สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา

⛱จงทำความดีทุกอย่าง
ที่คุณสามารถทำได้
อย่างสุดความสามารถของคุณ
ทุกวิถีทางที่คุณสามารถทำได้

ในทุกสถานที่ ที่คุณสามารถทำได้
ในทุกเวลาที่คุณสามารถทำได้
แก่คนทุกคนที่คุณสามารถให้ได้
ตราบนานเท่านาน … ที่คุณสามารถทำได้ (~ จอห์น เวสเล่ย์)

📚บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา
https://youtu.be/T6VSWkBcYF4

🍁 เวลานี้
https://youtu.be/_dYs-yNQkYQ

🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา
อ่าน :        
บสร 27:4-7              
1คร 15:54-58         
ลก 6:39-45

พระเยซูเจ้าสอนศิษย์ของพระองค์เป็นอุปมา
ให้เห็นคุณค่าของการสะสมสิ่งดี 
เพราะคนดีย่อมเอาสิ่งดีออกมาจากคลังแห่งความดีในใจของเขา
ปากย่อมกล่าวสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมา

บุตรสิรา แนะนำวิธีสังเกตุใจคน จากการสนทนา
การพูดจาจะส่อนิสัย เพราะความดีชั่ว 
ที่อยู่ภายในจะปรากฎออกมา 
วาจาของคนจะเผยให้รู้ใจของเขา
 
นักบุญเปาโล ให้กำลังใจ ใครก็ตาม
ที่บ่อยครั้งรู้สึกว่า ทำความดี ไม่เห็นผลสักที
ขอให้มีกำลังใจทำต่อไป อย่าหวั่นไหว
อย่าปล่อยให้ความท้อใจ ที่เห็นงานไม่เกิดผล
มาเป็นเหตุให้เลิกล้มความตั้งใจ เพราะผลงาน 
และความพยายามของเขาจะคงอยู่ตลอดไป 
ไม่มีกิจการดีใด ๆ ไร้ประโยชน์สำหรับพระเจ้า

หมายเหตุ...
“ความดี” อาจซื้อใจใครบางคนไม่ได้
แต่ความดี ซื้อ ความภาคภูมิใจให้ทุกคนที่ “ทำ”

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันอาทิตย์ 3 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ศิษย์ย่อมไม่อยู่เหนืออาจารย์...” (ลก 6:39-45)

เพราะคริสตชน ศิษย์พระเยซู
คือต้นไม้พันธุ์ดีที่พระเจ้าทรงปลูกไว้
ฉันได้ดูแลรักษาต้นไม้แห่งชีวิตนี้ไว้อย่างไร
ฉันเป็นต้นไม้แห่งพระพร ความรัก และพระเมตตา
เหมือนกับพระองค์เป็นหรือเปล่า
หรือฉัน...กลับเป็นต้นไม้ที่กลายพันธุ์ไป

เรารู้จักต้นไม้ได้จากผลผลิตของมัน
เรารู้จักคนได้จากสิ่งที่ออกมาจากภายในเขา
คริสตชนอย่างฉัน มีประจักษ์พยานอะไรจากชีวิตของฉันเล่า...

________________

ตลอดเวลาในระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ไตร่ตรองร่วมกันถึงพระวาจาของพระเจ้าที่พระองค์ได้ตรัสกับศิษย์ของพระองค์ระหว่างหนทางที่พระองค์ทรงประทับอยู่กับพวกเขา เดินไปพร้อมกับพวกเขา จากกาลิลีสู่เยรูซาแลมนั้น เราได้เรียนรู้ในเรื่องการฟังพระองค์ ที่หลายครั้งพระองค์ได้ตรัส แต่บรรดาศิษย์ไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ยิน และพวกเขาก็เลือกที่จะไม่ยอมรับบางสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสกับพวกเขา เพราะความคิด อัตตาในตัวตน ที่หลายครั้ง เขากระทำตัวเป็นศิษย์ที่เดินอยู่ข้างหน้าพระองค์ แทนที่จะเป็นศิษย์ที่ติดตามพระองค์ และให้พระองค์เป็นพระอาจารย์และผู้นำ... สิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่ยอมรับ นั่นคือพระธรรมชาติของพระองค์ที่ต้องรับทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนพระชนมชีพ กล่าวคือ พวกเขาเป็นศิษย์ที่ยอมรับพระองค์เพียงบางส่วน โดยเฉพาะส่วนที่เป็นความเรืองโรจน์ของพระองค์เท่านั้น แต่ทว่า ส่วนที่เป็นความทุกข์ทรมาน พวกเขากลับปฏิเสธความจริงที่พระองค์ได้ตรัส... พี่น้องที่รักครับ วันนี้ เราอาจจะกำลังตัดสินพระเยซูเจ้าหรือเปล่า เราอาจจะกำลังตัดสิน และทำให้เกิดความรู้สึกไม่อยากติดตามพระองค์บ้างไหม ที่หลายๆ ครั้ง ความคิดนั้น มันทำให้เราไม่อยากฟังพระองค์ เพราะเรามั่นใจเหลือเกินว่า ความคิดของเราดีกว่า และเราก็อาจจะมองว่า... มันจะเข้าท่าไหมเนี่ย ที่คิดและยอมรับสิ่งที่พระองค์ทรงสอนอ่ะ มันจะไหวหรือ

แต่วันนี้ พระองค์ยืนยันกับเราว่า ศิษย์ย่อมไม่อยู่เหนืออาจารย์ นั่นคือเรากับพระองค์นั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน หากเราต้องการที่จะเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ ศิษย์ของพระองค์ย่อมไม่อยู่เหนืออาจารย์ หมายความว่า สิ่งใดที่พระองค์กำลังจะต้องเผชิญ เราก็กำลังจะต้องเผชิญด้วย และที่สุด หากเราสามารถฟันฝ่าทุกสิ่งทุกอย่างได้เช่นพระอาจารย์ เราก็จะเป็นเหมือนพระองค์ในวันที่เราจะพบพระองค์ นั่นคือเราจะกลับเป็นลูกของพระเจ้าที่แท้จริง ในบ้านของพระองค์

แต่จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร... สิ่งหนึ่งที่ผมไตร่ตรองในเช้าวันนี้คือ ฉันจะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ก้าวเดินไปกับพระองค์ด้วยความมั่นใจได้อย่างไร ฉันมองเห็นพระองค์เป็นใคร พระองค์ทรงเป็นความสว่างในชีวิตของฉันหรือเปล่า แสงสว่างที่ไม่เคยทำให้ฉันตาบอดบนหนทางที่ฉันติดตามพระองค์... มีสักกี่ครั้ง ที่ฉันอาจรู้สึกว่า ฉันเห็นเศษฟางในดวงตาของพระองค์ และฉันก็เข้าใจเองว่า พระองค์คงมองอะไรบางอย่างไม่ชัดไปบ้าง ฉันจะเขี่ยเศษฟางในดวงตาของพระองค์ออกเสีย แต่ฉันกลับไม่เคยมองเห็นท่อนซุงในตาของฉันเลย ท่อนซุงที่ทำให้ฉันไม่เห็นความดีงามเหมือนกับที่พระองค์ได้เห็น มันคือท่อนซุงที่ทำให้ฉันไม่เห็นความรักและความดีในพระเจ้าผู้ทรงเรียกฉันให้เป็นศิษย์ของพระองค์... พี่น้องที่รักครับ เช้านี้ผมไตร่ตรองเรื่องนี้จริงๆ ครับ ฉันมองเห็นพระองค์เป็นใครกัน อาจจะมีบางครั้งที่ฉันมองพระองค์ผิดไป คำถามที่สำคัญที่บทอ่านที่หนึ่งนำให้เราไตร่ตรอง (บสร 7:5-8) เราฟังพระองค์มากน้อยเพียงใด เราเปิดโอกาสให้พระองค์ตรัสกับเราบ้างไหม เพราะหากเราเพียงได้ยินพระวาจาของพระองค์สักนิด เราก็จะพบแสงสว่างของพระองค์ เราจะพบความจริงในพระองค์ที่ทรงรักเราถึงเพียงนี้ และดังนี้เอง ธรรมชาติมนุษย์ที่ต้องตาย ก็จะสวมใส่ธรรมชาติที่ไม่รู้จักตาย คือพระธรรมชาติของพระเจ้า... (1คร 15:54-58) เมื่อเราฟังพระองค์ และเราจะรู้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในพระทัยของพระเจ้า พระผู้ทรงรักเราถึงเพียงนี้ แล้วเราจะรักพระองค์ที่สุดเลย

ความคิดประการที่สอง ที่ผมไตร่ตรองในเช้าวันนี้ที่ทำให้ผมหันกลับมามองดูตนเองในความเป็นศิษย์ของพระองค์ ที่พระองค์ทรงต้องการที่จะหล่อหลอมให้ผมกลับคล้ายคลึงกับพระองค์ยิ่งวันยิ่งมากขึ้น... คำถามที่เกิดขึ้นในใจของผมคือ อะไรมันคือสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจของผม ที่สุดท้ายมันก็แสดงออกมาโดยทางพฤติกรรมของผม ทางความคิด วาจา และสิ่งที่ผมกระทำ ในใจของผมยังเก็บรักษาไว้ซึ่งสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังจากพระเยซูเจ้าหรือเปล่า หรือว่ามันเข้าหูซ้าย ออกหูขวา... และดังนี้ ชีวิตของผมที่เดินตามพระเยซูเจ้า เป็นชีวิตที่ละม้ายคล้ายคลึงกับพระองค์มากน้อยเพียงใด เมื่อพระองค์ทรงปลูกเราแต่ละคนให้เป็นต้นไม้พันธุ์ดีที่สุดในบรรดาต้นไม้ทุกคนที่พระองค์ทรงสร้าง และคำถามที่น่าสนใจในการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าเช้านี้คือ... “ฉันเป็นต้นไม้พันธุ์ดีของพระองค์หรือ อะไรคือผลที่ฉันแบ่งปันออกมาจากชีวิตของฉัน???”

พี่น้องที่รักครับ พลังของเรามาจากพระเจ้า เราเป็นศูนย์ พระองค์เป็นหนึ่ง หากเราอยู่หน้าพระเจ้า ค่าของเราน้อยเหลือเกิน และอาจจะไม่มีค่าอะไรเลย แต่หากเราอยู่หลังพระองค์ เราเดินตามพระองค์ เราให้พระองค์อยู่หน้าเรา แม้เราจะมองค่าพระองค์เพียงหนึ่งเท่านั้น แต่เราก็มีค่ามากกว่า เมื่อเราเดินตาม และอยู่กลังพระพระองค์... พระเจ้าทรงเรียกให้เรา ให้ฉายแสงในหมู่ชน เหมือนดวงประทีบในโลก โดยยึดพระวาจาแห่งชีวิตมั่นไว้ (เทียบ บทอัลเลลูยา และ ฟป 2:15ง และ 16ก) ผู้ที่รับและรักษาพระวาจาของพระเจ้าไว้ในใจ เขาย่อมนำเอาสิ่งที่ดีที่สุดในใจเขาออกมาเป็นผลดีในชีวิต ที่แบ่งปันกับผู้อื่น นั่นก็แสดงให้เห็นว่า เขาได้ดูและรักษาต้นไม้ที่พระเจ้าทรงปลูกไว้อย่างดีมากน้อยเพียงใด แต่อุปสรรคที่สำคัญคือ ท่อนซุงที่อยู่ในตาของเรา ที่เราอาจจะต้องทูลพระเยซูเจ้าในวันนี้ว่า...

ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ทรงนำท่อนซุงออกจากตาของลูกด้วยเถิด เพื่อลูกจะมองเห็นความจริงในพระวาจาของพระองค์ เพื่อลูกจะเป็นศิษย์ที่เดินตามพระองค์ ยอมให้พระองค์เป็นผู้นำทางชีวิตของลูกตลอดไป เพื่อชีวิตของลูกจะถูกหล่อหลอมให้ละม้ายคล้ายคลึงกับพระองค์ อาศัยพระวาจาของพระองค์

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม19 สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา
บทอ่าน บสร 27:4-7/ 1คร 15:54-58 / ลก 6:39-45
บทอ่านจากหนังสือบุตรสิราและพระวรสารในวันนี้ ได้ยืนยันกับว่า คำพูดของเรามีความสัมพันธ์กับหัวใจของเรา ถ้าคำพูดของเราถูกทำลาย หัวใจเราก็จะถูกทำลายเช่นเดียวกัน ผู้แต่งหนังสือบุตรสิราได้บอกว่า การจะเห็นรสนิยมของใครคนใดคนหนึ่ง เห็นได้จากคำพูดของคนๆนั้น ทำไมผู้แต่งหนังสือจึงให้ความสำคัญกับคำพูด
บุตรสิราได้มีชีวิตอยู่ในช่วง ที่ความนิยมชมชอบและแรงดึงดูดใจ ต่อวัฒนธรรมของกรีกกำลังเป็นที่แพร่หลายอย่างมาก ในช่วงปี ก.ค.ศ 180 เขาได้แต่งหนังสือเป็นภาษาฮีบรู เพื่อตอบโต้บรรดาเยาวชนยิว ที่ได้ทิ้งศาสนาเดิม และไปนิยมวัฒนธรรมใหม่ และได้แสดงให้เห็นคุณค่าและความงดงาม ของธรรมประเพณีดั้งเดิม
การมีวาทศิลป์เป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมกรีก ตามลีลาของอริสโตเติล พวกชาวกรีกรู้ดีว่า การมีวาทศิลป์ย่อมสามารถควบคุม หรือใช้ประโยชน์ เพื่อก่อให้เกิดความขัดแย้งได้ อริสโตเติลได้เคยกล่าวว่า เมื่อคำพูดตั้งอยู่บนเหตุผล บนศีลธรรม และบนความอยากได้ของผู้ฟัง ก็จะสามารถนำคนให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และในทางกลับกัน การไม่มีวาทศิลป์สามารถนำไปสู่การใช้ความรุนแรง เพราะฉะนั้นเซโน ที่เป็นชาวกรีกได้เคยเตือนว่า “เป็นการดีที่จะลื่นไถลไปด้วยเท้า มากกว่าด้วยคำพูด” คำสุภาษิตที่บุตรสิราใช้ในคำสอนของเขาคือ “เกียรติยศ หรือการไร้เกียรติยศ และความตกต่ำ เกิดขึ้นได้จากการใช้คำพูด”(บสร 5:13)
หนังสือบุตรสิราจึงเหมาะที่จะใช้อบรมผู้นำชาวยิวในอนาคต ในสังคมชาวยิวในกรุงเยรูซาเล็ม และในดินแดนเนรเทศ โดยทำให้ผู้เรียนเข้าใจว่า ผู้นำที่ดีสามารถประเมินความสามารถจากการใช้วาทศิลป์ เพราะคำพูด คือ การแสดงความคิดและบุคลิกภาพออกมา เพราะฉะนั้น บรรดาผู้นำในอนาคต จะต้องได้รับการอบรมให้มีปรีชาญาณในการพูด “วาจาย่อมเผยใจของมนุษย์ว่าดีหรือไม่ดีด้วย อย่าชมผู้ใด ก่อนที่เขาจะพูด เพราะการพูดส่อนิสัยของมนุษย์” (บสร 27:6-7).

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view