สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2019 วันศุกร์หลังวันพุธรับเถ้า

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2019 วันศุกร์หลังวันพุธรับเถ้า

🌺 มือที่สวยงาม...ปรนนิบัติรับใช้
เท้าที่สง่างาม...นำข่าวดีไปประกาศ
ใจที่งามผุดผ่อง...ใจที่ถ่อมสุภาพ
ปากที่ทรงพลัง....ปากที่พูดพระวจนะ

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2019
วันศุกร์หลังวันพุธรับเถ้า
https://www.youtube.com/watch?v=0OVhFKUU6UA

❤ เมื่อลูกได้เชื่อ
https://youtu.be/T1jREr72LsU

🍎🍎🍎🍎🍎🍎🍎🍎🍎

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2019
วันศุกร์หลังวันพุธรับเถ้า
อ่าน :
อสย 58:1-9ก
มธ 9:14-15

เมื่อถูกถามถึง การปฎิบัติที่แตกต่าง
ในเรื่องการจำศีลของบรรดาศิษย์
พระเยซูเจ้าทรงตอบ เพื่อให้พวกเขาได้เข้าใจชัดว่า
คุณค่าของการกระทำนั้น
อยู่ที่จิตสำนึก ของเจตนาเป็นสำคัญ

เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกอิสยาห์
การจำศีลที่พระเจ้าพอพระทัย คือ
การปลดปล่อยผู้ถูกข่มเหงให้เป็นอิสระ
ช่วยเหลือคนที่หิวโหย แบ่งปัน สิ่งที่มี
สำหรับคนที่ต้องการ

หมายเหตุ..
ทำดีไม่จำเป็นต้องเรียกร้อง
คำชื่นชมจากใคร
แค่ใจรู้ว่า..จิตสำนึก ที่มี
มันดีก็พอแล้ว

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2019
วันศุกร์หลังวันพุธรับเถ้า

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“แต่ศิษย์ของท่านไม่จำศีลเลย...” (มธ 9:14-15)

ไม่จำเป็นต้องจำศีลอดอาหาร
เมื่อเจ้าบ่าว ยังอยู่กับพวกฉัน

และเจ้าบ่าวยังอยู่กับฉันหรือเปล่าล่ะ

ที่ใดมีความรักและความเมตตา
พระเจ้าประทับอยู่
ที่นั่นแหละ เจ้าบ่าวยังอยู่กับฉัน
และที่นั่น ฉันก็ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร

แต่...
วันนี้ เจ้าบ่าวยังอยู่กับฉันหรือเปล่าล่ะ
หรือฉันเอง ที่ผลักไสพระองค์ออกไป
เมื่อชีวิตของฉันช่างไร้ซึ่งความรักและความเมตตา
เจ้าบ่าวจะยังอยู่กับฉันหรือ...

________________

บทอ่านที่หนึ่งสะท้านใจจริงๆ (อสย 58:1-9ก) ทำไมข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องจำศีลอดอาหาร ถ้าพระองค์ไม่ทอดพระเนตร... ก็การจำศีลอดอาหารแบบนั้นหรือที่พระเจ้าทรงพอพระทัย เมื่อเรายังทะเลาะวิวาทกัน เมื่อยังโต้เถียงกัน ชกต่อยกันอย่างอยุติธรรม และดังนี้ เสียงภาวนาของเราจะไปถึงพระเจ้าหรือ... ดังนั้น การจำศีลอดอาหารของเราก็ไม่มีความหมายใดเลย

พี่น้องที่รักครับ ผมนำพี่น้องไตร่ตรองเมื่อวันพุธรับเถ้าไปแล้วครับ ว่า พระเจ้าไม่ได้รับอะไรจากเราเลย ในการจำศีลอดอาหารของเรา หากว่าเราจำศีลอดอาหาร แล้วเรากลับมากินเลือดกินเนื้อกันแทน นี่คือบูชาไร้ค่า ศรัทธาไร้ความเป็นจริงครับ แต่สิ่งที่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า กลับเป็นสิ่งที่ลูกของพระองค์รู้จักอดสิ่งที่บทอ่านที่หนึ่งกล่าวถึง คือ การทะเลาะวิวาท การโต้เถียงกัน และความอยุติธรรม... นี่ต่างหาก คือการจำศีลอดอาหารที่พระเจ้าทรงพอพระทัย และหากเราทำได้เช่นนี้แล้ว การจำศีลอดอาหารแบบที่ว่า แบบที่พระศาสนจักรกำหนด แบบที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ นั่นย่อมไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป และมันก็ไม่จำเป็นจริงๆ นะครับ คือ เราไม่ต้องทำก็ได้ เพราะสิ่งที่จำเป็นได้ทำแล้ว

พี่น้องที่รักครับ หมายความว่าอย่างไรครับ ที่ผมบอกว่า เราไม่ต้องจำศีลอดอาหารหรอก หากเราสามารถทำในสิ่งที่เราได้เรียนรู้ที่จะอดได้ อดในสิ่งที่ขัดต่อความรัก พระเมตตา และความอ่อนโยนของพระเจ้า หากเราอดสิ่งเหล่านี้ได้ นั่นคือ การทะเลาะวิวาท การโต้เถียง ความอยุติธรรม หากเราสามารถยิ้มกับทุกคนได้ หากเราสามารถพูดจากันดีๆ ได้ หากเราเลิกข่มเหง เอารัดเอาเปรียบกันได้ หากเราอดสิ่งเหล่านี้ได้ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องจำศีลอดอาหารแล้วก็ได้ครับ เพราะนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัยที่สุดแล้ว... สิ่งนี้เองที่สะท้อนภาพพระวรสารวันนี้ หากศิษย์ของพระเยซูเจ้าไม่จำเป็นต้องจำศีลอดอาหาร เพราะพระเยซูเจ้า เจ้าบ่าวยังอยู่กับเขาครับ และเวลานั้น เมื่อพระองค์ยังอยู่กับพวกเขา เขาก็ไม่จำเป็นต้องจำศีลอดอาหาร แต่เมื่อพระองค์จากไปนั่นแหละ พวกเขาจะจำศีลอดอาหาร

จริงครับ... หากพระเยซูเจ้าประทับอยู่กับเรา พี่น้องที่รัก เราจะจำศีลอดอาหารทำไม... แต่สิ่งที่เราต้องไตร่ตรองและถามตนเองในวันนี้คือ... พระองค์ทรงประทับอยู่กับเราจริงๆ หรือเปล่า พระองค์ยังประทับอยู่กับเราหรือไม่ เรายังมีเจ้าบ่าวอยู่กับเราหรือไม่ หากเราจะเรียนรู้คำที่ว่า “ที่ดีความรัก และความเมตตา พระเจ้าประทับอยู่...” พี่น้องที่รักครับ นี่แหละ คือสิ่งที่เราต้องไตร่ตรองในวันนี้ เรายังมีเจ้าบ่าวอยู่กับเราหรือ เราคงต้องถามตนเองต่อไปว่า วันนี้ หัวใจเราเป็นอย่างไร ใจเราเปี่ยมด้วยความรักและความเมตตาต่อเพื่อนพี่น้องหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้น นั่นหมายความว่า พระเจ้าประทับอยู่กับเรา เจ้าบ่าวของเรายังอยู่กับเรา แล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องอดอาหารหรอก... แต่ในความเป็นจริง พี่น้องที่รัก คนอื่นๆ เขาสัมผัสได้ไหมว่า เจ้าบ่าวยังอยู่กับเรา หากบรรยากาศในชีวิตของเรา มันเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ เอาเป็นเอาตายกัน ข่มเหงซึ่งกันและกัน ทะเลาะวิวาทและโต้เถียงกัน ชกต่อยกันอย่างอยุติธรรม แล้วดังนี้แล้ว พระเจ้าจะยังอยู่กับเราหรือ นี่หรือ คือบรรยากาศที่พระเจ้าประทับอยู่ นี่หรือคือบรรยากาศที่เจ้าบ่าวยังอยู่กับเรา ที่เราไม่จำเป็นต้องจำศีลอดอาหาร...

และนี่แหละครับ สิ่งตอกย้ำในชีวิตคริสตชน สิ่งตอกย้ำในชีวิตผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกของพระในเทศกาลแห่งความโปรดปรานของพระเจ้านี้ เราจำศีลอดอาหารไปทำไม หากพระเจ้าไม่ทรงพอพระทัย ก็หากการจำศีลอดอาหารของเราเป็นแบบนั้น พระเจ้าจะพอพระทัยได้อย่างไร เมื่อเราจำศีลอดอาหาร แล้วชีวิตของเราขาดความยุติธรรม เรายังทะเลาะกัน นินทาว่าร้ายกัน เอาเป็นเอาตายกัน พี่น้องที่รัก ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องจำศีลหรอก... แต่ให้เรากลับไปตามหาเจ้าบ่าวของเรามาประทับอยู่กับเราเถอะ เชิญพระองค์กลับมาเถอะ เชิญพระองค์กลับมาสู่บ้านของเรา ครอบครัวของเรา หมู่คณะนักบวชของเราที่เปี่ยมด้วยความรักและความเมตตา และดังนี้แหละ เมื่อเรามีเจ้าบ่าวประทับอยู่กับเราแบบนี้แล้ว พี่น้องครับ กินไปเถอะ ทานไปเถอะ มีความสุขเถอะ ไม่ต้องจำศีลอดอาหารแล้วครับ...

แต่ แต่ แต่ พี่น้องครับ... วันนี้ เรามั่นใจเพียงใด ว่าเจ้าบ่าวยังอยู่กับเรา...ฉันมั่นใจได้ขนาดไหน ว่าชีวิตของฉัน ฉันกำลังอยู่กับเจ้าบ่าว และเจ้าบ่าวยังอยู่กับฉัน???

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ไม่ทรงต้องการการจำศีลอดอาหารที่ขาดความรัก ความเมตตาและความยุติธรรม นั่นคือสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงพอพระทัย... พระเจ้าข้า ขอให้ลูกถวายแด่พระองค์ ซึ่งเครื่องบูชาที่พอพระทัย นั่นคือเครื่องบูชาแห่งชีวิตที่รักและเมตตา นั่นคือการอดสิ่งที่ทำร้ายซึ่งกันและกัน พระเจ้าข้า... ขอทรงช่วยลูก พระเจ้าข้า เจ้าบ่าวของลูก ประทับกับลูกเสมอเถิด ขออย่าทรงไปไหนไกลจากลูกเลย... เพื่อหัวใจของลูก เมื่อมีพระองค์ การจำศีลอดอาหารก็ไม่จำเป็น.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 19 หลังวันพุธรับเถ้า
บทอ่าน อสย 58:1-9ก / มธ 9:14-15
พระสงฆ์ท่านหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่า ท่านได้รับเชิญให้ไปประกอบมิสซา ที่อารามของซิสเตอร์แห่งหนึ่ง และรับประทานอาหารเช้าหลังมิสซา ท่านได้สังเกตว่า พวกซิสเตอร์ไม่ได้รับประทานอาหาร จึงได้ถามซิสเตอร์ว่า ทำไมพวกซิสเตอร์จึงไม่รับประทานอาหารเช้า และได้รับคำตอบว่า พวกซิสเตอร์จำศีลอดหารในวันนั้น และในวันอื่นๆในเทศกาลมหาพรต ส่วนพระสงฆ์ท่านนั้นได้บอกว่า ท่านได้รับประทานปลาอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อท่านระลึกถึงพระวาจาที่พระเยซูเจ้า ที่ได้ตรัสในพระวรสารวันนี้ จึงได้พูดกับพวกซิสเตอร์ว่า “ทำไมท่านจึงจำศีลอดอาหาร ขณะที่เจ้าบ่าวอยู่กับท่าน?” ทำให้พวกซิสเตอร์หัวเราะพร้อมกัน
ที่จริง เมื่อมีเวลาที่น่ายินดี จึงไม่ควรที่จะมีกิจการและจิตใจที่น่าเศร้า พระเยซูเจ้าได้เสด็จมา เพื่อนำข่าวดี ความยินดี และความรอดมาให้ แต่ประชาชนกลับไม่เข้าใจ และพากันเศร้าใจ หรือจำศีลอดอาหาร พระสันตะปาปาได้เน้นถึงการประกาศพระวรสาร ด้วยความชื่นชมยินดี เพราะว่าพระเยซูเจ้าได้นำความชื่นชมยินดีมาให้ และเราต้องทำเช่นเดียวกัน แน่นอน มีเวลาสำหรับความเศร้าใจ หรือการจำศีลอดอาหาร แต่ไม่ใช่ในเวลาที่เจ้าบ่าวอยู่กับเรา ... เราเป็นผู้นำความชื่นชมยินดี มาให้แก่บุคคลรอบๆตัวเราหรือไม่? ถ้าไม่ใช่ อะไรที่ขัดขวางมิให้เราฉลองการประทับอยู่กับพระเยซูเจ้า?
คุณแม่เทเรซากล่าวว่า“ อย่ามัวแต่คอยผู้นำ จงลงมือทำเอง แบบตัวต่อตัว”...”แต่ละคน คือ พระเยซูเจ้าผู้แปลงร่าง”...” วันนี้ทุกคนดูเหมือนว่ากำลังรีบเร่งอย่างน่ากลัว วิตกกังวลเพื่อการพัฒนาที่ใหญ่โตขึ้น และเพื่อสะสมทรัพย์สมบัติให้มากขึ้น จนว่าลูกๆมีเวลาน้อยมากสำหรับพ่อแม่ พ่อแม่ก็มีเวลาน้อยให้ต่อกันและกัน และที่บ้านก็เริ่มขาดสันติสุข”.. “ดิฉันพยายามให้คนยากจน เพราะความรัก เหมือนอย่างที่คนร่ำรวยพยายามทำเพื่อเงิน ดิฉันจะไม่แตะต้องคนโรคเรื้อน เพราะเงินหลายพันปอนด์ แต่ดิฉันจะรักษาพวกเขา เพราะความรักต่อพระเป็นเจ้า”.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view