สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

💚ในโลกที่มืดมิด … จงส่องสว่าง
ในความอ้างว้าง … จงสำแดงมิตรภาพ
ในโลกที่ขาดความรัก … จงสำแดงความรัก
ในโลกที่ขาดความจริงใจ … จงสำแดงความจริงใจ
ในโลกที่ทุกข์โศกเศร้า … จงสำแดงความหวัง

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=44j0U8KhAlA&t=7s

🍓ความรักมั่นคง
https://youtu.be/OIoCPA2KnCw

🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄🍄

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
ปฐก 3:1-8
มก 7:31-37

เพียงคนใบ้ หูหนวก เปิดใจ
ฟังพระเยซู จากหัวใจ พระองค์ทรง
ช่วยเขารักษาเขา ให้สามารถกลับมา
ได้ยิน ได้ฟัง

ปฐมกาล ย้ำเตือน การไม่เชื่อฟังพระเจ้า
เป็นเหตุให้ มนุษย์คู่แรก ตกในบาป
พ่ายแพ้ ต่อการประจญ

หมายเหตุ..
ถ้าไม่คิดที่จะฟัง
พูดดังแค่ไหน ก็ไม่ได้ยิน
และถ้าไม่ใส่ใจ
ได้ยินอย่างไร ก็ไม่รู้แล้ว

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“พระองค์ทรงแยกคนใบ้หูหนวกคนนั้นไปจากกลุ่มชน...” (มก 7:31-37)

เมื่อสื่อต่างๆ เข้ามามากมาย
ฉันหลงไป ฉันสับสน
จนบางที ฉันก็กลายเป็นคนหนวกใบ้ต่อใครบางคน
รวมทั้งต่อพระเจ้าด้วย

บางที การได้แยกตัวออกไปอยู่ด้วยกันจริงๆ อีกครั้ง
สิ่งที่ฉันได้ยิน ได้เห็นจริงๆ จากการได้ฟังพระองค์
จากการได้ฟังความจริงจากเพื่อนพี่น้องนั้น
นั่นคือการรักษาความหนวกใบ้ของฉันต่อกันและกันใช่ไหม...

________________

โลกเราวันนี้ สื่อมันเร็วเหลือเกิน จริงหรือไม่จริง ข่าวมันไวเหลือเกิน และหลายๆ ครั้ง มันก็นำความเสียหายไปสู่หลายๆ คน หลายๆ องค์กรแบบที่ไม่ควรจะเป็นเลย... น่าเสียดายจริงๆ ที่ความว่องไวนั้นหาได้เข้าใกล้ความจริงไม่ มากกว่านั้น หลายต่อหลายครั้งที่เราหลายคน รวมทั้งผมเองด้วย หลายครั้งเราอาจจะไม่ทันตั้งตัว และเราก็เชื่อสิ่งที่ได้เห็น สิ่งที่ได้ยินเร็วเกินไป... อะไรคือความมั่นใจ ความเชื่อใจ ที่ทำให้เราเชื่อสิ่งเหล่านั้นเร็วเกินไป หรือรีบตัดสินกันและกันเร็วเกินไป และสุดท้าย เราก็พลาดพลั้งลงไปแบบไม่เป็นท่า...

บทอ่านที่หนึ่งในหนังสือปฐมกาลวันนี้ (ปฐก 3:1-8) เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับสิ่งที่พระเจ้าตรัสสั่ง และสิ่งที่ได้ยินมา พี่น้องที่รัก หากเราแต่ละคนเป็นอาดัม และยินสิ่งที่งูได้บอก พี่น้องจะคิดอย่างไร... มันเป็นไปได้หรือ ที่พระเจ้าทรงหวงแหนบางสิ่งบางอย่างที่ดีไว้ พระองค์ทรงหวงแหนต้นไม้ที่กลางสวนนั้นไว้ทำไม มันเป็นต้นไม้แห่งปรีชาญาณจริงๆ หรือ และในสถานการณ์แบบนี้ พระเจ้าทรงคิดอะไร และฉันคิดอะไร ฉันได้ยินอะไรมา... ทำไมพระเจ้าทรงทำแบบนี้ ทำไมพระองค์หวงสิ่งดีๆ ไว้ทำไม หรือทำไมพระองค์ไม่ประทานให้ฉัน ทำไมพระองค์ต้องปิดบังฉัน และอีกหลายความคิดที่เราอาจจะอดคิดไม่ได้ เมื่อต้องมาพบสถานการณ์แบบนี้ในชีวิตจริงของเรา และอะไรเล่าที่ทำให้เราพลาดแบบไม่เป็นท่า...

ไอ้ละครน้ำเน่าที่พวกเราพูดกัน แม้เราหลายคนอาจจะบอกว่า “น้ำเน่า” แต่แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นมันยังไม่เท่าความเป็นจริงที่อาจจะเน่ายิ่งกว่าในชีวิตเรา เพราะแท้ที่จริงแล้ว บางทีสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่เรากำลังรู้สึกว่ามันแย่ มันน่าหมั่นไส้ มัน มัน มัน.... แต่มันก็เป็นนิสัยจริงๆ ของมนุษย์เราอย่างปฏิเสธไม่ได้ การได้ยินอะไรมา การเห็นอะไรมา แล้วเราไม่มีจุดยืน เราด่วนตัดสินสิ่งที่ได้เห็น สิ่งที่ได้ยินเร็วเกินไป และหลายครั้งมันก็ทำให้เราเข้าใจผิดกัน และบางทีหนักไปกว่านั้น เราก็ทิ้งสิ่งดีๆ ที่เราเคยเห็น ที่เราเคยได้ยิน ที่เราเคยอยู่ร่วมกันเสียสิ้น และกลับไปเชื่อ สิ่งที่เราพบเห็นได้ยินมา...

พี่น้องที่รักครับ กลับไตร่ตรองสิ่งที่ผมได้แบ่งปันในวันเหล่านี้ดีๆ... อ่านพระวาจาของพระเจ้าดีๆ ครับ... มนุษย์เท่านั้นนะครับ ที่พระเจ้าทรงประทานสติปัญญาและความสามารถในการคิดและตัดสินใจ แต่เรากลับไปเชื่อและฟังงู ที่ไม่ได้รับสติปัญญาและความสามารถเยี่ยงมนุษย์ คงต้องบอกไว้ก่อนว่า สัตว์มีได้เพียงสัญชาติญาณเท่านั้นเอง มันคิดและแสวงหาความจริงเช่นมนุษย์ไม่ได้หรอกครับ... แต่ แต่ แต่ บัดนี้ Homo Sapiens มนุษย์ผู้มีปัญญา กลับไปเชื่อสิ่งที่ไม่มีศักยภาพนี้ และได้พลาดพลั้งตกในบาป... พี่น้องที่รักครับ เรื่องนี้ บาปไม่ได้หมายถึงการกินผลไม้จากต้นไม้กลางสวนนั้นหรอกครับ แต่มันหมายถึงการตัดสินใจ ตกลงปลงใจที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้าต่างหาก มนุษย์ทิ้งจุดยืนของตน ที่ต้องเชื่อฟังพระเจ้าก่อนใครๆ และกลับไปเชื่อฟังความคิด ความรู้สึกของตนเอง จากสิ่งที่ได้ยินได้เห็นมา และก็ทิ้งประสบการณ์ดีๆ ที่มีกับพระเจ้า เข้าใจพระองค์ผิด และเลือกทำสิ่งที่ใจฉันคิดว่าดีกว่า... ดังนี้เอง เราเสียจุดยืนของเรา และด่วนตัดสินพระเจ้ามากเกินไปหรือเปล่าล่ะครับ

วันนี้ พระวาจาของพระเจ้านำเราไปสู่ทางเลือกของการฟัง... เมื่อพระเยซูเจ้าทรงแยกคนใบ้หูหนวกออกไปจากลุ่มชน และเพื่อให้การรักษานี้ ให้ความหมายถึงสิ่งที่ควรจะเป็นในความเป็นมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างมา การแยกออกไปนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการรักษา เมื่อการได้ยินครั้งแรก ควรจะเป็นการได้ยินสิ่งที่พระองค์ตรัส “เอฟฟาธา” แปลว่า “จงเปิดเถิด” นั่นคือให้เขาได้ยิน และฟังพระองค์ก่อนใครมิใช่หรือ...

พี่น้องที่รักครับ มันน่าสะท้านใจจริงๆ ครับ ท่ามกลางสื่อดีๆ มากมายในโลกเราวันนี้ สื่อที่มันเร็วเหลือเกิน จะมีสักกี่ครั้งที่ทำให้เราลืมประสบการณ์จริงที่เรามีต่อกันและกัน ต่อพระเจ้า และต่อเพื่อนพี่น้องของเรา และจากสิ่งที่เราด้ยิน สิ่งที่เราได้เห็น ที่หลายครั้งมันทำให้เราเข้าใจผิดกันหมด ทะเลาะกัน เสียความรู้สึกต่อกัน จนไม่กลายเป็นความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในชีวิตของเรามนุษย์จริงไหม...

พี่น้องครับ ที่ ณ สวนอุทยานแห่งสวรรค์นั้น สื่อรอบตัวมนุษย์ทำให้เขาลืม และไม่ฟังเสียงของพระเจ้า เขาด่วนตัดสินพระเจ้า และเชื่อสิ่งรอบตัวมากกว่าการมีประสบการณ์ดีๆ กับพระองค์ บาปของเขาจึงไม่ใช่การหลงไปทานผลไม้นั้น แต่บาปที่แท้จริงคือ เขาเลือกที่จะ “ไม่นอบน้อมเชื่อฟัง” ต่อเสียงของพระเจ้าที่ตรัสสั่งต่างหาก ซึ่งเป็นเสียงแรกที่เขาควรจะได้ยิน ได้ฟัง เข้าใจ มิใช่หรือ... แต่กลับไปเชื่อฟังเสียงอื่นๆ รอบตัวเขา และก็ได้พลาดพลั้งไป... ... ... แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นในชีวิตจริงของเราด้วยหรือเปล่าครับพี่น้อง ที่หลายครั้ง สื่อที่เราเห็น สิ่งที่เราได้ยินมานั้น มันทำให้เราพลาดพลั้ง และเสียจุดยืนไป เสียความมั่นใจในกันและกัน รวมทั้งเสียความมั่นใจ ความวางใจในพระเจ้าด้วย เราทะเลาะกันและกัน ด้วยสิ่งที่ได้เห็นได้ยินมา เราเอาประสบการใหม่ที่เพิ่งเห็น เพื่อได้ยินมา เราเอาสิ่งนั้นไปตัดสินสิ่งที่เรามีประสบการณ์จริงๆ กับใครบางคน สิ่งผลให้เกิดการขาดความเชื่อใจกันและกัน หมดความไว้วางใจกันและกัน รวมทั้งบางครั้ง เราอาจจะหมดความวางใจในพระเจ้าด้วย

การรักษาของพระเยซูเจ้าวันนี้สอนเรามากจริงๆ สื่อต่างๆ ที่เราได้เห็น สิ่งต่างๆ ที่เราได้ยินมา หลายครั้งมันทำให้เราเข้าใจผิดกัน ตกในความมืดบอด ความหนวกใบ้ต่อกันและกัน และเราก็แบ่งแยกกันทางความคิด ความเข้าใจ จนแยกใจออกจากกันไป... การรักษานี้ คงต้องเกิดขึ้นอีกครั้งหรือเปล่า เมื่อเราต้องแยกตนเองออกจากสื่อมากมายเหล่านั้น ที่ทำให้เราหนวกใบ้ และกลับมาได้ฟัง ได้ยิน สิ่งที่มันเป็นความจริงอีกครั้ง เพื่อเผชิญหน้ากับความจริงอันต้องเป็นจุดยืนของชีวิตเรา ไม่ใช่สิ่งต่างๆ ที่ได้เห็น ได้ยินมา จะสามารถเปลี่ยนแปลงจุดยืนที่แท้จริงของเราที่มีต่อกัน และมันก็ทำให้เราขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกันไปในที่สุด... กับพระเจ้าด้วย เราคงต้องกลับมาอยู่กับพระองค์สองต่อสองอีกครั้ง ในยามที่เราสับสนมืดมิด เพื่อฟังพระองค์จริงๆ ให้สิ่งที่เราได้ยินในความมืดมิดและความสับสนนั้น คือพระวาจาของพระองค์... กับเพื่อนพี่น้อง มันจะเป็นโอกาสที่ขนาดไหน หากเราได้มีโอกาสฟังความจริงจากใจกันและกันอีกครั้ง หลังจากหัวใจเรามืดมิดไปสักครู่หนึ่ง...

ข้าแต่พระเจ้า ในความมืดบอดของหัวใจลูก ยามที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ในยามที่ไม่ได้ยินอะไรจากใครเลย... พระเจ้าข้า ในยามนั้น ขอให้ลูกมีโอกาสกลับมาได้ยินพระวาจาของพระองค์เถิด เป็นดังวาจาแรกที่ลูกได้ยินหลังจากที่หูของลูกเปิดออก ขอให้เป็นเสียงของพระองค์ ขอให้เป็นความจริงของพระองค์เถิด เพื่อหัวใจของลูกจะปีติยินดีในพระองค์

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 19 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ปฐก 3:1-8 / มก 7:31-37
มีบางเวลา ที่เราคิดว่าพระเป็นเจ้าทรงอยู่ห่างจากเรา และเรารู้สึกว่า เราไม่รู้จะหันไปหาใคร เวลาดังกล่าวได้แก่ เมื่อเวลาที่คนที่เรารักเสียชีวิต เวลาที่ความสัมพันธ์กับคนอื่นขาดสะบั้นลง เวลาที่มีวิกฤติด้านเศรษฐกิจ เวลาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เวลาสอบไม่ผ่าน แม้เราจะทำงานหนัก แต่ความโชคร้ายตามธรรมชาติ กลับทำลายล้างทรัพย์สมบัติที่เราหามาได้ การที่ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยขั้นสุดท้าย แม้เราจะปฏิบัติศาสนาอย่างดี เมื่อเราต้องเผชิญกับสิ่งที่กล่าวมา เราจะรู้สึกว่าหมดกำลังใจ เพราะเราลืมพระวาจาของพระเยซูเจ้าที่ได้ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อย และแบกภาระหนัก จงมาหาเราเถิด เราจะให้ท่านได้พักผ่อน ” (มธ 11:28)
ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าได้ทรงรักษาคนใบ้หูหนวกคนหนึ่ง ให้สามารถฟังและพูดได้อีกครั้งหนึ่ง เป็นไปได้ว่าชายคนนี้ต้องทนทรมานมาเป็นเวลานานแล้ว แต่เขาก็มีความหวังว่า วันหนึ่ง เขาจะมีโอกาสหายจากโรคนี้ ความดีและความรักของพระเป็นเจ้า สามารถแสดงออกมา ผ่านทางบุคคล ซึ่งแสดงความสนใจต่อความทุกข์ของเขา และได้นำเขามาหาพระเยซูเจ้า และขอร้องให้พระองค์ช่วยรักษาชายผู้ทนทุกข์ทรมานคนนี้ การสวดภาวนาวอนขอ เป็นสิ่งสำคัญมากในกลุ่มคริสตชน เหมือนกับพระเยซูเจ้าได้ยินเสียงบุคคลเหล่านั้น เราเองก็ต้องมีความเชื่อว่า พระเป็นเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งประชากรของพระองค์ พระเป็นเจ้าจะทรงเดินเคียงข้างเรา ในเวลาที่เราถูกทดลอง พระองค์ยังทรงต้องการช่วยเหลือเรา ไม่ว่าเราจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่มืดมลเพียงใดก็ตาม แอกของพระองค์นั้นอ่อนนุ่ม ภาระของพระองค์ก็เบา เพียงแต่เราต้องหันไปหาพระองค์ และไม่พึ่งความสามารถของเราแต่เพียงอย่างเดียว พระหรรษทานของพระองค์นั้นมากมาย มากกว่าความอ่อนแอของเรา อย่างที่นักบุญเปาโลได้เคยกล่าวไว้ หรือเหมือนอย่างที่ประกาศกอิสยาห์ได้เคยกล่าวไว้กับเพื่อนร่วมชาติ ในระหว่างที่อยู่ในดินแดนเนรเทศว่า สายตาของคนตาบอดจะเปิดออก และหูของคนใบ้จะเริ่มพูดได้.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view