สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2019 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2019 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

🌻ในเวลาของพระคริสต์
ทรงลิขิตชีวิตของข้าตามน้ำพระทัย
ขอโปรดให้ข้าเรียนรู้ว่า
ตราบที่ข้าเดินในมรรคา
ดวงชีวาอยู่ในเวลาของพระองค์

📚บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=qrukV-Lm5ow&t=9s

🎋 You Raise Me Up
https://youtu.be/oni0tO_HN30

🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
1 ซมอ 26:2, 7-9, 12-13, 22-23
1 คร 15:45-49
ลก 6:27-38

มาตรฐานของพระเยซูเจ้า
เพื่อจะเป็นคนที่มีใจเมตตากรุณาอย่างแท้จริง

พระองค์สอนให้ ………
“รักศัตรู ทำดีกับคนที่เกลียดเรา
ภาวนาให้ ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง
ให้กับทุกคนที่ขอ โดยไม่ทวงคืน”
สิ่งเหล่านี้ คงทำได้อย่างไม่อึดอัดใจนัก

ถ้าตระหนักว่า...
“ท่านอยากให้เขาทำกับท่านอย่างไร
จงทำอย่างนั้นกับเขาก่อน”

หมายเหตุ...
อยากมีใจเมตตา...
อย่าลืมรู้จักใจตนให้มาก...
เพราะ จะรัก จะเกลียดก็อยู่ที่ใจ
จะทุกข์ จะสุข ก็อยู่ที่ใจ
จะดี จะชั่ว..ก็ยังอยู่ที่ใจ..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“จงเป็นผู้เมตตากรุณา ดังที่พระบิดาของท่านทรงพระเมตตากรุณาเถิด...” (ลก 6:27-38)

กระแสเรียกของคริสตชน
คือกระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์
เป็นความศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงพระบิดาเจ้าสวรรค์

คริสตชนจึงไม่มีทางเลือก
เขาต้องเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์บนบรรทัดฐานเยี่ยงชาวสวรรค์
ด้วยเพราะเข้าเป็นลูกของพระเจ้า

นี่คือเหตุผลเดียว
ทำไมคริสตชนอย่างเราๆ ต้องไม่เหมือนคนอื่น
เพราะเราถูกเรียกมาเพื่อการนี้
คือ การเป็นคนศักดิ์สิทธิ์
เหมือนพระบิดาเจ้าสวรรค์...

________________

ในประสบการณ์ของการเป็นผู้อภิบาล มีบทไตร่ตรองหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการอภิบาลผู่ป่วยติดเตียง และทำให้ผมต้องไตร่ตรองไปพร้อมกับเขาด้วย ภายใต้การทรงนำขององค์พระจิตเจ้า... เมื่อผมต้องเตรียมจิตใจสัตบุรุษท่านหนึ่ง ที่ป่วย นอนติดเตียงมาเป็นเวลานาน และเขาต้องการรับศีลอภัยบาป ผมต้องเตรียมจิตใจของเขา เพื่อพิจารณาบาป ขอโทษพระเจ้าในความเป็นทุกข์ถึงบาป และสารภาพบาป... แต่คำถามอยู่ที่ประโยคนี้... “คุณพ่อ ฉันไม่รู้ว่าจะแก้บาปอะไร...” และสิ่งนี้เอง บัดนี้ กลายเป็นงานของผมล่ะครับ เพื่อเตรียมจิตใจของเขาในการรับศีลอภัยบาป

ยายบอกผมว่า... “คุณพ่อ ฉันไม่รู้ว่าจะแก้บาปอะไร...ฉันนอนติดเตียงอยู่นี่ ไม่รู้จะไปทำบาปอะไร... คือฉันไม่ได้ไปทำร้ายใคร ไม่ได้ไปทำอะไรให้ใครอ่ะ”... บทไตร่ตรอง เพื่อการพิจารณาบาปที่ตามมา ที่ทำให้ผมและยายได้พิจารณาบาปอย่างดี...

“ยาย... ยายตื่นเช้ามา ยากสวดให้ศัตรูหรือเปล่า...” ผมถามยาย
ยายตอบทันที... “ฉันไม่มีศัตรูจ๊ะ คุณพ่อ...”
“ยายมั่นใจหรือว่า ยายไม่มีศัตรู... ยายอาจจะไม่ได้โกรธเขา แต่เขาโกรธยายโดยที่ยายไม่รู้บ้างไหม...” ผมถามต่อ
ยายตอบว่า... “นั่นมันก็เรื่องของเขานะ คุณพ่อ ฉันไม่รู้... เขาโกรธฉัน ฉันไม่ได้โกรธเขาอ่ะ”
“แต่ก็นั่นแหละ ผู้ที่ยายต้องภาวนาให้ล่ะ...” ผมตอบ... ยายตอบมาว่า “ต้องด้วยเหรอคุณพ่อ”
“ต้องซิยาย ต้องครับ ยายต้องภาวนาให้ ดังแผ่เมตตาให้ทุกๆ คนอ่ะครับ”... ... ...

พี่น้องครับ เพราะหากเรารักแต่คนที่รักเรา หากเราทำดีต่อคนที่ทำดีต่อเรา ให้ยืมเงินโดยหวังจะได้คืน เราจะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าได้อย่างไร เพราะคนบาปก็ทำเช่นนั้นด้วย หากเป็นเช่นนั้น ถามกลับมาในการไตร่ตรองของเราว่า ... “การเป็นคริสตชน ทำให้เราแตกต่างอะไรจากคนอื่นหรือ... หากไม่มีอะไรแตกต่าง... เราคงไม่ต้องเป็นคริสตชนก็ได้กระมัง...” เพราะการเป็นคริสตชน คือกระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์... พระวรสารนักบุญมัทธิวตอนที่พูดถึงเรื่องนี้ ให้ชื่อว่า “มาตรฐานที่สูงกว่ามาตรฐานอื่น” นั่นคือมาตรฐานของการเป็นคริสตชนครับ เราไม่ทำดี นั่นคือบาปครับ นั่นหมายความว่า เป็นคริสตชน ไม่ทำชั่วไม่พอ แต่ต้องทำความดีด้วย มิฉะนั้น พระเจ้าก็จะถามเราว่า “คนบาป คนที่ไม่ใช่คริสตชน เขาก็เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ... ท่านต่างอะไรกับเขาเล่า...” ... พี่น้องที่รักครับ ผมพบว่า การเป็นคริสตชน เป็นกระแสเรียกที่พิเศษจริงๆ ครับ ที่เราต้องออกแรงมากกว่าคนอื่นๆ พยายามทุกวัน พยายามเสมอ ที่จะเจริญชีวิตในความเป็นลูกของพระเจ้า คือกระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์บนมาตรฐานการสอนของพระเยซูเจ้าในพระวาจาของพระเจ้าทั้งหมดในวันนี้ นี่คือกระแสเรียกของเราจริงๆ ครับ...

ผมกับยายคุยกันต่อว่า “แล้วเราต้องภาวนาให้ศัตรูมากน้อยแค่ไหน...” คำตอบคือ “มากๆ เลยครับ” นั่นหมายความว่า เพียงภาวนายังไม่พอ แต่ต้องภาวนามากๆ ถึงมากที่สุด เท่าที่จะมากได้... เออ แล้วนั้น ทั้งวัน เราคงไม่ต้องทำอะไรเลยใช่ไหม... เออออออ หากจะว่าไปแล้ว เราคงต้องทำทุกอย่างเช่นคนอื่นๆ นั่นแหละครับ แต่ด้วยจิตตารมณ์ภาวนาครับ ด้วยจิตตารมณ์แบบลูกของพระอ่ะครับ คือการเป็นผู้ “มีจิตใจดี” ครับ ต้องดีจริงๆ และดีที่สุด... เออ แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร...

เอาเถอะครับ พี่น้องที่รัก วันนั้น ผมจำได้ว่า ได้บทไตร่ตรองทั้งผม ทั้งยาย... ยายบอกว่า “คุณพ่อ คุณพ่ออยู่กับฉันทั้งวันเลยได้เปล่า ฉันคงมีบาปให้ต้องสารภาพเยอะแยะเลย...” แต่ทว่า สำหรับผู้อภิบาลอย่างผมเอง วันนั้นไม่ต่างกัน ก่อนขับรถกลับบ้าน ผมก็แวะเขาไปสารภาพบาปกับพี่น้องพระสงฆ์ด้วยเช่นกันครับ การนำการพิจารณาบาปสำหรับคุณยายวันนั้น ทำให้ผมพบบาปมากมายของผมด้วย ที่บางที ไม่ได้ภาวนาให้สัตบุรุษบางคน หรือภาวนาให้เขาแบบผ่านๆ แต่ยังไม่มากพอ ยังไม่รักพอ...

โอ้ พี่น้องครับ บรรทัดฐานอยู่ที่บัญญัติแห่งความรัก ที่พระเยซูเจ้าได้มอบให้เราก่อนที่พระองค์จะทรงรับทรมานและสิ้นพระชนม์ครับ และวันนี้ เราได้อ่านบทอัลเลลูยาครับ... “เราให้บทบัญญัติใหม่แก่ท่านทั้งหลาย เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านก็จงรักกันอย่างนั้นเถิด” (ยน 13:34)... ยากอย่างไร บทสดุดี 103 วันนี้สอนเราครับเพื่อจะทำสิ่งนี้ได้ง่ายขึ้นครับ... นั่นคือการระลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำต่อเราแต่ละคนครับ เช้านี้ ผมคงมีบทไตร่ตรองส่วนตัวที่สามารถแบ่งปันกับพี่น้องแต่เพียงเท่านี้นะครับ นอกนั้น มันก็เป็นการบ้านของผมตลอดไปครับ และคงเป็นการบ้านของเราคริสตชนด้วยใช่ไหม...

จิตวิญญาณของข้าฯ เอย จงสรรเสริญพระเจ้า และป่าวร้องซ้องสาธุการถวายทรงธรรม จงจดจำพร่ำพรรณนา พระเมตตาพระคุณทั้งปวง ที่พระองค์ทรงกระทำสำหรับข้าฯ (สดด 103)

สุขสันต์วันพระเจ้าแด่พี่น้องทุกคนครับ

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

https://www.youtube.com/watch?v=L-NEdfg_5xg

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 19 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน 1ซมอ 26:2,7-9,12-13,22-23 / 1คร 15:45-49 / ลก 6:27-38
ถ้าเราอ่านบอ่านที่ 1 และพระวรสารในวันนี้ เราจะเห็นความเชื่อมโยงของหัวข้อเรื่อง “การให้อภัย”ทำไม่เราจึ่งต้องให้อภัย?
ก่อนอื่น เพราะว่าการไม่ให้อภัยนั้นนำความเจ็บมาสู่วิญญาณ และร่างกายของเรา โรคภัยบางชนิดที่เกิดจากการไม่ให้อภัยนำอาการที่ผิดปกติมาให้ เช่น อาการอาหารไม่ย่อย อาการนอนไม่หลับ อาการกรดไหลย้อย อาการเป็นฝีหนองเรื้อรัง วิญญาณก็เป็นโรคที่เราเรียกว่า ความทุกข์ระทม
การไม่ให้อภัยทำให้เราเปรียบเหมือนการถูกจำพันธนาการ มันจำกัดเสรีภาพของเรา เราไม่สามารถจะใช้เสรีภาพของเราด้วยความชื่นชมยินดี ในฐานะเป็นบุตรของพระเป็นเจ้า เพื่อมีความสุขและมีสุขภาพดี เราต้องให้อภัย องค์ประกอบที่สำคัญของการให้อภัยมีดังต่อไปนี้:
1. มีความพยายาม เราต้องกล้าเผชิญกับการถูกทำร้าย ต้องทำความเข้าใจ และถามว่า “มีอะไรเกิดขึ้น?”
2. การมองดูจุดดีของคนที่ทำตัวเป็นศัตรู
3. สวดภาวนาขอพระหรรษทาน การให้อภัยเป็นคุณสมบัติของพระเป็นเจ้า ที่ให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงให้แก่คนดีและคนไม่ดี ให้ฝนตกแก่คนยุติธรรมและคนอธรรม
4. การตัดสินใจ การให้อภัย ไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกหรืออารมณ์ แต่ขึ้นอยู่ว่า เราจะตัดสินใจอย่างไร บางครั้ง โดยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ถึงเวลานั้น เราจะเป็นอิสระ
มีข้อความที่เป็นข้อคิดเรื่องการให้อภัยดังนี้ “การให้อภัยจะมอบกุญแจให้ท่านเปิดประตูที่คุมขัง ที่จองจำสุขภาพกาย และสุขภาพจิตของเรา” การให้อภัยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้จิตใจเราสะอาด ปลอดโปร่ง หากมนุษย์คนใดสามารถกระท้าได้เชื่อว่าคนๆ นั้น ใจจะเป็นอิสระและเป็นสุขอย่างแน่นอน.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view