิดผลได้อย่างไร เพราะนี่คือพระเจ้าที่ทรงกระทำสิ่งนี้ ให้ชีวิตของเราเป็นดินที่มีปัญญา อาศัยชีวิตพระเจ้าที่พระองค์ประทับอยู่ในเรา พระวาจาของพระองค์ก็สามารถเกิดผลมากมายในชีวิตเรา... สิ่งนี้ อาจจะไม่ใช่ความรู้ด้านเทววิทยาที่ลึกซึ้งจนเราเข้าใจอะไรไม่ได้ แต่ว่า สิ่งที่สำคัญ คือขอให้พี่น้องได้อยู่กับพระองค์ตามลำพังสองต่อสองบ้าง ภาวนากับพระองค์บ้าง แล้วสิ่งที่เป็นบทสรุปของพระวรสารย่อหน้าสุดท้ายนี้จะเกิดขึ้นครับ คือพระองค์จะอธิบายทุกสิ่งให้พี่น้องเข้าใจ แม้ว่าที่พระองค์ได้ตรัสกับทุกคนนั้น อาจจะเข้าใจยาก โลกอาจจะไม่เข้าใจ แต่ผู้ที่ชิดสนิทกับพระองค์เท่านั้น พระองค์จะอธิบายให้เข้าใจได้ในทุกเรื่อง... และสิ่งที่ตามมาคือ ความเป็นไปได้แน่นอน ที่พระวาจานั้นจะเกิดผล พระพระเจ้าคือผู้บันดาลให้เกิดผล ในพื้นดินดีที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้มีพลังในจิตวิญญาณของเรา

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกได้อยู่ใกล้ชิดสนิทสัมพันธ์กับพระองค์เสมอๆ เพื่อพระวาจาที่พระองคืได้ตรัสกับลูกนั้น จะเป็นสิ่งที่ลูกสามารถเข้าใจได้ เพราะการได้อยู่ชิดสนิทสัมพันธ์กับพระองค์นั้น คือพลังที่ทำให้พระวาจาของพระองค์นั้นเกิดผลในจิตวิญญาณของลูก และเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เสมอ เมื่อพระองค์ทรงมีบทบาทในชีวิตของลูก

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 19 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฮบ 10:32-39 / มก 4:26-34
พระเยซูเจ้าทรงเล่าเรื่องนิทานเปรียบเทียบสั้นๆสองเรื่อง เพื่ออธิบายเรื่องรหัสธรรมเรื่องพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า เมล็ดพันธ์พืชเจริญงอกงามขึ้น ด้วยการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าของนา เช่น การหว่านเมล็ดพันธ์ การใส่ปุ๋ย การรดน้ำ เป็นต้น มีแต่การหว่านและการเก็บเกี่ยวที่ไม่ได้ถูกพูดถึง เพื่อแสดงว่าพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า มีพลังเติบโตภายใน คือ พลังผลักดันของพระเป็นเจ้า ไม่มีการผลักดันด้านสังคม ด้านการเมือง หรือด้านประเทศชาติแต่อย่างใด ที่จะทำให้การเจริญเติบโตนั้นรวดเร็วขึ้น พระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า แม้เป็นสิ่งเล็กน้อย และไม่มีพลังอำนาจใดๆ เช่นเมล็ดมัสตาร์ด ก็ล้วนแต่เจริญเติบโตขึ้นด้วยความคิดริเริ่มของพระเป็นเจ้าทั้งสิ้น พระเยซูเจ้าทรงให้ความั่นใจแก่เราว่า พระประสงค์ของพระเป็นเจ้านั้น เป็นสิ่งที่อยู่สูงสุด และพระอาณาจักรของพระองค์ จะเป็นฝ่ายชนะ การเก็บเกี่ยวหมายถึงการพิพากษาครั้งสุดท้าย พระอาณาจักรจะเจริญเติบโตเป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ ที่นกนานาชนิดจะมาอาศัยเป็นที่พักพิง ที่มีความหมายว่า ประชากรทุกชาติทุกภาษา จะเข้ามาเป็นสมาชิกของพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า
พระเยซูเจ้าทรงต้องการจะบอกว่าพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า จะมาถึงเราได้อย่างไร ผู้เทศน์เป็นผู้หว่านพระวาจาของพระเป็นเจ้า ในท่ามกลางพวกเรา เขาไม่รู้ว่า ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เขาเทศน์และสอน โดยไม่รู้ว่าพระจิตเจ้าจะทำงานอย่างไร ได้แต่มีความไว้วางใจว่า พระองค์จะทำงานอย่างแน่นอน
เมื่อพระวาจาของพระเป็นเจ้า ได้รับการประกาศให้แก่ใคร ก็เปรียบเหมือนเมล็ดพืชได้ถูกหว่าน และเริ่มเจริญงอกงามขึ้น จึงเป็นรหัสธรรมว่า ทำไมความเชื่อในพระเยซูเจ้า จึงเข้าไปในใจของคนๆนั้น และสามารถทำกิจการที่ดีงาม เราไม่สามารถคาดเดาว่า เมล็ดพันธ์ของพระวาจาของพระเป็นเจ้า จะเจริญงอกงามขึ้น บรรดาวิญญาณทั้งหลายจะตอบสนอง และเจริญงอกงามขึ้น จะมีวิญญาณที่มีหัวใจเป็นหิน และปฏิเสธพระวาจาแห่งชีวิต แต่ผู้ที่รับพระวาจาจะเจริญงอกงาม อย่างหน้าประหลาดใจ.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view