สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

🌻 ไม่ว่าปัญหาของท่านจะหนักปานใด
ก็ยังด้อยกว่าพระอานุภาพของพระเจ้า
จงมอบชีวิตและปัญหาของท่าน
ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/U_n34jvUZig

🌹You've Got A Friend
https://youtu.be/r-n2yuwTcmc

🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
บสร 6:5-17
มก 10:1-12

พระเยซูเจ้ามีเพื่อนมากมาย เพื่อนหลายคน
อยากที่จะติดตาม เพื่อนบางคนก็พยายามจับผิด
คิด ริษยา พาไปสู่ความแตกแยก เมื่อพบว่า
เพื่อนทำผิด พระเยซูเจ้าตักเตือน อย่างตรงไปตรงมา

บุตรสิรา แนะนำ วิธีหาและรักษาเพื่อน
ด้วยการใช้ปาก เปล่งวาจาสุภาพ
ส่งเสริมอัธยาศัยไมตรี
รักษามิตรภาพ ด้วยการรู้จักเกรงใจ

หมายเหตุ..
การมีเพื่อนเยอะ..เป็นสิ่งที่ดี
แต่ การมีเพื่อนดี ๆ น่ะ..
มันดีกว่ากันเยอะ..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“แต่เมื่อเรกสร้างโลกนั้น...” (มก 10:1-12)

แต่เมื่อแรกสร้างโลกนั้น
คือการกลับไปที่พระประสงค์ของพระเจ้า

หลายครั้งกฎมากมายของมนุษย์
ก็เกิน และเบี่ยงเบนไปจากพระประสงค์ของพระเจ้า
การกลับไปที่รากเหง้า
คือการกลับไปที่พระประสงค์ของพระเจ้า
แล้วเราจะสามารถทราบว่า
เราควรทำอย่างไร

กลับบ้านเถอะ
กลับไปพบและฟังพระบิดาเจ้า
กลับไปหาพระเจ้า
ฟังพระองค์ แล้วเราจะรู้ว่า
ชีวิตคริสตชนควรเป็นอย่างไร
ลูกของพระเจ้าควรเป็นเช่นใด...

________________

มีคนถามมากมายว่า พระสงฆ์คาทอลิกสึกได้เหรอ... หากจะต้องตอบ ก็คงต้องตอบว่า ไม่ได้ครับ... การได้รับเจิมในศีลล้างบาป ศีลกำลัง และศีลบวช เป็นเครื่องหมายที่ไม่ลบเลือนครับ เป็นลูกพระแล้ว เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เป็นพระสงฆ์แล้ว เปลี่ยนไปไหนไม่ได้หรอกครับ... บางคนก็จะถามต่อไปว่า แล้วทำไมมีการสึกให้พระสงฆ์บางองค์ล่ะ... พี่น้องครับ ผมอยากเรียนให้ทราบว่า นั่นเป็นการผ่อนผันเท่านั้นครับ เพื่อความดี เพื่อสิ่งที่ดีกว่า... แต่พระสงฆ์ที่ได้รับการบวชนั้น เป็นสงฆ์ตลอดไปครับ การเจิมนั้นไม่อาจลบเลือนได้ และผลของการเจิมที่ทำให้เขาเป็นพระสงฆ์นั้น แม้ว่าจะไม่ได้รับอนุญาตให้ถวายมิสซา และทำงานอภิบาลศีลศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่เขาก็ยังเป็นสงฆ์นะครับ ซึ่งในนาทีวิกฤติ เขาก็ยังสามารถมอบศีลเจิมคนไข้ หรือศีลอภัยบาปให้พี่น้องได้ เพราะเขาเป็นสงฆ์ เป็นตลอดไป แบบลบล้างไม่ได้ครับ

เช่นเดียวกับการแต่งงานของคริสตชน นั่นเป็นสิ่งที่ลบล้างไม่ได้เช่นกัน พระศาสนจักรไม่ได้ประกาศการหย่าร้าง โมสเสสเอง ก็ไม่ได้ประกาศการหย่าร้าง แต่อนุญาตให้หย่าร้างได้ ซึ่งพระคัมภีร์บันทึกว่า “เพราะใจดื้อแข็งกระด้างของท่าน” และแท้จริงแล้ว เป็นการปกป้องศักดิ์ศรีของหญิงชาวยิวจากกฎที่เคร่งครัดของพวกเขา เพื่อให้หญิงที่สามีทอดทิ้ง จะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ ได้ ด้วยเธอไม่เป็นของเขาอีกต่อไป เพราะหลายครั้ง สามีก็หาเรื่องที่จะเลิกร้างกับเธอด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และสิ่งที่ตามมา คือหญิงนั้นก็ถูกทอดทิ้งและไม่อาจได้รับความช่วยเหลือจากใครได้ เนื่องจากยังเป็นของชายที่เป็นสามีของนางอยู่ ดังนั้น การทำหนังสือหย่าร้างให้นาง จึงทำให้นางเป็นอิสระจากชาย เพื่อได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ ได้ด้วย... และสิ่งนี้เอง ที่พระวาจาของพระเจ้ากล่าวว่า “เพราะใจดื้อแข็งกระด้างของท่าน โมเสสจึงได้เขียนบัญญัติข้อนี้ไว้...” ใจหยาบกระด้างที่ทำให้หญิงที่เป็นภรรยาของเขา ไม่ได้รับความยุติธรรม จากนิสัยของตนเอง จากการทอดทิ้งและไม่เอาใจใส่ แต่นางยังเป็นของเขา และดังนี้ คนอื่นก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรนางได้ นางก็ต้องพบความยากลำบาก การอนุญาตของโมเสส จึงเป็นการรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและความยุติธรรมของฝ่ายหญิงเท่านั้น แต่ท่านไม่ได้ประกาศให้มีการหย่าร้างได้

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ คนที่เข้ามาถามพระเยซูเจ้านั้นเป็นฟาริสี และพวกนี้รู้จักธรรมบัญญัติดีมาก แต่เขามุ่งเอาประเด็นที่เป็นประโยชน์แก่พวกเขามาถาม และเราทราบจากพระวรสารว่า เขาถามเพื่อจับผิดพระองค์ และนี่เป็นเหตุให้พระเยซูเจ้านำเขากลับไปสู่รากเหง้าของเขา นั่นคือเมื่อแรกสร้างโลกนั้นเป็นอย่างไร และควรเป็นอย่างไร

พี่น้องที่รักครับ ใกล้มหาพรตแล้ว สิ่งที่เราจะทำกัน การจำศีลอดอาหาร การอดเนื้อ การทำบุญให้ทาน... พี่น้องที่รักครับ ไม่ได้มีอะไรที่เป็นประโยชน์กับพระเจ้าเลย และพระองค์ก็ไม่ได้รับอะไรจากการกระทำเช่นนี้ของเราเลย เอาไว้เราไตร่ตรองต่อระหว่างมหาพรตนะครับ... แต่วันนี้ ผมอยากนำให้ไตร่ตรองนิดเดียวคือ เรากำลังจะเข้ามหาพรต เรากำลังจะทำสิ่งที่พระศาสนจักรกำหนดให้เราทำ แม้ทุกวันอาทิตย์ เราก็ไปวัดวันอาทิตย์ ตามกฎของพระเจ้า แต่พี่น้องครับ... ลองกลับไปที่รากเหง้าของเราซิครับ เพื่อสำรวจตรวจตราดูว่า เราควรทำสิ่งใด พระเจ้าต้องการอะไรจริงๆ จากชีวิตคริสตชนของเรา ในเมื่อพระทัยของพระองค์ที่ทรงสร้างเรามา ทั้งหมดก็เพื่อความดีของเราทั้งสิ้น... เรากำลังจะจำศีลอดอาหาร เราส่วนใหญ่จะอดเนื้อในวันศุกร์... แล้วคนที่ไม่ทานเนื้ออยู่แล้วล่ะ ควรทำอย่างไร... เขาควรทำพลีกรรมอย่างอื่นทดแทนมิใช่หรือ... หรือคนที่อดเนื้อไม่กี่สิบบาท ตกเย็นก็ขับรถไปทาน Sea food เป็นหลักพันบาท โอ้ นั่นคงไม่ใช่จิตตารมณ์คริสตชนกระมังครับ หนักกว่านั้น อดเนื้อแล้วก็เอาเป็นเอาตายกัน กินเลือดกินเนื้อกันเอง โอ้ คริสตชนที่รักครับ กลับไปคุยกับพระหน่อยจะดีกว่าไหม พระเจ้าข้า พระองค์ทรงมีพระประสงค์สิ่งใด... หรือเราไปวัดวันอาทิตย์ เพื่อไม่ผิดกฎ ไม่บาป แล้วก็ก้มหัวก้มหน้านมัสการพระหน้าตาเหลี่ยมๆ ตลอดมิสซา ไม่ตอบรับพระสงฆ์ ไม่ร้องเพลง ไม่รับศีล เข้าไปยืน นั่ง แล้วเมื่อมิสซาจบ ก็กดรีโมทเปิดประตูรถและขับกลับบ้านโดยไม่ได้ทักทายใครสักคน คริสตชนที่รักครับ พระเจ้าต้องการอะไรจริงๆ จากเราในการนมัสการพระองค์ในวันของพระองค์หรือ... ลองกลับไปนั่งคุยกับพระเจ้าหน่อยดีไหม พระองค์ต้องการอะไรจากเราจริงๆ

ศิษย์พระเยซูเจ้าครับ บนหนทางของการติดตามพระคริสตเจ้า วันนี้ พระองค์สอนให้เรากลับไปที่รากเหง้าของการเป็นลูกของพระเจ้าครับ กฎข้อเดียวของเราที่พระเจ้าเชื้อเชิญเราคือ “ท่านจงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านเป็นผู้ศักดิสิทธิ์” และบัดนี้ พระเจ้าของเราคือใคร กฎ หรือ ความรัก... ฉันดำเนินชีวิตคริสตชน โดยหาช่วงว่างของกฎหมายเพื่อทำสิ่งที่ฉันพอใจ หรือพยายามกลับสู่พระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ล่ะ

นักบวชเอง พระสงฆ์เอง อย่างที่ผมเป็นนี่แหละ... หลายครั้ง ฉันรู้ ฉันทราบ ฉันเรียนมามากมายเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ฉันรู้มาก รู้เยอะ แต่มีบ้างไหม ที่หลายครั้ง ฉันก็ทำตัวแบบฟาริสีที่เข้ามาจับผิดพระเยซูเจ้า และเอาเหตุผลแสนฉลาดมาคุยกับพระองค์ ต่อหน้าอธิการของฉัน ฉันมีเหตุผลสารพัด แต่มันเพื่อความประโยชน์ของฉันทั้งนั้นหรือเปล่า... ฉันมีวินัยมากมายในชีวิตนักบวช แต่อย่าลืมว่า วินัยนั้นอธิบายพระวรสาร เพื่อให้ฉันเจริญชีวิตได้สอดคล้องกับคุณค่าแห่งพระวรสาร... และอีกสักกี่ครั้ง ที่ฉันอ้างโน่นอ้างนี่ และฉันก็ลืมไปว่า พระประสงค์ของพระเจ้านั้นเป็นเช่นใด

พระเจ้าข้า... พระองค์ทรงมีพระประสงค์สิ่งใดในชีวิตข้าพเจ้า... Lord, what do you want me to do… (คำภาวนาของนักบุญฟรันซิส แห่งอัสซีซี)

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)


วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 19 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน บสร 6:5-17 / มก 10:1-12
พระสันตะปาปาฟรัสซิสได้ตรัสว่า “เป็นความจริง มีความยากลำบาก มีปัญหากับลูกๆหรือกับพ่อแม่ มีการโต้แย้งและการต่อสู้กัน...แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ว่า การเป็นเลือดเนื้อเดียวกัน และท่านสามารถที่จะชนะปัญหาต่างๆได้ และไม่ใช่ศีลกล่าวเท่านั้นที่มีไว้สำหรับพวกเขา แต่มีไว้เพื่อพระศาสนจักร เป็นศีลกล่าวที่จะเรียกร้องให้พวกท่านสนใจ” พระองค์ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า “จงดูนะ ความรักเท่านั้นที่จะทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ และความรักจะปล่อยให้ท่านสามารถมีชีวิตอยู่ในความรัก ในความยินดี และในความทุกข์ เมื่อมีปัญหาของลูกๆ และปัญหาของท่านเอง...แต่ท่านจะต้องเดินหน้าต่อไป ในเวลาป่วยและในเวลาสบาย และจะต้องเดินหน้าอยู่เสมอ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่งดงามมาก (ซางตา มาร์ธา 25 พฤษภาคม 2018)
พระสงฆ์เจ้าวัดท่านหนึ่งได้เล่าว่า ท่านชอบประกอบพิธีบูชามิสซาแต่งงาน เพราะในโอกาสนั้น ท่านจะเรียนรู้ถึงความรักของเจ้าบ่าวเจ้าสาว ท่านยังเล่าว่า ครั้งหนึ่ง ท่านได้ถามเจ้าบ่าวเจ้าสาวว่า ท่านเริ่มมีความรักต่อกันอย่างไร? ทั้งสองได้ตอบพร้อมกันว่า เราเริ่มต้นความรักของเรา ด้วยการเป็นเพื่อนกันก่อน
ในพระวรสารวันนี้ ไม่ได้กล่าวเฉพาะเรื่องการหย่าร้างอย่างเดียว แต่ได้พูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกานแต่งงาน และชีวิตครอบครัว ความศักดิ์สิทธิ์ของการแต่งงาน ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพลังแห่งสัมพันธภาพของพระเป็นเจ้าที่มีต่อเรา ความศักดิ์สิทธิ์นี้มีแหล่งที่มาของ “ความชื่นชมยินดีของความรัก”จากสมณลิขิตของพระสันตะปาปาฟรังซิส ที่ได้กล่าวถึงความหมายของความรักในชีวิต และในความจริงของชีวิต…“ที่ใดมีความรัก ที่นั่นมีชีวิต” (มหาตมะ คานธี)... “ผมรักคุณ โดยไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร? เมื่อไหร่? และที่ไหน? ผมเพียงแต่รักคุณ โดยไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ผมรักคุณอย่างนี้ เพราะผมไม่รู้วิธีอื่นใดที่จะรักคุณ ไม่มีผมหรือคุณ เป็นความสนิทสัมพันธ์ ที่คุณวางมือของคุณบนหน้าอกของผม เป็นความสนิทสัมพันธ์ ที่ผมรู้สึกง่วงนอน ขณะที่ดวงตาของคุณก็ปิดลง”(ปาโบล เนรูดา).

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view