สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 6 มีนาคม 2019 วันพุธรับเถ้า

วันพุธที่ 6 มีนาคม 2019 วันพุธรับเถ้า

⚛ แม้ไร้ซึ่งมนุษย์ ..

พระเจ้ายังคงเป็นพระเจ้า
แต่หากมนุษย์ไร้ซึ่งพระเจ้าแล้ว
เขาก็ไม่ได้เป็นสิ่งใดเลย …

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 6 มีนาคม 2019
วันพุธรับเถ้า
https://www.youtube.com/watch?v=91SPU4XH6Vg

🌷 In His Hands
https://youtu.be/wlxURaitWlI

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันพุธที่ 6 มีนาคม 2019
วันพุธรับเถ้า
อ่าน :
ยอล 2:12-18
2 คร 5:20-6:2
มธ 6:1-6, 16-18

พระเยซูเจ้าเตือนบรรดาศิษย์ของพระองค์
ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตาม อย่าพยายามทำ
เพื่ออวดกัน เพราะมันไม่ได้ให้ความสุขที่เที่ยงแท้

เสียงของพระเจ้าร้องเตือน ผ่านทางประกาศกโยเอล
ความสุขที่แท้นั้น อยู่ในการหันจิตใจ เข้าหาพระเจ้า
เพราะพระองค์ทรงเมตตา กรุณา ไม่โกรธง่าย
เปี่ยมด้วยท่าทีแห่ง ความรักที่มั่นคง

เมื่อนักบุญเปาโล เชิญชวนให้คริสตชน
กลับคืนดีกับพระเจ้า ด้วยท่าที ที่อ่อนน้อม ถ่อมตนนั้น
ท่านตระหนักว่า โดยผ่านทางพระคริสตเจ้า
คริสตชนคนบาป สามารถกลับกลายเป็นผู้ชอบธรรม
สำหรับพระเจ้า

หมายเหตุ..
พึงระวังเรื่อง ท่าที เป็นสิ่งที่ดี
แต่ถ้าดีแต่ท่า..แต่หาค่าไม่ได้
คงไม่น่าจดจำ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันพุธที่ 6 มีนาคม 2019
วันพุธรับเถ้า เริ่มเทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“พระบิดาของท่านผู้ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง...” (มธ 6:1-6, 16-18)

พระองค์ผู้ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง
แม้สิ่งที่ซ่อนอยู่ในจิตวิญญาณของฉัน

จงกลับใจมาหาพระเจ้า
ไม่ใช่ด้วยการฉีกเสื้อผ้า แต่ด้วยการฉีกใจของท่าน (เทียบ ยอล 2:12-18)

พระเจ้าไม่ได้รับอะไรจากการจำศีลอดอาหารของฉันหรอก
แต่สิ่งที่พระองค์ทรงต้องการ คือหัวใจที่สัตย์ซื่อ
คือหัวใจที่เป็นทุกข์กลับใจมาหาพระองค์จากใจจริง
คือหัวใจที่กลับมาคืนดีกับพระองค์
ด้วยการคืนดีกับตนเอง
คืนดีกับพี่น้อง และการคืนดีกับสิ่งสร้างของพระองค์ (เทียบ สาสน์มหาพรตของพระสันตะปาปา)

________________

สุขสันต์วันพระเจ้า สุขสันต์ช่วงเวลาแห่งความโปรดปรานและพระเมตตาของพระเจ้า คือเวลาที่เหมาะสม ที่พระเจ้าจะทรงฟังเสียงของเรา คือเวลาแห่งความรอดพ้น ที่พระเจ้าจะทรงช่วยเหลือเรา (เทียบ บทอ่านที่สอง 2คร 5:20-6:2)

พี่น้องที่รัก ทางเดินของคริสตชน ศิษย์ของพระเยซู ที่เราเดินตามพระองค์นั้น เวลานี้ เราก้าวเข้ามาสู่ช่วงเวลาที่เราเรียกว่า เทศกาลมหาพรต ที่เราเริ่มด้วยวันพุธรับเถ้าในวันนี้ สี่สิบวันที่เราเตรียมจิตใจของเราเพื่อฉลองปาสกาอย่างดีและมีความหมายในพระคริสตเจ้า ด้วยการฟังพระวาจาของพระเจ้า และให้พระวาจานั้นขัดเกลาจิตใจของเรา เพื่อระลึกถึงศีลล้างบาปที่เราได้รับ เพื่อระลึกถึงพระคุณยิ่งใหญ่แห่งกระแสเรียกของการเป็นคริสตชนของเรา

สิ่งที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเราคริสตชนในเทศกาลมหาพรต ที่แท้จริงแล้ว นั่นก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า “การปฏิเสธตนเอง แบกกางเขนของตน และติดตามพระองค์” การปฏิเสธตนเอง หรือที่เราเรียกอีกภาษาหนึ่งในศาสนาของเราว่า “การพลีกรรม” นั่นเอง ที่กลับมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่แบ่งออกเป็นสามสิ่งที่เราเรียกว่า “จิตตารมณ์มหาพรต” นั่นก็คือ การจำศีลอดอาหาร การทำบุญให้ทาน และการอธิษฐานภาวนา คือกิจปฏิบัติที่เรามุ่งเน้นไม่ใช่ในเทศกาลมหาพรตเท่านั้น แต่ตลอดเวลาของชีวิตคริสตชน เพราะนี่คือกระแสเรียกแห่งการเป็นศิษย์พระเยซู ที่พระองค์ทรงเรียกเราให้ปฏิเสธตนเอง แบกกางเขนของเรา และติดตามพระองค์... แต่เราอาจจะเน้นเป็นพิเศษในช่วงเวลาแห่งพระหรรษทานในช่วงเทศกาลมหาพรตนี้

พระวรสารในวันนี้ มีประโยคหนึ่งที่ผมนำมาไตร่ตรองเป็นพิเศษ และแบ่งปันกับพี่น้องในวันนี้คือประโยคนี้ครับ “พระบิดาของท่านผู้ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง...” คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าตรัสกับเราในพระวรสารวันนี้ คือสิ่งที่พระองค์สอนเราให้เข้าใจว่า พระบิดาเจ้าทรงต้องการหัวใจที่ซื่อสัตย์ และเราต้องไม่ทำสิ่งเหล่านี้ด้วยเสแสร้ง ดังว่าเราเป็นคนดี แต่แท้จริงแล้ว บำเหน็จรางวัลของเรา ไม่มีแล้ว ด้วยเราได้รับแล้วในสิ่งที่เราปฏิบัติในโลกนี้ เพื่อให้โลกสรรเสริญเรา แต่พระองค์ทรงเรียกร้องกิจปฏิบัติจากหัวใจที่แสนสัตย์ซื่อของเราจริงๆ ที่จะกลับเป็นของถวายที่พระเจ้าทรงพอพระทัย และเป็นการสะสมทรัพย์สมบัติของเราไว้ในสวรรค์ ที่ซึ่งพระองค์จะตอบแทนหัวใจรักและสัตย์ซื่อของเรา และนี่คือ สิ่งที่ทำให้ผมหันกลับมามองสิ่งที่เป็นข้อกำหนดของพระศาสนจักร ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเราคริสตชน ที่เราต้องไม่ทำสิ่งเหล่านี้แบบสักแต่ทำให้เสร็จๆ ไป เพื่อไม่ผิดกฎของพระศาสนจักรที่กำหนดให้เราทำในวันบังคับสองวันนี้ คือวันพุธรับเถ้า และวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์... แต่ว่า สองวันนี้จะเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ที่เราจะถวายแด่พระเจ้าจริงๆ หรือเปล่า หรือเพียงการเสแสร้งทำให้เสร็จๆ ไป เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นคริสตชนที่ทำกิจใช้โทษบาปที่พระศาสนจักรกำหนดเท่านั้นหรือ...

เมื่อทำบุญให้ทาน อย่าเป่าแตรไปข้างหน้า... คือไม่ต้องให้คนอื่นรับรู้ ฉันทำบุญมากมาย ฉันทำบุญหลายที่ หลายวัด ฉันใจบุญเหลือเกิน แต่ในครอบครัว ในหมู่คณะนักบวช หลายครั้งที่ฉันใจแคบเหลือเกิน ฉันไม่มีแม้เวลาที่จะยิ้มให้กัน เวลาที่จะมอบให้เพื่อทานอาหารร่วมกัน ภาวนาร่วมกัน ฉันทำบุญไปทั่ว แต่ฉันกำลังเบียดเบียนสมาชิกในครอบครัว ฉันกำลังเบียดเบียนสมาชิกในหมู่คณะนักบวชของฉัน ด้วยการไม่ให้เวลากันและกัน ด้วยการไม่แยแสกันและกันเลย แล้วนี่หรือ ทานที่พระเจ้าทรงพอพระทัย...

เมื่ออธิษฐานภาวนา จงอย่าเป็นเหมือนบรรดาคนหน้าซื่อใจคด... เจ็บจริงครับประโยคนี้... เพราะเป็นไปได้ไหม ที่ฉันเป็นคริสตชน ฉันภาวนาเสมอเช้าค่ำ ฉันเป็นนักบวช ฉันทำวัตร สวดภาวนาวันละเจ็ดเวลา ฉันคุยกับพระเยซูเจ้าในการภาวนาของฉัน ฉันทูลพระองค์ว่า ฉันรักพระองค์เหลือเกิน แต่หลังจากนั้นแล้ว ฉันอาจจะคุยกับใครไม่รู้เรื่องเลย ทะเลาะกับคนโน้นคนนี้ไปทั่ว นี่หรือการภาวนาที่พระเจ้าทรงพอพระทัย หากฉันยังไม่สามารถคุยกับพระองค์ดีๆ พระองค์ผู้ประทับในชีวิตของกันและกัน

เมื่อจำศีลอดอาหาร อย่าทำหน้าเศร้าหมอง... นี่ก็อีก เจ็บจริงๆ หากการจำศีลอดอาหารในเทศกาลมหาพรตของฉัน ทำให้ท้องฉันปั่นป่วน มากกว่านั้น ใจฉันก็ปั่นป่วนไปด้วย หน้าบึ้งหน้างอกับทุกคน ยิ้มยากถึงยิ้มไม่เป็น การอดอาหารที่พระศาสนจักรสอนให้ฉันทำพลีกรรมถวายแด่พระเจ้า กลับกลายเป็นสิ่งนี้ ที่เวลานี้ ฉันอดอาหาร แต่ฉันกำลังแยกเขี้ยวใส่กัน ดังจะกินเลือดกินเนื้อกันและกันให้ได้ ฉันเอาเป็นเอาตายกันและกัน... และนี่หรือ คือการอดอาหารที่พระเจ้าทรงพอพระทัย...

พี่น้องครับ ดีกว่าไหม ที่มหาพรตปีนี้ ให้เราฟังเสียงของพระเจ้า ฟังพระวาจาของพระองค์ ไตร่ตรองดีๆ เมื่อพระองค์ต้องการหัวใจที่กลับมาหาพระองค์อย่างสัตย์ซื่อจริงใจ ฉันจะทำอะไรเพื่อให้พระองค์สดับฟังฉันในช่วงเวลาแห่งความรอดพ้นนี้... พระเจ้าไม่ได้รับอะไรจากการจำศีลอดอาหาร การพลีกรรมมากมายของเรา การภาวนา และทานของเรา พระองค์ไม่ได้ต้องการหรอก แต่ทรงต้องการหัวใจที่เป็นทุกข์กลับมาหาพระองค์ หัวใจที่คืนดีกับตนเอง คืนดีกับเพื่อนพี่น้อง และคืนดีกับสิ่งสร้างของพระองค์... และดังนี้ ไม่ต้องอดเนื้อก็ได้ในวันนี้ แต่ให้เราอดกินเลือดกินเนื้อกันและกัน เลิกชี้หน้าด่าตวาด เลิกนินทาว่าร้ายกัน และหันหน้ามายิ้มให้กัน นี่จะเป็นการอดที่พระเจ้าทรงพอพระทัยมากกว่าไหม... การทำบุญให้ทานหรือ ลองหันมาให้เวลากันและกันบ้างในครอบครัว ในหมู่คณะนักบวชบ้างจะดีไหม ยิ้มให้กันบ้าง มีเวลาเพื่อเป็นกำลังใจแก่กันและกัน ให้เวลากันและกันบ้าง แล้วค่อยชวนกันไปทำทานก็ยังได้มิใช่หรือ... การอธิษฐานภาวนาหรือ ให้เราลองหันมาบอกรักกันและกันบ้าง บอกรักพระเยซูเจ้าในชีวิตกันและกันก่อนดีไหม แล้วจับมือกันและกันไปบอกรักพระเยซูเจ้าก็คงดีกว่าหรือเปล่า มันดีกว่ามากไม่ใช่หรือ หากเราจะภาวนาตลอดเวลา แต่เรากลับคุยกับพระองค์ผู้ประทับอยู่ในพี่น้องของเราทีไร เราก็ทะเลาะกับพระองค์ทุกครั้ง คุยกันไม่รู้เรื่องเลย

พอเถอะ ธรรมเนียมปฏิบัติที่ไร้ค่าและไร้ความหมาย หากมันไม่ได้มาจากหัวใจของฉัน ฉันคงต้องเลิกทำเถอะ เพราะหากมันหาได้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าไม่ พอเถอะ การจำศีลอดอาหารที่ไร้ค่า ไร้ความหมาย หากฉันยังกินเลือดกินเนื้อกันและ... พอเถอะ การทำบุญให้ทานที่พระเจ้าไม่ได้พอพระทัย หากวันนี้ ฉันไม่แบ่งปัน แม้เวลาดีๆ ให้กับเพื่อนพี่น้องของฉัน... พอเถอะ การอธิษฐานภาวนาที่ไร้ประโยชน์ หากฉันยังคุยกับพระเยซูเจ้าผู้ประทับอยู่ในกันและกันไม่รู้เรื่อง ดังคุยกันคนละภาษา... พอเถอะ ธรรมเนียมปฏิบัติที่ไร้ค่า ศรัทธาไร้ความเป็นจริง เพราะ... “พระบิดาของท่านผู้ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง...”

โอ้พระองค์ไม่ประสงค์เครื่องบูชา หาไม่ข้าจัดถวายให้ท่านหนอ เครื่องบูชามาเผาไฟไม่รีรอ ท่านไม่พอพระทัยไม่ต้องการ... เครื่องบูชาข้านี้หรือคือดวงใจดวงจิต มอบชีวิตพลีวางอย่างกล้าหาญ พระจะไม่ปฏิเสธซึ่งดวงมาน ยอมรับการเชื่อฟังทั้งจำนน...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 6 มีนาคม 19 วันพุธรับเถ้า
บทอ่าน ยอล 2:12-18 / 2คร 5:20-6:2 / มธ 6:1-6,16-18
“จงอดอาหารและอดเนื้อในวันที่กำหนด” บทบัญญัติประการนี้ สั่งให้คริสตชนคาทอลิกต้องทำการ “พลีกรรม” รู้จักบังคับตัวเองในเรื่องต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าต้องรู้จักตัดใจ ลดละในสิ่งที่ตัวเองชอบบ้าง
คำว่า “อดอาหาร” หรือ รู้จักกันทั่วไปว่า “จำศีล” ในที่นี้ใช้บังคับสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์จนถึง 59 ปีบริบูรณ์ วิธีการง่ายๆ คือ สามารถรับประทานอาหารอิ่มได้เพียงมื้อเดียวในวันหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ได้ห้ามสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่าหรือเกินกว่ากำหนด เราก็ควรจะปฏิบัติด้วย ถ้าหากร่างกายยังปกติดีอยู่ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย และแน่นอนว่าถ้าหากมีความจำเป็น เช่น มีโรคภัยไข้เจ็บประจำตัวที่ขาดอาหารไม่ได้ หรือ ต้องเดินทาง หรือ ทำภารกิจที่ต้องการอาหาร ก็สามารถชดเชยการกระทำพลีกรรมอย่างอื่นได้ หรือ เลื่อนไปในวันอื่นก็ได้
ส่วนคำว่า “อดเนื้อ” หมายถึง การงดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์บกทุกชนิด เนื้อสัตว์อื่นๆ เช่น ปลา สามารรับประทานได้ การอดเนื้อทุกชนิดให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป ต้องปฏิบัติ เชื่อกันว่า การที่พระศาสนจักรให้อดเนื้อสัตว์นั้น ก็คงเป็นเพราะที่ยุโรป (กรุงโรม) เขารับประทานอาหารหลัก คือ เนื้อสัตว์ ดังนั้น การงดเนื้อสัตว์จึงถือเป็นการกระทำพลีกรรม คืองดอาหารหลักนั่นเอง สำหรับประเทศไทยของเราการงดเนื้อสัตว์บกจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพราะปกติชาวไทยรับประทาน ปลา ผัก และข้าวเป็นอาหารหลักอยู่แล้ว ยิ่งตามชนทบการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์จะมีน้อยกว่าอย่างอื่นด้วยซ้ำไป
ดังนั้น บทบัญญัติประการนี้ของพระศาสนจักรเรื่อง อดอาหารและอดเนื้อ จำเป็นต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้องว่า พระศาสนจักรเน้นให้เราปฏิบัติด้วยจิตตารมณ์ของการทำพลีกรรม มิใช่การปฏิบัติตามตัวอักษร เช่น รับประทานอิ่มได้มื้อเดียว อีก 2 มื้อ รับประทานได้ครึ่งหนึ่ง ก็เลยพยายามวัดกันอย่างเข้มงวด เราเข้าใจจิตตารมณ์นี้ดียิ่งขึ้น คือ คำว่า “ทรมานกาย” หมายถึง การทำให้ร่างกายต้องอดทนต้องหิวโหย เช่นการจำศีล-อดอาหาร.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view