สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2019 ระลึกถึงนักบุญโปลีการ์ป พระสังฆราช มรณสักขี

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2019 ระลึกถึงนักบุญโปลีการ์ป พระสังฆราช มรณสักขี

🌠การมีน้ำใจกับ ครอบครัว .. เป็นความรัก
การมีน้ำใจกับ คนอื่น .. เป็นความเคารพ
การมีน้ำใจกับ ตัวเอง .. เป็นความมั่นใจ
การมีน้ำใจกับ พระเจ้า .. เป็นความเชื่อ

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2019
ระลึกถึงนักบุญโปลีการ์ป พระสังฆราช มรณสักขี
https://www.youtube.com/watch?v=wnaGpOFK2U4&t=6s

🍄REMEMBER
https://youtu.be/B9TE8D5Vs8k

🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2019
ระลึกถึงนักบุญโปลีการ์ป พระสังฆราช มรณสักขี
อ่าน :
ฮบ 11:1-7
มก 9:2-13

เมื่อเปโตร ยากอบ และยอห์น ได้เห็น
การจำแลงพระวรกายของพระเยซูเจ้า
สิ่งที่พระเจ้าทรงย้ำ ให้พวกเขาปฎิบัติในฐานะศิษย์
คือ เชื่อฟังในสิ่งที่พระเยซูเจ้า จะบอก และสอน
เพราะในการเป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้านั้น
ไม่ควรหยุดอยู่กับความสวยสดงดงาม
ของสถานที่อยู่ สิ่งอำนวยความสะดวก
แต่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนของความยากลำบากด้วย

จดหมายถึงชาวฮีบรู ให้ความมั่นใจ ..
สิ่งที่ทำให้คนในสมัยก่อนได้รับการยกย่อง
คือ ความเชื่อ แม้เป็นสิ่งที่ตามองไม่เห็น
แต่พวกเขาก็ มั่นใจ ในสิ่งที่หวัง

ความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตของท่านนักบุญโปลีการ์ป
แสดงออกในการ ตัดสละความสุขส่วนตน
ทำหน้าที่นายชุมพาบาล แม้จะชรามากแล้ว
ด้วยอายุถึง 80 ปี ท่านยังคงยินดี
ที่จะยอมรับความทุกข์จากการถูกเบียดเบียน
เพื่อยืนยันถึงความเชื่อในพระคริสตเจ้า

หมายเหตุ..
วันใดท่ีสามารถฝัน
และเชื่อมั่นในความฝันนั้น
วันที่ฝันจะเป็นจริง คงเป็นสิ่งที่อยู่ไม่ไกล

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา
ระลึกถึงนักบุญโปลีการ์ป พระสังฆราช และมรณสักขี

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ผู้นี่คือบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด...” (มก 9:2-13)

ความเชื่อ คือการฟังพระองค์
คือการฟังพระบุตรสุดที่รักของพระเจ้า

และความเชื่อในการฟังพระองค์นั้น
นำให้ฉันกลับลงไป
เพื่อร่วมชีวิตกับเพื่อนพี่น้อง
โดยมีพระองค์อยู่ท่ามกลางพวกเรา
หาใช่เป็นการสร้างเพิง หักหลักอยู่ ณ ที่ที่มีความสุขที่สุดไม่
แต่ความสุขในความเชื่อในพระเจ้านั้น
คือพลังในการกลับไปเจริญชีวิตพร้อมกับเพื่อนพี่น้อง
ประคับประคอง ปลอบใจ เตือนความเชื่อของกันและกันต่างหาก...

________________

ชีวิตคริสตชนของเรา ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องทุกข์ร้อน ทุกข์ยาก ไร้ความสุข แต่ว่า หากเรามองดูชีวิตของเราแต่ละคนจริงๆ แล้ว เราอาจจะต้องยอมรับว่า ชีวิตของเรามีเรื่องราวต่างๆ ที่คละเคล้ากันไป มีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ยากลำบากบ้าง ยินดีบ้าง เพื่อรักษาดุลยภาพของชีวิต ให้สามารถอยู่ได้ในแต่ละช่วงเวลา...

บรรยากาศชีวิตการเป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้าก็เช่นเดียวกัน บรรดาศิษย์ของพระองค์ และพวกเราต่างก็มีความหวังในพระเยซูเจ้าไม่ต่างกัน แต่ว่าเราแต่ละคนล้วนต้องเรียนรู้ว่า เราหวังอะไรในพระองค์ และนั่นคือพลังแห่งความเชื่อที่เราพร้อมที่จะน้อมรับพระประสงค์ของพระเจ้าในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเช่นใด

เมื่อผมอยู่กับสมาชิกในคณะในวันเหล่านี้ ในบรรยากาศของการต้องโยกย้าย งานที่ผมต้องไปรับผิดชอบ อาจจะเป็นงานที่ไม่มีใครอยากเข้าไปรับผิดชอบ ไม่ใช่เพราะเนื้องาน แต่เพราะระบบงานที่ต้องมีความกล้าหาญในการปรับเปลี่ยนให้อยู่ในความถูกต้องและความสัตยจริง... สมาชิกทุกคนมองหน้ากัน และไม่มีใครอยากไปทำงานที่นั่น บางคนปฏิเสธอย่างเด็ดขาด แต่ผมกลับบอกว่า “หากเลือกได้ ผมไม่อยากไปครับ แต่ผมจะไปในทุกที่ที่ผู้ใหญ่ส่งผมไป เพราะผมมั่นใจว่า นั่นคือพระประสงค์ของพระเจ้า... ผมยินดีไปครับ” สมาชิกบางคนบอกผมว่า นี่คือความนอบน้อมเชื่อฟังที่หูหนวกตาบอด... และนี่ไม่ควรเป็นความนอบน้อมเชื่อฟังที่ถูกต้องและเหมาะสม... ครับ นั่นหมายความว่า เราไม่ควรนอบน้อมเชื่อฟังแบบหูหนวก ตาบอด... ผมยอมรับความคิดนี้ครับ เพราะนักบุญฟรันซิสได้เตือนพวกเราไว้ครับ... แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมไม่คิดว่าผมหูหนวกตาบอด ที่นอบน้อมเชื่อฟัง และยินดีที่จะย้ายไปที่นั่น ในที่ที่ผู้ใหญ่ส่งไป แต่ผมมั่นใจว่า นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าที่ส่งผมไปครับ และพระองค์จะประทับอยู่กับผมอย่างที่ทรงสัญญา ผมจึงยินดีไปครับ และไม่คิดสิ่งนั้นเป็นความนอบน้อมเชื่อฟังแบบหูหนวกตาบอด ผมไม่ได้ตาบอด ไม่ได้หูหนวกครับ เพราะพระวาจาวันนี้เชื่อเชิญให้ผมและพี่น้อง... “ฟัง...” เท่านั้นเองครับ ฟังสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าครับ และก้าวออกไปด้วยความมั่นใจในพระองค์ เหมือนกับความเชื่อของบรรพบุรุษของเราในพันธสัญญาเดิม ที่จดหมายถึงชาวฮีบรูได้กล่าวถึงในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ (ฮบ 11:1-7) นั่นก็คงไม่ใช่ความเชื่อที่หูหนวกตาบอดใช่ไหมครับ เพราะนั่นคือความเชื่อในสิ่งที่เราหวังไว้ คือความเชื่อในพระเจ้าครับ ซึ่งวันนี้ ความเชื่อนี้ได้รับการเติมเต็มในพระวรสารที่เราไตร่ตรองในพิธีกรรมประจำวันนี้ครับ ... ภาพของบุคคลสำคัญที่อิสราแอลเชื่อฟังมาโดยตลอด อิสยาห์ ผู้แทนของประกาศกที่ตักเตือนให้กลับใจ โมเสส ผู้แทนของการรับพระธรรมบัญญติของพระเจ้า สองบุคคลสำคัญที่อิสราแอลเชื่อฟังมาโดยตลอด แต่มาวันนี้ สองบุคคลนี้กลับมาสนทนากับพระเยซูเจ้าบนภูเขาแห่งการจำแลงพระกาย มากกว่านั้น... เสียงจากสวรรค์ คือเสียงของพระบิดาเจ้าที่ได้ตรัสกับบรรดาศิษย์ทั้งสามที่อยู่กับพระองค์เมื่อทรงประจักษ์พระวรกายนั้น เสียงนั้นได้ตรัสว่า “ผู้นี้คือบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด...” และเมื่อศิษย์ทั้งสามรู้สึกตัวขึ้นมาจากภวังค์ เขาก็พบว่า ไม่มีใครอยู่ที่นั่นกับพวกเลย นอกจากพระเยซูเจ้าเท่านั้น... สิ่งนี้ให้ความหมายที่ครบครัน สมบูรณ์จริงๆ นั่นหมายความว่า บัดนี้ ไม่มีใครอีกแล้วที่พวกเขาต้องฟัง นอกจาก ฟังพระเยซูเจ้าเท่านั้น... บทสรุปของพระวาจาที่เราได้ฟังในวันทั้งหมด สรุปได้ที่เรื่องนี้เท่านั้นครับ ... “ความเชื่อมาจากการฟังพระเยซู” ครับ... พี่น้องที่รักครับ เราที่เป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้า เราเดินตามพระองค์ วันนี้เรารู้จักพระองค์มากน้อยแค่ไหน และเราฟังพระองค์มากน้อยเพียงใด เรามุ่งให้พระองค์เป็นดังที่เราคาดหวัง หรือเรามอบความหวังไว้ในพระองค์ และหากความเชื่อคือการฟังพระองค์แล้วนั้น วันนี้ เราจะว่าอย่างไร กับชีวิตคริสตชนที่เราเดินตามพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเผยพระธรรมชาติของการเป็นพระแมสซิยาห์ของพระองค์ นั่นคือชีวิตที่ต้องรับทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพ... วันนี้ เรายอมรับพระองค์ทั้งครบหรือเปล่า หรือเรายอมรับพระองค์เพียงบางส่วน บางด้านของความรุ่งโรจน์ของพระองค์เท่านั้น... เรากล้าร่วมจิตร่วมใจกับพระองค์จริงๆ ไหม เพื่อเดินกลับลงมาข้างล่าง มาร่วมชีวิตกับบรรดาศิษย์ที่เหลือ... และเก็บรักษาเรื่องราวของความประทับใจนี้ไว้ จนกว่าจะได้กลับไปพบพระองค์ในบ้านแท้นิรันดรของเรา บ้านที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้เรา เพื่ออยู่กับพระองค์ตลอดนิรันดร

พี่น้องที่รัก ท้ายนี้ ผมขออนุญาตนอกกรอบพระคัมภีร์หน่อย... พี่น้องครับ เราจะคิดอย่างไร กับศิษย์ทั้งสามที่พบความสุขในพระเจ้า และเขาอยากปักหลักที่นั่น คือที่นั่นมีความสุขจริงๆ และพวกเขาไม่อยากจะไปไหนแล้ว รวมถึงไม่อยากจะลงมาข้างล่างแล้วด้วย... พี่น้องครับ เราจะอ่านพระวาจาเรื่องราวที่มารโกเล่าต่อๆ ไปครับ จากกาลิลีสู่เยรูซาแลมครับ... และจะเป็นไปได้อย่างไร ที่คนที่พบพระเจ้าและมีความสุขกับพระองค์ จะไม่กลับไปร่วมชีวิตกับพี่น้องที่เหลือข้างล่าง... บรรดาศิษย์อีกเก้าคนข้างล่างกำลังวุ่นวายครับ สามคนนี้เห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า ที่จะปักหลักอยู่บนภูเขาอยู่กับพระเยซูเจ้าตามลำพัง และเพื่อนพี่น้องที่เหลือล่ะ จะเป็นอย่างไร เมื่อไม่มีพระเยซูเจ้าอยู่ด้วย พวกเขากำลังลำบาก...

และนี่แหละ พระประสงค์ของพระเยซูเจ้า พระประสงค์ของพระเจ้า ที่ทรงนำพวกเขากลับไป หลังจากได้รับการเติมพลังในความเชื่อแล้ว ความเชื่อต้องไม่ทำให้เขามีความสุขอยู่ตรงนั้น และไม่อยากไปไหนแล้ว แต่ความเชื่อ ความหวัง และความรักในพระเจ้า ต้องเป็นพลังให้เราก้าวกลับไปยังเพื่อนพี่น้อง เพื่อประคับประคองความเชื่อของกันและกันต่อไป ให้พระเยซูเจ้าอยู่ท่ามกลางพวกเราทุกคนตลอดไป เพราะพระเยซูเจ้าไม่ใช่เพื่อฉันเท่านั้น แต่พระองค์ทรงเสด็จมาเพื่อทุกคน

ข้าแต่พระเจ้า วันนี้ลูกมั่นใจแล้วว่า ใครคือผู้ที่ลูกต้องฟัง... พระองค์เท่านั้น พระเจ้าข้า... และผลของการฟังพระองค์นั้น นำลูกให้กลับไปเจริญชีวิตพร้อมกับเพื่อนพี่น้อง ด้วยความเชื่อในพระองค์นั้น คือการฟังพระองค์ และดำเนินชีวิตเดินตามพระองค์ อย่างศิษย์ที่ดีที่เดินตามพระอาจารย์เสมอ.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 19 สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน ฮบ 11:1-7/ มก 9:2-13
บางคนเคยเดินทางไปแสวงบุญต่างประเทศ และกล่าวว่าการแสวงบุญเหมือนการเดินทางฝ่ายจิต เพื่อค้นหาตัวเอง ต้องไปพบกับคนที่พูดภาษาต่างประเทศ อาหารรสชาติแปลก และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนอยู่บ้าน พวกเขาคิดว่า ได้พบกับความศรัทธาของสัตบุรุษท้องถิ่น พวกเขาพบสิ่งใหม่ๆ และทำให้ตัวเองมีพลังเพิ่มขึ้น มีความเชื่อดีขึ้น ผ่านทางประเพณีของสัตบุรุษจากประเทศอื่น
การแสวงบุญจึงช่วยสอนคนเดินทาง ให้มองดูเรื่องของฝ่ายวิญญาณ พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองว่างเปล่า ในท่ามกลางเนินเขา และป่ารอบๆตัวเอง ในฐานะเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดา เขาจะไม่มีบทบาทและสถานภาพ ในต่างประเทศ เมื่อเขาลืมตัวเอง บทบาท และงานประจำ เขาจะได้มองเห็นตัวเอง ไม่มีการแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอาง ไม่มีวัตถุอะไรเป็นสมบัติ หรือมีเกียรติยศใดๆ และจะเปิดตัวเอง ให้มีมุมมองใหม่ต่อชีวิต
ในพระวรสารวันนี้ พวกสานุศิษย์ได้ขึ้นไปบนภูเขาสูง เป็นเหมือนการแสวงบุญของวิญญาณของตนเอง ทำให้พวกเขามีมุมมองใหม่เกี่ยวกับพระเยซูเจ้า พระองค์ไม่ใช่เป็นเพียงพระอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ และหมอที่ช่วยบำบัดรักษาโรคภัยไช้เจ็บ แต่ว่าพระองค์เป็นพระเป็นเจ้า พระเยซูเจ้าได้นำเปโตร ยากอบ และยอห์นไปต่างหาก อาจเป็นไปได้ว่าทั้งสามคน มีความพร้อมที่สุด ที่จะเข้าใจและยอมรับพระเยซูเจ้า พวกเขายินดีตอบรับการเผยแสดงของพระเป็นเจ้า ของการเปลี่ยนพระวรกายของพระองค์บนภูเขา ภูเขาสูงหมายถึงความใกล้ชิดกับพระเป็นเจ้า และความพร้อมที่จะรับพระวาจาของพระองค์
การเปลี่ยนพระวรกายของพระเยซูเจ้า ได้เผยแสดงให้เห็นการชิมลางล่วงหน้าของสวรรค์และเกียรติมงคล มันเป็นประสบการณ์ของฝ่ายจิต ที่ทำลายกำแพงระหว่างสวรรค์และแผ่นดิน มันเป็นการเปลี่ยนแปลงพระวรกาย จากสิ่งที่คุ้นเคย ไปยังมิติใหม่ของพระเป็นเจ้า ขอให้การเปลี่ยนพระวรกายของพระเยซูเจ้า เป็นเหมือนการแสวงบุญด้านวิญญาณ ที่เปลี่ยนแปลงความเชื่อ และจุดหมายปลายทางของชีวิต.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/Gh8cIfbkFYc

view