สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

🍭บางครั้งเมฆหมอกและความมืด
จะปกคลุมข้าพระองค์ไว้
แต่ข้าพระองค์รู้ว่า พระองค์ทรงอยู่ใกล้ๆ
ลูกขอบพระคุณพระองค์

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=J4fVogR49gU&t=7s

🌻เมื่อลูกได้เชื่อ
https://youtu.be/T1jREr72LsU

🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
ปฐก 3:9-24
มก 8:1-10

ในพันธกิจ เมื่อศิษย์ ปัดภาระ
ไม่ต้องการที่จะออกแรง เพื่อรับผิดชอบ
ในสิ่งที่พระเยซูปรารถนา พระองค์
ทรงทำให้เห็นว่า เพียงแต่พวกเขาออกแรง
ใช้สิ่งที่มี แล้วพระเจ้าจะทรงเพิ่มเติมส่ิงที่ขาดหาย

ปฐมกาลชี้ให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์แรกเริ่ม
ที่ปัดความรับผิดชอบ โยนความผิดให้คนอื่น
เพื่อให้ตนเองพ้นผิด และพระเจ้าทรงตีสอนตลอดกาล
ให้พวกเขาต้องออกแรงทำงานหนัก เพื่อแลกกับอาหารเลี้ยงชีวิต

หมายเหตุ..
อยากจะ “เปลี่ยนแปลง”
ต้อง ออกแรงทำ..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี

“พลังแห่งพระวาจา”
วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ประชาชนมาชุมนุมกันอีก และไม่มีอะไรกิน...” (มก 8:1-10)

“เราสงสารประชาชน”
โอ้วาจาแสนอ่อนหวาน
ปราศจากคำถามใดๆ
แต่เหตุการณ์เฉพาะหน้า
คือ เขาไม่มีอะไรกิน

สำหรับฉัน
ในยามพบอุปสรรค
ฉันทำอย่างไร
ฉันถามหาเหตุผลมากมายหรือ
ฉันมองหาคนผิดหรือ

แต่วันนี้ ไม่มีเหตุผลใดให้ต้องแสวงหา
เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสว่า
“เราสงสารประชาชน”
และจากนั้น ก็ทรงเลี้ยงพวกเขาจนอิ่มหนำ.

________________

ณ ปฐมกาล เราพบว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกอย่างมาอย่างดี และทรงสร้างมนุษย์มาอย่างดีมากกว่าทุกสิ่ง แต่เมื่อพวกเขาตัดสินใจกระทำความผิด โดยไม่เชื่อฟังพระเจ้า... ต่อหน้าพระเจ้า อาดัมตอบว่า “เพราะหญิงที่พระองค์ประทานให้...” เอวาก็ตอบไม่ต่างกันว่า “เพราะงูที่พระองค์ทรงสร้าง...” ที่สุด มนุษย์ทั้งสองก็โยนความผิดให้พระเจ้ากระนั้นแล... (เทียบ ปฐก 3:9-24)

ลูกชายคนหนึ่งบอกพ่อของเขาว่า “พ่อทำให้ผมเกิดมา พ่อต้องรับผิดชอบ...” ลูกสาวคนหนึ่งก็ต่อว่าแม่ไม่แพ้กัน “แม่ทำให้หนูเกิดมาทำไม หากแม่เลี้ยงหนูอย่างลูกคนอื่นๆ ไม่ได้... สรุป ลูกอันเป็นแก้วตาดวงใจ ก็โยนความผิดนั้นให้พ่อแม่เสีย

โอ้ อาดัมเอ๋ย ใครบังคับเจ้าให้กลืนกินเล่า... เอวาเอ๋ย งูเด็ดผลไม้นั้นมาให้เจ้ากระนั้นหรือ... แต่เพราะว่าเจ้าทั้งสองไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้ามิใช่หรือ... โอ้ แท้จริงแล้ว โลกเราตั้งแต่ปฐมกาล ก็มีแต่การโยนความผิดให้กันและกัน... มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ปฐมกาลเลยหรือ...

พี่น้องที่รักครับ และในชีวิตจริงของเรา บางครั้งเราก็เป็นดังนี้ด้วยหรือเปล่าครับ เมื่อมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น สิ่งที่เราทำก็คือ การโยนความผิดให้แก่กันและกัน ต่างคนต่างไม่อยากรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนกำลังบอกว่า มันเป็นหน้าที่อะไรของฉันที่ต้องรับผิดชอบสิ่งเหล่านี้ด้วย...

ในพระวรสารวันนี้ เหมือนเป็นสิ่งที่เราต้องมอง ไตร่ตรอง และเรียนรู้ เมื่อประชาชนชุมนุมกัน และไม่มีอะไรกิน อะไรคือสิ่งที่บรรดาศิษย์คิดที่จะทำ... เขาอยากส่งประชาชนกลับไป เหมือนกับจะได้ทานของของเขาที่เตรียมมาสำหรับพวกเขาและสำหรับพระองค์ หากคนพวกนี้อยู่ด้วย มีหวังต้องแบ่งกัน และมันก็จะไม่พอ... เขาพยายามจะให้พระเยซูเจ้าส่งประชาชนกลับบ้าน เพื่อตัดปัญหาในเวลาทานอาหารหรือ... ก็แล้วจะทำอย่างไร จะไปเอาเงินที่ไหน หรือจะไปหาอาหารที่ไหนเลี้ยงคนมากมายเช่นนี้... ก็แล้วจะตามมาทำไม... แล้วทำไมไม่รู้จักเอาอะไรมาด้วยเล่า... ???

สารพัดคำถามยามมีอุปสรรค... แต่ทุกอย่างจบลง และดูเหมือนไม่ต้องพูดอะไรอีก เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสวาจาอ่อนหวานเหลือเกิน... “เราสงสารประชาชน...” แล้วจากนั้น พวกเขาก็ได้กินจนอิ่มหนำ...

พี่น้องที่รัก เวลาที่มีอุปสรรคเกิดขึ้นในครอบครัวของเรา ในหมู่คณะนักบวชของเรา เราทำอย่างไรกัน เราพยายามหาคนผิด หรือเราพยายามเรียนรู้ที่จะทำสิ่งที่พอทำได้... ไหนจะดีกว่ากัน หากวันหนึ่งข้าวเหลือเพียงก้นหมอ ไข่ไก่เพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่เพียงพอกับสมาชิก... เราจะแบ่งกันทานคนละนิดอย่างพอเพียง หรือมัวแต่เฝ้ามองหาคนผิด... แล้วเช่นนั้นแล้ว อาหารเย็นนั้นจะอร่อยไหมครับ

พี่น้องที่รัก หลายครั้ง คนผิดคือเราเองหรือเปล่า ที่ไม่พยายามเรียนรู้ที่จะอยู่ในสถานการณ์ต่างๆ นั้นอย่างมีความสุข และนำพาความชื่นชมยินดีมาสู่ทุกคน... แทนที่จะมองหาคนผิด เรามาช่วยกันคิดดีกว่าไหมว่าจะทำอย่างไร...

ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ทรงประทานหัวใจที่แสนอ่อนโยนเช่นพระองค์ในดวงใจลูก เพื่อในยามประสบปัญหา ลูกจะได้ไม่เฝ้ามองหาคนผิด แต่จะคิดว่า ลูกจะสามารถทำอะไรได้บ้าง... ของให้ลูกเรียนรู้ที่จะสงสารกันและกัน ดังที่พระองค์ทรงสงสารประชาชนบ้างเถิด พระเจ้าข้า.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 19 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ปฐก 3:9-24 / มก 8:1-10
“เราสงสารประชาชน เพราะเขาอยู่กับเรามาสามวันแล้ว และเวลานี้ ไม่มีอะไรกิน ถ้าเราให้เขากลับบ้านโดยไม่มีอะไรกิน เขาจะหมดเรี่ยวแรงขณะเดินทาง เพราะมีหลายคนเดินทางมาจากที่ไกล” และนั่นคือ พระวาจาของพระเยซูเจ้า เมื่อพระองค์ได้สังเกตเห็นฝูงชนที่ได้ติดตามพระองค์ ความรู้สึกสงสารและความเมตตาสงสาร เป็นลักษณะของพระเยซูเจ้า พระองค์เป็นบุคคลที่มีความเมตตาสงสารอย่างแท้จริง พระองค์คือชาวซามาริตันผู้อารี ที่ช่วยเหลือผู้ที่ถูกทำร้าย และนอนอยู่ข้างทาง และพระองค์ได้ทรงรักษาคนเจ็บป่วยที่เป็นโรคนานาชนิด
ความเมตตาสงสารยังเป็นฤทธิ์กุศลของผู้ยิ่งใหญ่ และผู้ศักดิ์สิทธิ์จำนวนมาก เช่น มหาตะมะ คานธี ดาไลลามะ คุณแม่เทเรซา แห่งกัลกัตตา โทมัน เมอร์ตัน เป็นต้น ท่านเหล่านี้เปรียบเหมือนบุคคลตัวอย่าง ที่มีความเมตตากรุณา เพราะหัวใจของพวกท่าน ได้มุ่งไปสู่คนจำนวนมากที่กำลังทนทุกข์ทรมาน พระสงฆ์มิชชันนารีหนุ่มท่านหนึ่งได้กล่าวว่า ท่านได้รู้จักองค์กรมีเซรีออร์ ที่เป็นองค์กรของคาทอลิกเยอรมัน ที่ได้ช่วยเหลือผู้คนมากมาย ตามพระวาจาของพระเยซูเจ้า ที่ได้ตรัสว่า “เราสงสารประชาชน” และได้ต่อสู้กับความยากจนทั่วโลก ช่วยคนให้รอดพ้นจากความอยุติธรรม ทำตัวเป็นหนึ่งเดียวกับคนยากจน คนที่ถูกเบียดเบียน และช่วยสร้าง “โลกที่เป็นหนึ่งเดียวกัน”
ธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์คือความอ่อนโยน ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่การที่พ่อแม่และเด็กอ่อนโยนต่อกันและกัน และมนุษย์เราเติบโตมาด้วยความ เมตตากรุณา และการมีสายสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ...ความเมตตากรุณา ไม่ได้หมายถึง “การรู้สึกสงสารคนอื่น” แต่หมายถึงการรู้สึกว่าเป็นมิตรกับเพื่อนมนุษย์ ร่วมโลก รู้สึกว่าคนเรามีอะไรที่เหมือนกัน มากกว่าจะมองส่วนที่ต่างกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา... .การมีความเมตตากรุณา รู้สึกเป็นมิตรกับเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ ทำให้เราไม่ว้าเหว่ เป็นทุกข์ คนที่รู้สึกว้าเหว่ เพราะเขายึดติดกับตัวเองมาก และไปคาดหมายว่าจะมี “คนพิเศษ” มารักเขามาคอยดูแลให้เขามีความสุข.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/c1b14F3cmrE

view