สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2019 หลังวันพุธรับเถ้า

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2019 หลังวันพุธรับเถ้า

🍄สิ่งที่ต้องทำวันนี้ :
ขอบคุณพระเจ้า .. สรรเสริญพระเจ้า
ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ..
มีความรัก ..ให้อภัย
มีรอยยิ้ม .. มีการขอบคุณเสมอ

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2019
หลังวันพุธรับเถ้า
https://www.youtube.com/watch?v=PdfqsRl4adI

🌹เพราะรักมั่นคง
https://youtu.be/W6kLp-wmjmE

🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2019
หลังวันพุธรับเถ้า
อ่าน :
ฉธบ 30:15-20
ลก 9:22-25

เมื่อพระเยซูเจ้าทรงสอนศิษย์ของพระองค์...
ให้ตัดสินใจ “เลือก” วิถีชีวิต
ใครท่ีคิดจะเป็นศิษย์ติดตาม จำเป็นต้อง “ยอมรับ”
เงื่อนไข ในการเลิกคิดถึงตัวเองเป็นศูนย์กลาง

เมื่อโมเสส เสนอให้ประชากรของพระเจ้าเลือกนั้น
ท่านยืนยันถ้าเขาเลือกพระเจ้าที่เป็นองค์แห่งชีวิตและความดี
ด้วยการรัก เชื่อฟัง และซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า
พวกเขาจะได้รับพร

หมายเหตุ..
ถ้าเลือกแล้ว ที่จะเดินไป
ก็อย่ากลัวอะไร กับการหลงทาง
ถึงจะหลงบ้าง ก็ไม่เป็นไร
เพราะมันดีกว่า การเสียเวลาทั้งชีวิต
ไปกับการไม่คิดจะออกเดิน

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2019
วันพฤหัสบดีหลังวันพุธรับเถ้า

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“มนุษย์จะได้ประโยชน์ใดในการที่จะได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิตและพินาศไป...” (ลก 9:22-25)

ชีวิตและความตายไปด้วยกันไม่ได้เลย
พระเจ้าเท่านั้นทรงเป็นชีวิตและพระพรของเรา
วันนี้ ฉันเลือกอะไร...
เมื่อพระองค์ทรงวางชีวิตไว้ที่เบื้องหน้าฉัน
หากฉันไม่เลือกที่จะรับชีวิต
นั่นคือฉันก็เลือกสิ่งที่ตรงกันข้าม

ชีวิตคือพระองค์
การเลือกพระองค์ จึงหมายถึงการเลือกเอาชีวิต
และการไม่เลือกพระองค์ นั่นคือการไม่ได้เลือกเอาชีวิตนั่นเอง

ฉันจะเลือกสิ่งใดในโลกนี้
หรือเพียงมีพระองค์ ฉันก็เพียงพอแล้ว...

________________

มีกล่าวว่า พระเจ้าทรงมีพระหัตถ์สองข้าง ข้างขวาเพื่อการอวยพระพร และข้างซ้ายเพื่อการลงโทษและทำลายล้าง... แต่ในมุมหนึ่งในความคิดของผม ผมกลับคิดว่า... การเป็นเช่นนั้นจริงๆ ผมคิดว่าบางที ผมคงไม่ต้องสนใจพระหัตถ์ซ้ายของพระเจ้าเท่าไรนัก ผมเพียงมองพระหัตถ์ขวาของพระองค์เท่านั้นก็พอ พระหัตถ์ที่ทรงเพื่ออวยพระพร คือชีวิตที่ทรงประทานให้เราแต่ละคน... พี่น้องที่รัก ด้วยเหตุนี้เองที่ผมกำลังบอกกับพี่น้องว่า เราอาจจะไม่ต้องสนใจพระหัตถ์ซ้ายของพระองค์เท่าไรนักหรอก ผมมั่นใจว่า พระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าแห่งการลงโทษ พระองค์ทรงเป็นองค์ความรักและองค์ความดี และไม่มีความไม่ดีใดๆ มาจากพระองค์เลย ผมเชื่ออย่างนั้น... ทำไมผมคิดอย่างนั้น... พี่น้องที่รักครับ ขอเพียงเรามองดูพระหัตถ์ขวาของพระองค์ที่เป็นพระหัตถ์ที่อวยพรเราเสมอ ลองตั้งคำถามนี้ดูซิครับ... หากวันหนึ่งพระองค์ไม่อวยพระพรเรา เราจะเหลืออะไรอีก หากวันนั้น พระเจ้าไม่อวยพระพรเรา ผมว่า เพียงแค่นี้เราก็แย่แล้ว เราก็ตายแล้วล่ะ พระองค์คงไม่จำเป็นต้องลงโทษเราหรอก เพียงแต่ ชีวิตเราปราศจากพระพรของพระเจ้า ผมว่า แค่นี้ เราก็แย่แล้วล่ะครับ ดังนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องขอบคุณพระองค์มิใช่หรือ ตราบที่เรายังมีชีวิตอยู่

หลังสือเฉลยธรรบัญญัตที่เราอ่านในบทอ่านที่หนึ่ง (ฉธบ 30:15-20) พูดถึงทางเลือกของเรา ที่พระเจ้าไม่ได้บังคับอะไรเรา เราจะรักพระองค์หรือไม่รักพระองค์... พี่น้องครับ ผมย้ำบ่อยๆ ว่า พระเจ้าไม่ได้อะไรดี เมื่อเรารักพระองค์ และพระองค์ก็ไม่ได้สูญเสียอะไร เมื่อเราอาจจะไม่รักพระองค์ พระองค์คงเดิมครับ พระองค์ทรงเป็นความบริบูรณ์ในพระองค์เอง และมากกว่านั้น ทรงเป็นความเปี่ยมล้นแห่งพระพรที่หลั่งไหลมาสู่เรา พระองค์ทรงเป็นพระพรยิ่งใหญ่ที่วางไว้ ณ ที่เบื้องหน้าเรา ให้เราเลือกรับหรือไม่รับเท่านั้นเอง ขึ้นอยู่กับว่า วันนี้ เราเลือกพระพรหรือเปล่า หากเราไม่เลือกพระพร ก็เท่ากับเราเลือกสิ่งที่ตรงกันข้าม นั่นคือการไม่ได้รับพระพร หรือเราอาจจะบอกว่า นั่นคือการสาปแช่ง แต่ผมย่ำนะครับ พระเจ้าไม่จำเป็นต้องสาปแช่งเราหรอก หากแต่เราไม่เลือกเอาพระพรที่พระองค์ทรงวางไว้ให้ นั่นก็เท่ากับเป็นเราเองที่เลือกที่จะไม่รับพระพรนั้น และนั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เราเลือกชีวิตที่เป็นดังการสาปแช่งนั่นเอง

ในพระวรสาร เราพบคำตอบที่ชัดเจนของมนุษย์ผู้มีชีวิต และมนุษย์ผู้แสวงหาและรักษาชีวิตนั้นไว้... แท้จริงแล้ว ชีวิตคือการเลือกพระเยซูเจ้าเท่านั้นเอง ชีวิตอยู่ในพระองค์เท่านั้นเอง การเลือกพระองค์คือการเลือกเอาชีวต และการปฏิเสธพระองค์ ก็คือการสูญเสียชีวิตนั่นเอง... ดังนั้น เพื่อจะได้ชีวิตนั้นมาครอบครัว เงื่อนไขของการเลือกรับพระองค์เป็นชีวิตนั่นก็คือ การเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ คือการปฏิเสธตนเอง ปฏิเสธน้ำใจตนเอง และฟังพระองค์ครับ พระองค์ที่ได้ตรัสว่า จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวันและติดตามพระองค์... พี่น้องที่รักครับ พระองค์ไม่ได้บอกให้เราช่วยพระองค์แบกกางเขนนะครับ พระองค์ทรงแบกของพระองค์ และทรงเชื้อเชิญเราให้แบกรับกางเขนของเรา คือความยากลำบากต่างๆ ในชีวิตของเรา คือกางเขนของเราแต่ละคน ไม่ใช่กางเขนของพระองค์ แต่ได้ตรัสว่า... และติดตามเรา... คือติดตามพระองค์ดังเป็นชีวิตของเรา การเดินตามพระองค์คือความรอดพ้นและเป็นชีวิต

พี่น้องที่รักครับ ชีวิตคือสิ่งนี้เอง พลังของเราคือสิ่งนี้เองครับ ชีวิตคือการติดตามพระคริสตเจ้า อยู่ใกล้พระองค์ เราก็จะมีพลังเพียงพอที่จะรักษาชีวิตนั้นไว้ได้ เราไกลพระองค์วันใด เราก็ยิ่งห่างไกลโอกาสที่เราจะรักษาชีวิตนั้นไว้... นั่นคือ พระองค์เท่านั้นที่เป็นชีวิตและเป็นพลังแห่งชีวิตของเรา ชีวิตที่เลือกที่จะไม่อยู่ใกล้และสนิทสัมพันธ์กับพระองค์ ชีวิตที่เลือกเอาน้ำใจของตนเอง แต่ไม่เลือกพระองค์ นั่นคือชีวิตที่กำลังจะพินาศไป แต่ว่าชีวิตที่ติดสนิทสัมพันธ์กับพระองค์ เดินตามพระองค์ คือดำเนินชีวิตตามพระวาจาของพระองค์ เขาผู้นั้นก็จะสามารถรักษาชีวิตนั้นไว้สำหรับชีวิตนิรันดร

ฉันล่ะ วันนี้ ฉันต้องถามตนเองล่ะ... พระเจ้าไม่ได้บังคับให้ฉันเป็นคริสตัง พระองค์ไม่ได้ยังคับฉันให้รักและเลือกพระองค์ แต่พระองค์ทรงเป็นชีวิตและความรอดพ้นของฉัน พระองค์คือพระพรที่วางอยู่เบื้องหน้าฉัน บัดนี้ จงเลือกเอาเองเถอะ ฉันจะเลือกเอาชีวิตหรือปฏิเสธ

ข้าแต่พระเจ้า... พระองค์คือชีวิต แสงอาทิตย์แสงจันทร์ คอยส่องนำหนทาง นำชีวิตของลูก ข้าแต่พระองค์ ขอให้ลูกมีความกล้าหาญที่จะเลือกพระองค์ และปฏิเสธทุกสิ่งที่ไม่ใช่พระประสงค์ของพระองค์เถิด เพราะเพียงมีพระองค์ นั่นก็คือพระพรยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 7 มีนาคม 19 หลังวันพุธรับเถ้า
บทอ่าน ฉธบ 30:15-20 / ลก 9:22-25
ในพระวรสาร พระเยซูเจ้าได้ตรัสถึงเรื่อง “ผลกำไร” นิทานเปรียบเทียบเรื่องการใช้เงินตาแลนต์ ได้กล่าวถึงบรรดาคนใช้ ซึ่งได้รับความไว้วางใจ ในการใช้เงิน บางคนได้นำเงินที่ได้รับมาไปลงทุน และได้กำไรมาอีกหนึ่งเท่า พวกเขาได้รับการชมเชย และสมควรได้รับรางวัล อีกร้อยเท่า ขณะที่อีกคนหนึ่งไม่ได้นำเงินที่ได้รับมา เพื่อไปทำผลประโยชน์แต่อย่างใด และเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงได้รับคำติเตียน และสมควรได้รับการลงโทษจากนายของตัว
เราสามารถมีทุกสิ่ง ตามที่โลกเสนอให้แก่เรา แต่ให้เราหาเลี้ยงชีพ ด้วยความซื่อสัตย์และด้วยความยุติธรรม แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ เราต้องใช้สิ่งที่เราหาเลี้ยงชีพอย่างฉลาด เพื่อพระเป็นเจ้าและเพื่อคนอื่น เราต้องไม่ปล่อยให้เรา ตกเป็นเหยื่อของทรัพย์สมบัติและผลกำไร
อย่างไรก็ตาม พระเยซูเจ้าทรงต้องการบอกกับเรามากกว่านั้น: ถ้าเราสามารถทำงานอย่างหนัก เพื่อได้รับผลกำไรทางด้านวัตถุ ให้เราเรียนรู้ ที่จะทำงานหนัก เพื่อได้รับผลกำไรด้านจิตใจด้วย โดยการเพิ่มการงานที่ดีในชีวิตของเรา เพื่อพระเป็นเจ้าและเพื่อคนอื่น เช่น ให้เราเพิ่มและพยายามแสดงการให้อภัยมากขึ้น ต่อคนที่ทำร้ายเรา ให้มีความเมตตากรุณาและเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่ ต่อคนยากจน และทำความเข้าใจและมีความอดทนมากขึ้น ต่อประชาชนรอบๆตัวเรา ถ้าเราพลาดไป ที่จะทำให้ได้รับผลกำไรมากขึ้น จนทำให้เราห่างไกลจากพระอาณาจักร ดังนั้น ผลกำไรทางด้านวัตถุ ที่เราได้รับมา จะกลายเป็นสิ่งที่หมดความหมาย ต่อสายตาของพระเป็นเจ้า และมากกว่านี้ เราอาจจะพบกับการสูญเสียทุกสิ่งที่เรามี และแม้แต่ชีวิตนิรันดร
พระเยซูเจ้าทรงมีพระวาจาเพียงไม่มีกี่คำ ที่จะตรัสกับเราว่า “จะเป็นประโยชน์อะไร ที่จะได้รับโลกใบนี้เป็นกรรมสิทธิ์ แต่ต้องเสียวิญญาณของตัวเอง” ให้เราระลึกถึงคำเตือนของพระองค์อยู่เสมอ.

วันพฤหัสที่ 7 มีนาคม 19 หลังวันพุธรับเถ้า
บทอ่าน ฉธบ 30:15-20 / ลก 9:22-25
ในพระวรสาร พระเยซูเจ้าได้ตรัสถึงเรื่อง “ผลกำไร” นิทานเปรียบเทียบเรื่องการใช้เงินตาแลนต์ ได้กล่าวถึงบรรดาคนใช้ ซึ่งได้รับความไว้วางใจ ในการใช้เงิน บางคนได้นำเงินที่ได้รับมาไปลงทุน และได้กำไรมาอีกหนึ่งเท่า พวกเขาได้รับการชมเชย และสมควรได้รับรางวัล อีกร้อยเท่า ขณะที่อีกคนหนึ่งไม่ได้นำเงินที่ได้รับมา เพื่อไปทำผลประโยชน์แต่อย่างใด และเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงได้รับคำติเตียน และสมควรได้รับการลงโทษจากนายของตัว
เราสามารถมีทุกสิ่ง ตามที่โลกเสนอให้แก่เรา แต่ให้เราหาเลี้ยงชีพ ด้วยความซื่อสัตย์และด้วยความยุติธรรม แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ เราต้องใช้สิ่งที่เราหาเลี้ยงชีพอย่างฉลาด เพื่อพระเป็นเจ้าและเพื่อคนอื่น เราต้องไม่ปล่อยให้เรา ตกเป็นเหยื่อของทรัพย์สมบัติและผลกำไร
อย่างไรก็ตาม พระเยซูเจ้าทรงต้องการบอกกับเรามากกว่านั้น: ถ้าเราสามารถทำงานอย่างหนัก เพื่อได้รับผลกำไรทางด้านวัตถุ ให้เราเรียนรู้ ที่จะทำงานหนัก เพื่อได้รับผลกำไรด้านจิตใจด้วย โดยการเพิ่มการงานที่ดีในชีวิตของเรา เพื่อพระเป็นเจ้าและเพื่อคนอื่น เช่น ให้เราเพิ่มและพยายามแสดงการให้อภัยมากขึ้น ต่อคนที่ทำร้ายเรา ให้มีความเมตตากรุณาและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อคนยากจน และทำความเข้าใจและมีความอดทนมากขึ้น ต่อประชาชนรอบๆตัวเรา ถ้าเราพลาดไป ที่จะทำให้ได้รับผลกำไรมากขึ้น จนทำให้เราห่างไกลจากพระอาณาจักร ดังนั้น ผลกำไรทางด้านวัตถุ ที่เราได้รับมา จะกลายเป็นสิ่งที่หมดความหมาย ต่อสายตาของพระเป็นเจ้า และมากกว่านี้ เราอาจจะพบกับการสูญเสียทุกสิ่งที่เรามี และแม้แต่ชีวิตนิรันดร
พระเยซูเจ้าทรงมีพระวาจาเพียงไม่มีกี่คำ ที่จะตรัสกับเราว่า “จะเป็นประโยชน์อะไร ที่จะได้รับโลกใบนี้เป็นกรรมสิทธิ์ แต่ต้องเสียวิญญาณของตัวเอง” ให้เราระลึกถึงคำเตือนของพระองค์อยู่เสมอ.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view