สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2019 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2019 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

🍉ในยามสุข .. เราต้องสรรเสริญพระเจ้า
ในยามลำบาก .. เราต้องแสวงหาพระเจ้า
ในยามยุ่งยาก .. เราต้องวอนขอพระองค์
ในยามสงบ .. เราต้องนมัสการพระองค์

ในยามรอคอย .. เราต้องวางใจในพระองค์
ในยามเจ็บปวด .. เราต้องสัมผัสพระองค์
ในยามรัก .. เราต้องโมทนาคุณพระองค์
ในยามปรกติ .. เราต้องฟังเสียงและนบนอบพระองค์

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
https://www.youtube.com/watch?v=RvL9LoJ7cTc&t=8s

❤ Morning Has Broken
https://youtu.be/digfcnrfipc

🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
บสร 2:1-11
มก 9:30-37

พระเยซูเจ้าทรงสอนศิษย์ของพระองค์
ในการติดตามพระคริสตเจ้านั้น
พวกเขาจำเป็นต้องพร้อม ยอมรับ
ทั้งความสุข และความทุกข์ เพื่อจะพบ
กับความชื่นชมยินดี และใครอยากเป็นที่หนึ่ง
จงเป็นผู้รับใช้ของทุกคน

สำหรับการจะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า
บุตรสิราให้เคล็ดลับ ปรับตัวให้พร้อม
ยอมรับทุกสิ่ง เมื่อเจอความทุกข์ จงลุกขึ้นสู้
อย่าตกใจ แต่จงมั่นคง พวกเพียรในการเรียนรู้
ที่จะอยู่อย่างวางใจในพระเจ้า

หมายเหตุ..
คนสองคนที่รักกัน...คงไม่ได้แปลว่า
“เค้าเข้ากันได้ดี” ทุกอย่าง ทุกเรื่อง
แต่เค้าแค่ “ยอมรับ” ความแตกต่าง
และยอม “ปรับเปลี่ยน” เพื่อกันและกัน

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี

“พลังแห่งพระวาจา”
วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2019
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ท่านถกเถียงเรื่องอะไรขณะเดินทาง...” (มก 9:30-37)

ระหว่างการเดินทาง
แห่งชีวิตคริสตชน
“ท่านถกเถียงอะไรกัน...”
หรือเราแข่งขันอะไรกัน
ใครจะเป็นใหญ่กว่ากันและกันหรือ...

บนหนทางของการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้า
สิ่งที่สำคัญ คือการได้ร่วมชีวิตกับพระองค์
นั่นคือพระธรรมล้ำลึกแห่งปาสกานั้นเอง
ผู้ที่ผ่านพระธรรมล้ำลึกแห่งปาสกานี้
เขาก็ร่วมในชัยชนะของพระคริสตเจ้า
ในฐานะศิษย์ผู้สัตย์ซื่อของพระองค์.

________________

บนหนทางของการเป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้า วันนี้ เราสังเกตเห็นว่า บรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้า ยังไม่สามารถเข้าใจ และยอมรับสิ่งที่พระองค์กำลังตรัสกับพวกเขา ถึงพระธรรมชาติของพระองค์ เรื่องพระทรมาน การสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระองค์ พวกเขายังยึดความคิดความเข้าใจของตนเองเป็นหลัก จากคำถามของพระองค์ที่ได้ตรัสถามพวกเขา... “ท่านถกเถียงเรื่องอะไรขณะเดินทาง...” และพวกเขาก็นิ่งเงียบ ไม่กล้าตอบอะไร เพราะในความคิดของพวกเขานั้น ยังคงมีแต่ความคิดที่จะเป็นใหญ่ เมื่อพระองค์จะทรงเป็นกษัตริย์

แต่แท้จริงแล้ว พวกเขากลับไม่เข้าใจความเป็นกษัตริย์ของพระเยซูเจ้าเลย... ใช่ครับ พระองค์จะทรงเป็นกษัตริย์จริงๆ แต่พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีบัลลังก์บนไม้กางเขนครับ... แล้วพวกเขายังอยากจะเป็นใหญ่กับกษัตริย์พระองค์นี้หรือเปล่าล่ะ... นี่แสดงว่า จนบัดนี้ พวกเขายังไม่เข้าใจพระองค์เลย พวกเขายังรู้จักพระองค์ไม่ครบสมบูรณ์ และยังไม่อาจจะยอมรับพระองค์ได้ทั้งหมดด้วย

พี่น้องที่รัก ในวัดหลายวัด พี่น้องจะเห็นว่า ที่ในวัดขณะที่ประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณนั้น สิ่งที่สำคัญมีสามอย่างคือ พระแท่นแห่งพระวาจา พระแท่นแห่งศีลมหาสนิท และที่นั่งของประธานในพิธี ที่เป็นเครื่องหมายของการประทับอยู่ของพระคริสตเจ้าท่ามกลางประชากรของพระองค์ ณ ที่นั่น พี่น้องจะเห็นเก้าอี้ของพระสงฆ์ที่เป็นประธานในพิธี จะมีเก้าอี้อีกสองตัวอยู่ข้างๆ เสมอ นั่นแหละครับ คือสิ่งที่ยากอบและยอห์นขอที่จะนั่งตรงนั้น... แต่นั่นคือภาพของไม้กางเขนครับ กางเขนที่พี่น้องเห็นเขาตรึงพระเยซูเจ้า กลับมีกางเขนอีกสองอันอยู่ข้างๆ เสมอ ... นั่นหมายความว่า ใช่ครับ พระเยซูเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ครับ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระบัลลังก์บนไม้กางเขน... วันนี้เราเองด้วย เราคงต้องถามตนเองล่ะครับ ฉันล่ะ ฉันยังอยากจะอยู่ข้างๆ พระเยซูเจ้าอีกหรือเปล่า หากฉันอยากร่วมในความเป็นกษัตริย์ของพระองค์ ฉันต้องถูกตรึงตายพร้อมกับพระองค์ ฉันพร้อมแล้วหรือยัง...

บทสรุปที่น่ารักที่สุด ผมพบได้ในบทอัลเลลูยาวันนี้ครับ “ส่วนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่โอ้อวดสิ่งใด นอกจากเรื่องไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา อาศัยไม้กางเขนนี้ โลกถูกตรึงตายไปจากข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ถูกตรึงตายไปจากโลกแล้ว” (กท 6:14) และสิ่งนี้เองที่เป็นปรีชาญาณที่พระเจ้าประทานสำหรับลูกของพระองค์ บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ให้ความชัดเจนจริงๆ สำหรับชีวิตผู้เป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้า ที่ต้องเตรียตัวเสมอ เพื่อรับการทดลอง และในความทุกข์ยากของชีวิต เราต้องมีความวางใจในพระเจ้า และไม่ต้องตกใจกลัวสิ่งใดเลย เพราะพระเจ้าคือความช่วยเหลือ และความรอดพ้นของเราที่เราจะไม่ต้องผิดหวังในพระองค์เลย...” (เทียบบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ บสร 2:1-11)

ผมถามตนเองจริงๆ หลังจากอ่านพระวาจาของพระเจ้าในเช้าวันนี้... พี่น้องด้วยครับ เราลองถามตนเองด้วยกันดูนะครับ เรารู้จักพระเยซูเจ้ามากน้อยเพียงใด เรารู้จักอัตลักษณ์ของพระองค์มากน้อยเพียงใด เรายอมรับได้ไหมเมื่อพระองค์ได้ตรัสดังนี้ ถึงชีวิตของพระองค์ ผู้จะทรงรับทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพ เรายอมรับพระองค์ได้ไหม หรือเราเลือกยอมรับพระองค์เพียงบางส่วนที่เป็นความรุ่งโรจน์รุ่งเรืองเท่านั้น หากไม่ใช่ความเรืองโรจน์ของพระองค์แล้ว เราจะไม่พร้อมที่จะน้อมรับและเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสหรือ... ผมเอง เป็นนักบวช ผมตัดสินใจก้าวเขามาร่วมชีวิตกับพระคริสตเจ้ามากเป็นพิเศษ ผมต้องถามตนเองไม่น้อยกว่าพี่น้องเลยว่า ผมยอมรับพระคริสตเจ้าในทุกด้านหรือเปล่า หรือผมเลือกรับแต่ส่วนที่สบายๆ รุ่งโรจน์ รุ่งเรืองเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับความทุกข์ยากลำบากในชีวิตนักบวชหรือในชีวิตคริสตชน นั่นก็แสดงว่า ผมยังไม่สามารถที่จะยอมรับพระคริสตเจ้าทั้งครบ... พี่น้องที่รักครับ เราเป็นคริสตชน เราเดินตามพระเยซูเจ้า เราเป็นศิษย์ของพระองค์ เรายอมรับพระองค์ทั้งครบทุกด้านหรือเปล่า หรือเราเลือกเพียงบางส่วนที่เราสุขใจเท่านั้น แต่เรากลับปฏิเสธ และหนีหน้าจากพระองค์ เมื่อพระองค์ถูกสบประมาท โบยตี และเหยียดหยาม... หากเป็นเช่นนั้น เราก็ยังไม่สามารถยอมรับพระคริสตเจ้าได้ทั้งครบ ในสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสถึงอัตลักษณ์ของพระองค์

พี่น้องที่รักครับ ในชีวิตของการเป็นคริสตชน เราถกเถียงกันบ้างหรือเปล่า หรือเรากำลังแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันที่จะเป็นใหญ่กว่ากันและกันหรือเปล่า ชีวิตคือการแข่งขันกันอย่างไม่รู้สิ้นสุด และสุดท้าย เราก็ไม่เข้าใจเลยว่า ความเป็นใหญ่ร่วมกับพระคริสตเจ้านั้น คือชีวิตที่เราต้องเดินร่วมทางกับพระองค์ ทั้งเมื่อพระองค์ทรงรับทรมาน และเมื่อพระองค์ทรงกลับคืนชีพอย่างรุ่งโรจน์ ที่เราจะอยู่กับพระองค์... วันนี้ เรามุ่งหน้าเดินตามพระองค์ เราเข้าใจพระองค์อย่างไร... ความเป็นใหญ่ และความเรืองโรจน์ของเราในพระองค์นั้น เราเข้าใจอย่างไรต่อชีวิตการเป็นศิษย์ของพระองค์

ข้าแต่พระเยซูเจ้า ไม่ว่าลูกจะเข้าใจ หรือยอมรับพระองค์ได้มากน้อยเพียงใด... พระเจ้าข้า โปรดอย่าปล่อยพระหัตถ์ของพระองค์จากลูก เพื่อลูกจะได้เรียนรู้หนทางแห่งความรอดพ้น ด้วยการเดินไปพร้อมกับพระองค์ และไม่พรากจากพระองค์เลย.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 19 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน บสร 2:1-11 / มก 9:30-37
พระเยซูเจ้าทรงสงบนิ่งในตัวของบรรดาสานุศิษย์ แม้ว่าเครื่องหมายที่พระองค์ทรงกระทำและพระอาณาจักรสวรรค์ จะนำไปสู่มหาทรมานบนเขากัลวาลิโอ แม้ว่าพระองค์ได้เคยแสดงให้พวกท่านเห็นว่า พวกท่านจะต้องเจริญชีวิต ด้วยความยากจน และด้วยความสุภาพถ่อมตนอย่างไร บรรดาสานุศิษย์ก็ยังตกลงไปในหลุมพราง เกี่ยวกับเรื่องการแข่งขันในการมีตำแหน่งสูง ในระหว่างพวกท่านเอง เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่า พวกท่านมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับเรื่องตำแหน่ง พระองค์ทรงนำเด็กเล็กๆคนหนึ่ง ให้มาอยู่ต่อหน้าพวกท่าน เพื่อเตือนให้พวกท่านเข้าใจความคิด และคุณลักษณะของเด็ก ที่จะนำไปสู่ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ในพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า เมื่อเราต้องตัดสินสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ทำ เราจะพบว่า เป็นสิ่งที่สร้างความลำบากใจให้เรา ในการที่จะเห็นเป็นอย่างอื่น เรากลายเป็นคนดื้อรั้น ที่จะยอมรับการสั่งสอนใดๆ เราเห็นว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้น อยู่ที่การทำตัวเป็นผู้เล็กที่สุด หรือทำตัวเหมือนเด็กเล็กๆ ใช่หรือไม่? หรือเรามองว่า ความยิ่งใหญ่นั้นอยู่ที่การประสบความสำเร็จการมีทรัพย์สมบัติ และการมืชื่อเสียง?
ยิ่งบทเรียนยากขึ้น “เท่าไหร่” ถ้าเราผ่านมันไปได้เราก็จะยิ่ง “เก่งขึ้น” เท่านั้น...อย่ากังวลกับสิ่ง ที่ยังมาไม่ถึง แต่ให้ คำนึงถึง สิ่งที่ “กำลังทำ”...เหตุผลของ “คนๆหนึ่ง” อาจจะไม่ใช่เหตุผลของ “คนอีกคนหนึ่ง”…ทุกคนได้ยินในสิ่งที่ “คุณพูด'” แต่เพื่อนที่ดีที่สุดจะได้ยินแม้ในสิ่งที่คุณ “ไม่ได้พูด”…บางครั้ง เราก็เหมือน "คนตาบอด" มีวิธีเดียวที่จะพาเรามุ่งหน้าไปได้ คือ "การคลำทางเดินหน้าต่อไป"…เราน่าจะ "เปลี่ยนปัญหากันได้" เพราะเรามักจะ "แก้ปัญหาของผู้อื่นได้"…ที่ที่ดีที่สุดที่จะพบ "มือที่พร้อมจะช่วยเหลือ คุณ" คือ ที่สุด "ปลายแขนของคุณเอง"…ความเห็นอกเห็นใจ คือ "กฎสำคัญ" ของ "ชีวิตมนุษย์"…คนที่ว่าคนอื่น "โง่" บุคคลนั้น "โง่ยิ่งกว่า" คนที่ว่าคนอื่น "ฉลาด" บุคคลนั้นคือ "ผู้ฉลาดอย่างแท้จริง"...ความโศกเศร้า สามารถเยียวยาตัวเองได้ "โดยลำพัง" แต่การจะได้รับ ความเบิกบาน อย่างเต็มเปี่ยม จำเป็นต้องมี "ใครสักคน" มาแบ่งปัน.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view