สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

🌼 ถ้าแม้นความเจ็บปวด
ทำให้ฉันเหมือนพระคริสต์ยิ่งขึ้น
ฉันก็ยอมที่จะอยู่ในความเจ็บปวด
เพื่อเมื่อฉันทนสู้ได้แล้ว
ฉันจะได้มีชีวิตตามพระทัยของพระคริสต์

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=sg0hOa2HWTE

🌼 เราจะเปล่งเสียงโมทนา
http://youtu.be/zqBD24pwCmA

🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
ลนต 19:1-2,11-18
มธ 25:31-46

มาตรฐานในการแยกแยะของพระเจ้า
ผู้ที่จะได้ช่ือว่า เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์
รับพระพรจากพระองค์ คือ
คนที่เห็นความต้องการของเพื่อนพี่น้อง
แล้วยื่นมือไป ให้ความช่วยเหลือ

เสียงของพระเจ้าผ่านทางโมเสส
เพื่อให้ประชากรของพระองค์เป็นคนศักดิ์สิทธิ์นั้น
พวกเขาต้องไม่ลำเอียง รักเพื่อนบ้าน
เหมือนรักตนเอง

หมายเหตุ..
บางเวลา คน ก็ต้องการมือที่ช่วยเหลือ
เพื่อเข้าใจ ปาก ที่สวดมนต์

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 2019
อาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา...” (มธ 25:31-46)

ทุกวัน ทุกมิสซา
เมื่อพระสงฆ์ยกศีลมหาสนิทขึ้น
ฉันอาจจะก้มกราบลงจรดพื้น เพื่อนมัสการพระองค์

แต่ไฉน...
บางครั้งในชีวิตจริง
ฉันแทบไม่เคยก้มหัว
หรือย่อเข่าให้ใครเลย

ทั้งที่ ณ ที่นั่น คือปังแห่งชีวิตที่พระบิดามอบให้ฉันทุกวัน
ที่ซึ่งพระคริสตเจ้าทรงประทับอยู่อย่างแท้จริงในตู้ศีลแห่งชีวิตของพี่น้องของฉัน
แต่ฉันจำพระองค์ไม่ได้ ฉันไม่รู้จักพระองค์ และฉันไม่แยแสอะไรเลยต่อพระองค์???

________________

อ่านบทอ่านที่หนึ่ง (ลวต 19:1-2, 11-18) จากหนังสือเลวีนิติจบ แทบต้องถอนหายใจ... ต้องขนาดนี้เชียวหรือ เป็นคริสตังอ่ะ... แต่คำตอบเป็นเช่นนั้นครับ เพราะนี่คือกระแสเรียกของเราจริงๆ มิฉะนั้นแล้ว ไม่ต้องก็ได้ ไม่ต้องเป็นคริสตังก็ได้ครับ และหากคิดแบบเด็กๆ เราอาจจะบอกว่า ไม่ดีกว่า เป็นคริสตังอ่ะ เหนื่อยอ่ะ ไม่เอาดีกว่า ทำไมเราต้องดีขนาดนั้นด้วยอ่ะ... นี่แหละครับ สิ่งที่เรียกว่าวุฒิภาวะของการเป็นคริสตชน... หากว่าเราจะลาออกจากการเป็นคริสตัง เพราะบางคนทำอะไรที่เราไม่พอใจ เพียงแต่ไม่ชอบพัดลมที่คนเปิดใส่หน้าเรา เพียงแค่สถานการณ์บางอย่างทำให้เราเสียสมาธิ เสียความรู้สึกเมื่ออยู่ในวัดวันอาทิตย์ แล้วเราก็บอกว่า ฉันจะลาออกจากการเป็นคริสตชนแล้วล่ะ โอ้ พี่น้องที่รัก เราคงต้องกลับมานั่งไตร่ตรองใหม่ล่ะครับว่า วุฒิภาวะของการเป็นคริสตชนของเราเป็นอย่างไร เราโตขึ้นบ้างไหม เราโตขึ้นมากน้อยเพียงใดในการเป็นคริสตชน ในการเป็นลูกของพระเจ้า เพราะนี่คือกระแสเรียกของเราจริงๆ ครับ... “ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเรา องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์... แค่ย่อหน้าแรกนั้น เราก็แทบถอนหายใจครั้งใหญ่แล้วล่ะ ย่อหน้าที่สองและสามของบทอ่านวันนี้ ไม่มีอะไรต้องอธิบายเลยจริงๆ เพราะเป็นสิ่งที่ขยาย และทำให้เราเข้าใจความหมายของย่อหน้าแรก ที่เป็นกระแสเรียกพื้นฐานของคริสตชนอย่างเราท่านทั้งหลาย

ลูกวินเซนเดอปอลอย่างผม พ่อเป็นเป็นสมาชิกสมาคมนักบุญวินเซนเดอปอลครับ มันเกี่ยวอะไรที่ผมต้องพูดเช่นนี้... เกี่ยวมากครับ... เพราะความเป็นลูกของวินเซนฯนี้เอง ประโยคนี้ คือประโยคที่ได้ยินมาตั้งแต่เล็กๆ ตั้งแต่เด็ก และเป็นประโยคที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมต้องพัฒนาวุฒิภาวะความเป็นคริสตชนให้ยิ่งวันยิ่งมากขึ้น ... คือประโยคที่ผมเลือกมาไตร่ตรองวันนี้นี่เองครับ... “ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา...” (มธ 25:31-46) นี่คือบรรทัดฐานของการวัดว่า เรามีวุฒิภาวะในการเป็นคริสตชนมากน้อยเพียงใด... ศีลล้างบาป อาจทำให้เราเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้าและพระศาสนจักรของพระองค์ เรามีสิทธิ์กลับบ้านแห่งสวรรค์ของเรา เพราะเราเป็นลูกพระ แต่บรรทัดฐานที่เป็นเครื่องวัดว่า เราเหมาะสมที่จะเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้ามากน้อยเพียงใดนั้น อยู่ที่พระวรสารนักบุญมัทธิวบทที่ 25 ที่เราอ่านในวันนี้ครับ

“ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา...” (มธ 25:31-46) ใช่ครับ นี่สิ่งที่ผมถามต่อเมื่อครั้งเด็กๆ ครับ... ใครคือพี่น้องที่ต่ำต้อยนั้น ที่หากว่าผมละเลยเขา มันคือการละเลยเมินเฉยต่อพระคริสตเจ้าเลยล่ะ... ผมเป็นลูกวัดพระหฤทัย ขลุง จันทบุรี ผมจำได้ว่า ผมได้เคยสวดบทอธิษฐานขอชดเชยบาปเวลาที่เฝ้าศีลวันศุกร์ต้นเดือน มีความตอนหนึ่งที่เราขอโทษพระเยซูเจ้าคือ... “การเมินเฉยต่อศีลมหาสนิท...” โอ้ หากการเมินเฉยต่อศีลมหาสนิทเป็นบาปล่ะก็ จากจุดนี้ ก็ไม่มีอะไรน่าสงสัยเลย ทำไมการเมินเฉยต่อเพื่อนพี่น้อง ก็เป็นบาปไม่แพ้กัน... หากเราก้มกราบนมัสการศีลมหาสนิทอย่างดีที่สุด แต่ในชีวิตจริง เราอาจจะไม่เคยก้มหัว หรือย่อเข่าให้ใครเลยในบรรดาพี่น้องของเรา... นั่นแหละครับ การเมินเฉยและการทุราจารอันน่าสยดสยองที่เราทำต่อพระเยซูเจ้า เมื่อพระองค์เองที่ประทับอยู่ในชีวิตของเพื่อนพี่น้องของเรา และพี่น้องของเราแต่ละคนนั้นเอง ที่เป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้าในชีวิตของตนเอง... ดังนั้น เราทำสิ่งใดต่อพี่น้องของเรา นั่นคือการทำต่อพระเยซูเจ้าเองครับ... เหนื่อยไหม กับการเป็นคริสตชน... แต่นี่คือกระแสเรียกของเราครับ เราไม่มีตัวเลือก เราต้องเป็น และเราต้องพยายามที่สุดที่จะต้องเป็นเช่นนั้น... จงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเรา องค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์... จบเกม จบข่าว นี่คือคำตอบครับ...

แล้วไอ้พี่น้องแบบนี้อ่ะหรือ ที่พระเยซูเจ้าประทับอยู่ คนที่มันชี้หน้าด่าตวาดฉันอ่ะหรือ คนที่มันใส่ร้ายป้ายสีฉันตลอดเวลาอ่ะหรือ คนที่มันหน้าเลือดเหลือเกินอ่ะหรือ คนที่มันขโมยของฉันอ่ะหรือ ไอ้พวกนี้อ่ะหรือ คือพระองค์... โอ้ พระเยซูเจ้า ใครจะไปจำพระองค์ได้ เมื่อพระองค์ทรงมีสภาพเช่นนั้น... พระองค์ต้องเป็นคนดีซิ พระองค์ต้องน่ารักซิ พระองค์ต้องศักดิ์สิทธิ์ซิ ลูกจะได้จำพระองค์ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ใครจะไปจำพระองค์ได้ล่ะ...

โอ้วิญญาณข้าเอ๋ย... เพราะฉันใจแคบกับพระองค์เหลือเกิน ฉันไม่เคยแบ่งอาหารให้พระองค์เลย พระองค์เลยต้องหยิบอาหารของฉันทานนิดเดียว แต่ฉันก็เอาเป็นเอาตายพระองค์ ตราหน้าพระองค์เป็นหัวขโมย... เพราะฉันไม่เคยพูดจาดีๆ กับพระองค์เลย เพราะฉันไม่เคยแยแสหรือสนใจพระองค์เลย พระองค์เลยเศร้าเหลือเกิน เหมือนคนเป็นโรคจิต และบางครั้งก็ทำสิ่งไม่ดีกับฉันบ้าง ฉันก็รังเกียจพระองค์สุดๆ ... แต่แท้จริงแล้ว ที่พระองค์เป็นอย่างนั้น เพราะรักของฉันยังไม่พอ เพราะชั้นยังไม่เคยแบ่งปันสิ่งดีๆ เพื่อพระองค์บ้างเลย พระองค์เลยเป็นอย่างนั้น...

โอ้วิญญาณข้าเอ๋ย เจ้านั่นแหละ ทำให้พระองค์เละเทะขนาดนั้น ย่ำแย่ขนาดนั้น แล้วสุดท้าย เจ้าก็เกลียดพระองค์ที่สุด เพราะเจ้าบอกว่าพระองค์ไม่น่ารักเลย ฉันจำพระองค์ไม่ได้...

ข้าแต่พระเจ้า ลูกของโทษ หากแต่ละวันในชีวิตของลูก ลูกจำพระองค์ไม่ได้ ทั้งๆ ที่สภาพย่ำแย่ขนาดนั้นของพระองค์ เพราะลูกเองที่ทำร้ายพระองค์ เพราะลูกเองที่ไม่เคยสนใจแยแสต่อพระองค์ ทำให้พระองค์ตกต่ำย่ำแยขนาดนั้น... พระเจ้าข้า โปรดเอาใจหินออกจากลูกเถิด และใส่ใจเนื้อของพระองค์ที่แสนอ่อนโยนไว้แทนในชีวิตลูก เพื่อลูกจะได้จดจำพระองค์ได้เสมอในบรรดาพี่น้องของลูกที่ต่ำต้อย และลูกเองที่มองเขาต่ำต้อย จนมองไม่เห็น และจำไม่ได้ว่า นั่นคือ พระองค์เองผู้เสด็จมาหาลูก

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม 19 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน ลนต 19:1-2,11-18 / มธ 25:31-46
ท่านปล่อยให้ความรักของพระเป็นเจ้าครอบครองหัวใจของท่านหรือไม่? นักบุญออกัสตินแห่ง ฮิปโป (354-430) ได้เคยพูดว่า “เป็นความจริงว่า มีคนสองประเภท เพราะว่ามีความรักสองชนิด ชนิดแรกเป็นความรักที่ศักดิ์สิทธ์ ชนิดที่สองเป็นความรักที่เห็นแก่ตัว ชนิดหนึ่งยอมรับพระเป็นเจ้า อีกชนิดหนึ่งพยายามทำตัวเท่ากับพระองค์” พระเยซูเจ้าได้เสด็จมา ไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้บทบัญญัติแห่งความชอบธรรมสำเร็จไป (ลนต 19) แต่เพื่อเปลี่ยนแปลงมัน ผ่านทางความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข และพระเมตตาของพระเป็นเจ้า ที่มีต่อเรา
พระเยซูเจ้าได้พิสูจน์ความรักที่มีต่อเรา โดยการถวายขีวิตของพระองค์บนไม้กางเขน เพื่อเป็นพลีบูชาชดเชยบาทของเรา ความตายของพระองค์นำอิสรภาพ และชีวิตมาให้เรา อิสรภาพจากความกลัว ความเห็นแก่ตัว ความโลภ และชีวิตที่ความอุดมสมบูรณ์ในพระจิตเจ้า ซึ่งทำให้หัวใจของเราเต็มไปด้วยความรักของพระเป็นเจ้า (รม 5:5) ท่านปล่อยให้ความรักของพระเป็นเจ้า ชำระล้างหัวใจของท่าน และเปลี่ยนแปลงจิตใจ เพื่อคิด ทำ และรักคนอื่น อย่างที่พระเยซูเจ้าได้สอน ผ่านทางพระวาจาและตัวอย่างหรือไม่?
นิทานเปรียบเทียบเรื่องแพะและแกะ มีลักษณะคล้ายกับนิทานเปรียบเทียบเรื่องคนร่ำรวย ซึ่งปฏิเสธที่จะช่วยเหลือลาซารัสผู้ยากจน ซึ่งขอทานทุกวันที่ปากประตูบ้านของคนร่ำรวย (ลก 16:19-31) แม้ว่าลาซารัสยากจน และขาดแคลนสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต อย่างไรก็ตาม เขาก็มีความหวังในพระเป็นเจ้า และคำมั่นสัญญาในเรื่องชีวิตนิรันดร ในพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า คนร่ำรวยรักทรัพย์สมบัติ มากกว่าความรักต่อพระเป็นเจ้าและเพื่อนบ้าน และเมื่อเทวดานำลาซารัสเข้าในอ้อมกอดของอาบราฮัม เพื่อรับรางวัลในสวรรค์ ส่วนคนร่ำรวยจะตกในไฟนรก นิทานเปรียบเทียบจึงเน้นกำแพงที่แบ่งแยกระหว่างคนร่ำรวยและลาซารัส.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view