สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

🍓พระเจ้ารู้จักทุกหนทางที่คุณเดิน...
และทรงมีพระประสงค์ให้คุณเดินในทางที่ทรงเลือกให้
เพราะพระประสงค์ของพระองค์นั้นคือ..สิ่งดีที่สุด
และที่จะรู้พระประสงค์ของพระองค์ได้นั้น
ต้องติดสนิทกับพระองค์

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/GqzdLaZBS58

🔆The Potter Knows The Clay
https://youtu.be/0d71dZNP9pQ

🎾🎾🎾🎾🎾🎾🎾🎾🎾

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :
บสร 17:1-15
มก 10:13-16

ใจของบรรดาศิษย์ ที่ไม่อดทน เพียงพอ
ต่อความต้องการของคนรอบข้าง ทำให้
พระเยซูเจ้ารู้สึกโกรธ และจำเป็น
ต้องสอนพวกเขาว่า อาณาจักรของพระเจ้า
เป็นของคนที่มีจิตใจ ใสซื่อ เหมือนเด็กเล็กๆ

บุตรสิรา ย้ำเตือน เมื่อพระเจ้าทรงมอบอำนาจ
ให้กับมนุษย์ พระองค์ประทานความสว่างในจิตใจ
เพื่อให้พวกเขารู้จัก ดีชั่ว ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง

หมายเหตุ..
จะดีไหม...
ถ้าวิสัยทัศน์ กว้างไกล
แต่จิตใจ “คับแคบ”..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“รับพระอาณาจักรของพระเจ้าอย่างเด็กเล็กๆ...” (มก 10:13-16)

พ่อต้องทำงานเพื่อลูกไง
แม่ก็ทำงานหนักเพื่อลูกนะลูก
หนูก็ต้องเรียนให้ดี เพื่อพ่อกับแม่นะ

แต่ว่า ที่บ้าน อาหารในตู้กับข้าวเสียไป ไม่มีใครทาน
ที่บ้านเรา ไม่มีโอกาสทานอาหารด้วยกันเลย
ไม่มีโอกาสภาวนาด้วยกันเลย

การไปวัดวันอาทิตย์เล่า...
จะเป็นเช่นไร
พระเจ้าต้องการอะไรจากฉันหรือ
หากฉันยังไม่มีเวลา ไม่มีเวลาเลย
เวลาเพื่อกันและกัน และเวลาเพื่อพระองค์
เพราะฉันยุ่งอยู่กับหลายเรื่องนัก
จนลืมมองดูแววตา มองดูหัวใจของกันและกัน
และที่สุด ฉันก็ไม่อาจสัมผัสพระทัยของพระเจ้าด้วย...

________________

วันนี้ศิษย์พระเยซูได้ดุว่าคนเหล่านั้น ไม่ใช่ห้ามเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าดุว่า โกรธและไม่พอใจ มีอารมณ์ครับ และนี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าไม่พอพระทัย...มันมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ในเรื่องราววันนี้

พี่น้องที่รัก เราคงต้องยังไม่ลืมว่า นี่คือช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินไปพร้อมกับบรรดาศิษย์ จากกาลิลีสู่เยรูซาแลม เพื่อทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จไป นั่นคือ เพื่อทรงรับทรมาน สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สามตามที่พระคัมภีร์ได้ทำนายถึงพระองค์ แต่นี่คือหนทางที่บรรดาศิษย์กำลังมองไปในทางที่ตรงกันข้ามครับ พวกเขายังคงเข้าใจว่า พระองค์จะไปปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ที่เยรูซาแลม และพวกเขากำลังถกเถียงกันเรื่องใครจะเป็นใหญ่กว่าใคร พวกเขากำลังมุ่งหน้าสู่ความเป็นใหญ่ที่เป็นความหวังของพวกเขา รีบไปด้วยความกระหายหาเป็นอย่างยิ่ง... สิ่งนี้ครับ ที่ผมกำลังแบ่งปันการไตร่ตรองมาสู่พี่น้องครับ การมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จ (ที่ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้า) ความมานะบากบั่นแบบนี้ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่พระวรสารบันทึกว่า พระเยซูเจ้ากริ้วและไม่พอพระทัย เพราะนั่นคือผลของความต้องการความเป็นใหญ่โดยเร็ววัน และเวลานั้น เขาต้องรีบไปครับ และไม่อยากเสียเวลาทำอะไรอย่างอื่น... บรรดาศิษย์คงไม่ได้เกลียดเด็กๆ หรอก แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เขาคงยังไม่พร้อม และไม่ต้องการต้อนรับเด็กๆ เพราะพวกเขากำลังรีบครับ กำลังต้องการไปทำสิ่งที่สำคัญ พระเยซูเจ้าของพวกเขากำลังจะเป็นกษัตริย์ และพวกเขากำลังจะเป็นใหญ่กันครับ... โอ้ พี่น้องที่รักครับ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับชีวิตของเราคริสตชนบ้างไหมครับ ???

ประสบการณ์งานอภิบาลนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ คือสิ่งที่ผมเป็นห่วงสัตบุรุษของผมที่สุด ผมยังไม่พูดถึงเรื่องการมีเวลาเพื่อพระเจ้าบ้าง แต่ลองดูสิ่งที่ผมพบเจอ... เมื่อแม่เตรียมกับข้าวไว้เต็มตู้กับข้าว เขียนโน้ตไว้ว่า “ลูกทานข้าวกับพ่อนะ แม่กลับบ้านดึก เพราะต้องทำโอที”... เสียงข้อความจากพ่อส่งมาถึงแม่ความว่า “แม่ทานข้าวเย็นกับลูกนะ ไม่ต้องคอยพ่อ พ่อมีประชุมกับกรรมการบริษัท” และขณะที่พ่อกำลังประชุมที่บริษัทนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น และพ่อไม่อาจปฏิเสธสายที่โทรเข้าได้ เพราะเป็นลูกสาวของเขาเอง “พ่อ พ่อ เย็นนี้พ่อทานข้าวกับแม่นะ หนูไม่กลับบ้าน หนูค้างบ้านเพื่อน ติวเตรียมสอบนะ...”

พี่น้องที่รักครับ นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับครอบครัวคริสตชนหลายๆ ครอบครัวหรือเปล่า??? ที่พ่อแม่มุ่งหน้าทำงาน ทำมาหากิน สร้างครอบครัว มองดูก็เป็นเรื่องที่ดีนะ... ลูกเอง ก็พยายามเรียน เรียน เรียน เพื่อจะจบด้วยคะแนนดีๆ เกียรตินิยม สร้างความภาคภูมิใจให้กับพ่อแม่ นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีอีก แต่ แต่ แต่ กับข้าววันนั้น ไม่มีใครได้ทานเลย ลูกสาวก็ทานอาหารจาก Seven Eleven พ่อแม่ก็กลับมาถึงบ้าน โดยไม่อยากทานอะไรแล้ว เพราะความเหนื่อยอ่อนจากหน้าที่การงาน และอะไร คือศักดิ์ศรี ของความเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูกล่ะครับ

พี่น้องที่รัก เป็นไปได้ไหม ที่โลกวันนี้ เราแต่ละคนล้วนมานะบากบั่น ปากกัดตีนถีบเพื่อสร้างตนเอง และแท้จริงแล้ว เรารักใครกัน แม้ว่าเรากำลังหมกมุ่นทำหน้าที่ของเราด้วยความขยันขันแข็ง แต่แท้จริงแล้ว เราทำเพื่อใครกัน เราทำเพื่อกันและกัน หรือเพื่อตนเองเท่านั้น เราจะเป็นฮีโร่เพื่ออะไรกัน หากกับข้าวที่บ้านไม่มีใครทานเลย...

พี่น้องครับ แม้พระสงฆ์ นักบวชอย่างผมก็เถอะ นี่คือเรื่องที่ต้องระวังเป็นที่สุดครับ... นักบุญฟรันซิส องค์อุปถัมภ์สิ่งแวดล้อม ท่านรักธรรมชาติเป็นที่สุด แต่ในวินัยของฟรันซิสกันฉบับแรกสุด ท่านกลับห้ามบรรดาภราดาเลี้ยงสัตว์ น่าแปลกไหมครับ... แต่เพราะพันธกิจของบรรดาภราดาน้อยที่แท้จริง คือ การรับใช้พระเจ้า และเพื่อนมนุษย์... มันคงเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม หากวันนี้ผมได้รับเชิญไปร่วมงานแต่งงาน (มีงานแต่งงานจริงๆ วันนี้นะครับ) ผมได้รับเชิญไปเพื่อเป็นกำลังใจให้กับสัตบุรุษของผม แต่ผมจะตอบได้ไหมว่า เดี๋ยวพ่อขออยู่วัดเลี้ยงหมา เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงแมวแล้วกัน พ่อคงไปไม่ได้หรอก... โอ้ พ่อคงยุ่งเหลือเกิน แต่ไม่ได้สนใจหน้าที่ในความเป็นพระสงฆ์ เป็นพ่อของลูกๆ เลยอ่ะ...

ผมแบ่งปันสิ่งนี้ ในความเป็นห่วงต่อครอบครัวคริสตชนด้วยเช่นกัน พี่น้องครับ เราทำงานด้วยความมานะบากบั่น มันเป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่คุณค่าของลูกเราคงไม่ได้อยู่ที่ปริญญาเกียรตินิยมไม่ใช่หรือ คุณค่าของความเป็นแม่คงไม่ได้อยู่ที่การมีอาหารเต็มบ้านไม่ใช่หรือ และคุณค่าของความเป็นพ่อ คงไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการจัดหาโทรศัพท์มือถือที่ดีๆ ให้ลูก คอมพิวเตอร์ รถยนต์ ให้ลูกเท่านั้นมิใช่หรือ แต่ความเป็นพ่อ เป็นแม่ ความเป็นลูกนั้น คือสิ่งที่มีคุณค่ามากว่านั้น เมื่อครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตากันทานอาหาร สวดภาวนาด้วยกันในครอบครัว... สิ่งนี้กลับเป็นสิ่งที่กำลังหายไปจากครอบครัวคริสตชนในโลกปัจจุบันนี้หรือเปล่า เพราะแต่ละคนมุ่งมั่น มานะบากบั่นกันสร้างตนเอง แต่กลับทำลายครอบครัวสิ้น ด้วยชีวิตที่เหินห่าง และแทบจะไม่มีเวลาให้กันและกันเลย... พี่น้องครับ พ่อเจ้าวัดอย่างผม ไม่เสียใจเท่าไรหรอก หากพี่น้องไม่มีเวลามาวัดวันอาทิตย์ แต่พ่อเจ้าวัดอย่างผมกำลังเสียใจ กำลังเป็นห่วง หากพี่น้องไม่มีเวลาให้กันและกัน... เพราะในความเป็นจริงในโลกเราวันนี้ หลายครั้ง เราแทบไม่มีเวลาให้กันและกันเท่าที่ควรจะเป็น และความเหินห่างก็เข้ามา สุดท้าย ปัญหาต่างๆ เริ่มตามมา เมื่อเราไม่มีโอกาสอยู่ร่วมกัน... ชีวิตนักบวชเองด้วย ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ กระแสเรียกของเราที่แท้จริงคืออะไร หากเราถูกเรียกมาเพื่อทำงานโรงเรียน โรงพยาบาล งานสังคมสงเคราะห์เท่านั้น... โอ้ ก่อนที่ผู้ตั้งคณะจะตั้งคณะ คนในโลกเขาก็ทำกันมาก่อนแล้วทั้งนั้นแหละครับ พระเจ้าเองก็ทรงทำงานอภิบาลของพระองค์โดยไม่มีเราก็ได้กระมังครับ... แต่เราที่ได้รับการเรียกให้มาเป็นนักบวช วันนี้ หมู่คณะของเราเป็นอย่างไร นี่ไม่ใช่หรือ กลับเป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรอง และทบทวน ฟื้นฟูกันหน่อยแล้วล่ะครับ... นะ นะ นะ พี่น้องที่รัก ไม่ว่าจะยุ่งสักเพียงใด อย่ามัวแต่จะเป็นใหญ่ จนลืมกันและกันนะครับ...

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเรียกลูกให้เจริญชีวิตอยู่ท่ามกลางเพื่อนพี่น้อง เพื่อเป็นประจักษ์พยานถึงการประทับอยู่ของพระองค์ ขอพระองค์อย่าปล่อยให้ลูกให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่าเพื่อนพี่น้องที่พระองค์ประทานให้เลย พระเจ้าข้า ขอให้ลูกมีเวลาเพื่อทุกๆ คนเถิด โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ชิดลูกที่สุด.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 19 สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน บสร 17:1-15 / มก 10:13-16
พระเป็นเจ้า คือ องค์ความรัก และคนที่รักและละม้ายคล้ายพระองค์ จะต้องมีส่วนร่วมในกิจการของพระองค์ด้วย เพื่อที่จะได้ตามจุดหมายดังกล่าวนี้ นักบุญเปาโลได้เคยกล่าวว่า ”ความหวังนี้ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะพระจิตเจ้า ซึ่งพระเจ้าประทานให้เรา ได้หลั่งความรักลงในดวงใจของเรา”(รม 5:5) และนี่ คือ ความรักเช่นเดียวกัน ที่ได้ถูกมอบให้แก่คู่แต่งงานในศีลกล่าว มันเป็นความรัก ที่หล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ของพวกเขา ผ่านทางความยินดีและความเจ็บปวด เวลาที่มีความวุ่นวาย และในเวลาที่มีความยากลำบาก มันเป็นความรัก ที่ทำให้เกิดความปรารถนาที่จะให้กำเนิดบุตร รอคอยวันที่จะเกิดมา ยินดีต้อนรับ อบรมเลี้ยงดู และสั่งสอนพวกเขา มันเป็นความรักเดียวกัน ที่พระเยซูเจ้าทรงแสดงต่อเด็กๆ ในพระวรสารวันนี้ “ปล่อยให้เด็กเล็กๆมาหาเราเถิด อย่าห้ามเลย เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้า เป็นของคน ที่เหมือนเด็กเหล่านี้ “(มก 10:14)...( บททูตสวรรค์ 4 ตุลาคม 2015)
แม้เด็กอาจจะสร้างความวุ่นวาย และกวนใจผู้ใหญ่ แต่เด็กก็สอนบทเรียนหลายอย่างด้วยกัน ขอให้เราจำไว้ว่า ครั้งหนึ่ง เราก็เคยเป็นเด็กมาก่อน เด็กสอนเราให้เราระลึกถึงการเป็นคนขี้เล่น ที่ทำให้ชีวิตเป็นเหมือนการละเล่นชนิดหนึ่ง เป็นสิ่งน่ายินดี และบางครั้งก็น่าตื่นเต้น เด็กๆยังสอนเราให้เป็นคนสุภาพอ่อนหวาน เปิดเผย จริงใจ และมีความไว้วางใจ ในคนที่รับผิดชอบพวกเขา เด็กๆยังสอนเราให้เห็นคุณค่าของการพึ่งพาพ่อแม่
และนี่คือสิ่งที่เราจะต้องสร้างขึ้น เพื่อความสัมพันธ์กับพระเป็นเจ้า ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ เราต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่สำคัญและลำบาก เราจะต้องเผชิญกับมันไม่ใช่แบบไม่มีแก่นสาร แต่ต้องเผชิญแบบซื่อๆเหมือนเด็ก เหมือนอย่างที่พระเยซูเจ้าได้แสดงความนบนอบ และความไว้วางใจในพระบิดาเจ้า โดยไม่มีความวุ่นวายใจแต่อย่างใด แม้ในภาวะที่พระองค์อยู่ในการทดลอง ที่มีแต่ความมืดมน ในสวนเกทเสเมนีและบนเขากัลวาริโอ.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/Of70h0SmS2g

view