สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 12 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

วันอังคารที่ 12 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

🍒 พระองค์จะทรงทำให้ความมืดมิด
แห่งความทุกข์ลำบากหมดไป
แต่จะทรงประทานความแข็งแกร่ง
และสันติสุขมาทดแทนให้....
แก่บรรดาคนเหล่านั้นที่เชื่อ
และไว้วางใจในการนำของพระองค์

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 12 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=yZvwUxOJIQU

🌼The Lord's Prayer (Our Father)
https://youtu.be/7m7ZV0XAMto

🌺 ข้าแต่พระบิดา
http://youtu.be/j_AH3X5gtk4

🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊🍊

วันอังคารที่ 12 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
อสย 55:10-11
มธ 6:7-15

เมื่อพระเยซูเจ้า สอนศิษย์ของพระองค์
ในเรื่องการอธิษฐานภาวนานั้น พระองค์เน้นว่า
อย่าพูดเยอะ แต่ให้ทำเยอะ ด้วยการ
สรรเสริญพระเจ้า สำนึกในความอ่อนแอของตน
ถ้าอยากให้พระเจ้าทำสิ่งใดกับเรา
จำเป็นที่เราต้องทำสิ่งเหล่านั้นกับเพื่อนพี่น้องก่อนเช่นกัน

เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกอิสยาห์ ตอกย้ำ
ความคิดของพระเจ้านั้น อยู่เหนือความคิดของมนุษย์
ดังนั้น ทรงทราบทุกสิ่ง แม้มนุษย์ ไม่ได้พูดออกมา

ความสุข ความชื่นชมยินดี จากการอธิษฐานภาวนา
ในชีวิตของนักบุญแปร์เปตูอา และเฟลีชีตัส
เพื่อยืนยันถึงความเชื่อในพระคริสตเจ้า
แสดงออกให้เห็นในใบหน้า ที่ยิ่มแย้มแจ่มใส
แม้จะถูกเบียดเบียน จบชีวิตเป็นมรณสักขี
แต่ท่านทั้งสองยังคงยินดี

หมายเหตุ..
บางคนอาจสงสัยในสิ่งที่คุณพูด
เพราะเขา เชื่อในสิ่งที่คุณทำ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันอังคารที่ 12 มีนาคม 2019
อาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“พระประสงค์จงสำเร็จไป...” (มธ 6:7-15)

นี่คือกระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์
ของบรรดาคริสตชน ลูกของพระเจ้า ศิษย์ของพระเยซู

ด้วยเหตุผลที่เรามีพระเจ้าเป็นพระบิดาองค์เดียวกัน
ความศักดิ์สิทธิ์ของเราจึงต้องชัดเจนในความเป็นพี่น้องกัน

และนั่นคือความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า
และความเป็นหนึ่งเดียวกับเพื่อนพี่น้องของเรา

นี่แหละ คือพระประสงค์ของพระบิดา
ที่เราวอนขอให้สำเร็จไปในแผ่นดินดังในสวรรค์
นี่แหละคือความศักดิ์สิทธิ์ของเรา
ที่เราต้องเป็น และทำให้โลกศักดิ์สิทธิ์ด้วย มิใช่หรือ...

________________

บทไตร่ตรองของผมเมื่อวานนี้ ดูจะไม่มีคำตอบอะไรเลย ในขอบเขตว่า เท่าใดถึงจะพอ ที่เราต้องพยายามเป็นคนดี สูงกว่ามาตรฐานของโลก เพื่อเราจะสมที่จะเป็นคริสตชน ลูกของพระเจ้า ศิษย์ของพระเยซู ดูจะเป็นเรื่องที่เราต้องคิด คิด คิดมากๆ คิดอย่างละเอียด เพื่อสิ่งที่ดีกว่า เพราะเหตุผลที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือเพราะเราเป็นคริสตชนนั่นเอง... และมันจะมากเกินไปหรือเปล่า มันเป็นความจริงจังเกินไปหรือเปล่า ที่เราอาจจะต้องทำมากมายขนาดนั้น สิ่งนี้ไม่มีใครตอบได้ ว่า เท่าไรจึงจะพอ เพราะตราบจนวันที่เราสิ้นชีวิตลง ความศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ก็ยังอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าที่ค้ำจุนเรา เพื่อให้เราเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ดังที่พระองค์ทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์

และนี่แหละ พระวาจาของพระเจ้าที่เราได้ฟังเมื่อวานนี้ จึงมีผลมากมายเหลือเกินต่อจิตวิญญาณของเราในความเป็นลูกของพระองค์ ที่ทำให้เราได้ตระหนักถึงสิ่งที่เราเป็นนี้ พระวาจาที่พระองค์ได้ตรัสนั้น จึงเป็นดังสิ่งนี้ คือเป็นดังที่บทอ่านที่หนึ่งในวันนี้บอกกับเรา (อสย 55:10-11) คือเป็นดังฝนและหิมะที่ลงมาจากฟ้า และจะไม่กลับไปที่นั่นถ้าไม่ได้รดแผ่นดิน ทำให้แผ่นดินอุดม ทำให้พืชงอกขึ้น นั่นคือผลที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสนั่นเอง...

สิ่งที่ผมได้ไตร่ตรองและแบ่งปันกับพี่น้องเมื่อวานนี้ คงทำให้เราคริสตชนมีการบ้านมากมายที่ต้องคิดและทำให้เป็นผลสำเร็จจริงๆ จากการได้อ่านหรือฟังพระวาจาของพระองค์เมื่อวานนี้ ชีวิตคริสตชนจึงดูเหมือนว่ามีอะไรให้ต้องคิดต้องทำมากกว่าคนอื่นๆ เพราะสิ่งที่เราปรารถนา คือพระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จไปในแผ่นดินดังในสวรรค์ สิ่งต่างๆ ที่พระเยซูเจ้าทรงสอนเรานั้น คือชีวิตที่ดำเนินไปตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า คือ ... ท่านคงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ นี่คือข้อเรียกร้องในฐานะที่เราเป็นลูกของพระองค์ เราจะต้องมีความละม้ายคล้ายคลึงกับพระองค์ นั่นคือหัวใจเราที่ต้องอ่อนโยนละมุนละม่อม หัวใจของเราต้องอ่อนหวาน ด้วยความรักที่ละเอียดอ่อนแบบความรักของพระเจ้าเท่านั้นเอง เราจึงจะสามารถเข้าใจ และดำเนินชีวิตตามพระวาจาของพระองค์ได้

หลังจากคำสอนที่สูงกว่ามาตรฐานของโลกที่พระเยซูเจ้าทรงสอนในพระวรสารนักบุญมัทธิว บทที่ห้า และบทที่หก ที่พระองค์ทรงเรียกร้องบรรดาลูกของพระเจ้า ประชากรของพระองค์ นั่นคือ การเป็นคนดีบริบูรณ์ ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ทรงความดีบริบูรณ์ อันเป็นสิ่งที่เราไม่มีทางเลือก เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า และเราต้องมีใจเช่นเดียวกับพระองค์ เราต้องเป็นเช่นนั้น... มันอาจจะเป็นการเรียกร้องที่หนักหน่วงจริงๆ ว่า หากไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว เราไม่ต้องเป็นคริสตชนก็ได้ เราไม่ต้องมาเป็นศิษย์พระคริสตเจ้าก็ได้ หากว่าเราจะดีเพียงแค่มาตรฐานของโลกเท่านั้น แต่ว่า เพราะเราเป็นคริสตชน เราเป็นศิษย์พระเยซู มาตรฐานของเราคือมาตรฐานนี้ ที่สูงกว่ามาตรฐานของโลก

ดังนี้เอง วันนี้ พระเยซูเจ้าสอนเรา ให้เรียนรู้หนทางของการได้พบพลังฝ่ายจิตที่เพียงพอในการเจริญชีวิตเยี่ยงการเป็นบุตรของพระเจ้า หลังจากที่พระองค์ทรงสอนเรื่องการจำศีลอดอาหาร และการทำบุญให้ทานแล้ว พระองค์สอนเราต่อในเรื่องของการอธิษฐานภาวนาด้วย อันเป็นหนทางที่เราจะพบพลังฝ่ายจิตที่ทำให้เราปฏิบัติพระประสงค์ของพระเจ้าในธรรมชาติของการเป็นลูกของพระองค์อย่างแท้จริง

บทภาวนาเพียงบทเดียวที่พระเยซูเจ้าทรงสอนเรา คือ “บทข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย...” คือบทภาวนาที่ครบครันและสมบูรณ์ที่สุด ด้วยเป็นบทภาวนาที่เราวอนขอพระบิดาเจ้า ที่ทรงเป็นพระบิดาของเราทุกคน ไม่ใช่ของฉันคนเดียว นั่นจึงแฝงไปด้วยจิตตารมณ์ของความเป็นพี่น้องกัน และธรรมชาติของความเป็นพี่น้องกันนั้น คือชีวิตที่ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รักกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการพลังฝ่ายจิตที่พระเจ้าประทานให้ และแท้จริงแล้ว พระเยซูเจ้าได้บอกกับเราว่า พระบิดาทรงทราบทุกอย่างที่เป็นความจำเป็นของเราก่อนที่เราจะภาวนาเสียอีก ซึ่งเราอาจจะถามว่า หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ทำไมพระองค์ไม่ประทานให้เราเลย ในสิ่งที่เราจำเป็นและต้องการ... พี่น้องที่รักครับ พระเจ้าทรงเคารพอิสรภาพของมนุษย์เสมอ พระองค์ทรงประทานอำเภอใจให้เรา และดังนี้ พระองค์ไม่ทรงเข้ามามีบทบาทมากมายในชีวิตเรา หากเราไม่ต้องการให้พระองค์เข้ามาและมีบทบาทในชีวิตเราจริงๆ บทภาวนาบทนี้ จึงเป็นการมอบความวางในพระเจ้าอย่างที่สุด คือเราแสดงออกซึ่งความพร้อมให้พระองค์เข้ามาและมีบทบาทในชีวิตเรา โดยมีพระประสงค์ของพระองค์เป็นที่ตั้ง... ขอให้พระประสงค์ของพระองค์ขงสำเร็จไป ในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์

พี่น้องที่รัก พระวาจาของพระองค์ ทำให้เราเกิดพลังและแรงขับเคลื่อนภายในจิตวิญญาณของเรา ผมเอง เมื่อวานนี้ เมื่อไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าแล้ว ผมก็เกิดความรู้สึกที่คงไม่ต่างกับพี่น้องนักหรอก นั่นคือ เราต้องเป็นคนดี คนอ่อนโยน คนศักดิ์สิทธิ์มากขนาดไหน จึงจะเพียงพอตามคำสอนของพระเยซูเจ้า... คงไม่มีวันเพียงพอ เมื่อมองดูความรักที่พระเจ้าทรงเป็นผู้ริเริ่มรักเราก่อน เมื่อมองดูแต่ละวันว่าเป็นพระพรและความอ่อนโยน ความอ่อนหวานของพระเจ้า พระดำริที่แสนละเอียดอ่อนของพระองค์ที่จะทรงรักเรา สิ่งนี้คงเป็นคำตอบของเราในที่สุด “ฉันต้องทำเพียงใด มากเพียงไหน ต่อเพื่อนพี่น้อง...” เพราะถ้าเราให้อภัยผู้ทำผิด พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ก็จะประทานอภัยแก่เราด้วย ตรงกันข้าม หากว่าเราไม่ให้อภัยแก่พี่น้องของเรา พระองค์ก็จะไม่ประทานอภัยแก่เราด้วยเช่นเดียวกัน

บทข้าแต่พระบิดา... จึงเป็นบทภาวนาแห่งภราดรภาพจริงๆ เป็นบทภาวนาแห่งความเป็นพี่น้องกัน เป็นบทภาวนาที่เราทูลขอพระบิดา เพื่อให้เรามีหัวใจที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ คือหัวใจที่แสนรักแสนอ่อนโยนเหมือนกับพระองค์ ในความต่อเพื่อนพี่น้อง และนี่แหละ คือการขอให้พระประสงค์ของพระองค์จงสำเร็จไป ในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์ นั่นคือ สวรรค์ ณ แผ่นดิน ไม่ใช่หรือ นี่แหละคือความศักดิ์สิทธิ์ของเราคริสตชน ลูกของพระเจ้า ศิษย์ของพระเยซู

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้พระประสงค์ของพระองค์จงสำเร็จไป ด้วยขอให้ดวงใจของลูกเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา และเป็นหนึ่งเดียวกันกับเพื่อนพี่น้อง เพราะลูกทุกคน เป็นลูกที่มีพระองค์เป็นพระบิดาองค์เดียวกัน

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 12 มีนาคม 19 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน อสย 55:10-11 / มธ 6:7-15
การสวดภาวนาเป็นหัวข้อที่พูดถึงมากที่สุด ในเรื่องชีวิตจิต มีหนังสือมากมายที่ให้หัวข้อเรื่องการสวดภาวนา พระเยซูเจ้าเองได้ชี้ให้เห็นจุดต่างของการสวดภาวนา ให้แก่บรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ และบรรดาอัครสาวก พระองค์ยังได้สอนพวกเขาให้สวดภาวนา
พระวรสารได้บอกคำแนะนำ ในเวลาที่เราต้องการสวดภาวนา:
1. เมื่อเราสวดภาวนา เราไม่ต้องคำนึงถึงระยะ “เวลา”ที่เราใช้ในการสวดภาวนา แต่เราต้องคำนึงถึงคุณภาพของการสวดภาวนามากกว่า
2. เมื่อเราสวดภาวนา เราไม่ต้องคำนึงว่า พระเป็นเจ้าทรงสดับฟังเราหรือเปล่า? แต่ขณะที่สวดภาวนา เราต้องฟังสิ่งที่พระเป็นเจ้าต้องการจะตรัสอะไรกับเรา เพราะการสวดภาวนาเหมือนกับการสนทนาโต้ตอบกัน
3. เมื่อเราสวดภาวนา เราต้องไม่สนใจเรื่อง “เวลา” แต่ต้องสนใจเรื่องการพิจารณาตัวเราเอง ว่าบทภาวนามีความหมายอะไรสำหรับชีวิตเรา “เวลา”ของพระเป็นเจ้าจึงไม่ใช่ “เวลา” ที่เราคาดหวังว่า เมื่อใดพระเป็นเจ้าจะตอบสนองคำภาวนาของเรา
การสวดภาวนาไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็นการแสวงหาของวิญญาณ มันเป็นการยอมรับความอ่อนแอของเราทุกวัน จงสวดภาวนาด้วยใจ โดยไม่ใช้คำพูด ดีกว่า สวดด้วยคำพูด โดยไม่มีใจ...หน้าที่ของการสวดภาวนา ไม่ใช่การใช้อิทธิพลเหนือพระเป็นเจ้า แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงนิสัยของผู้สวดภาวนามากกว่า...อย่าสวดภาวนาเพื่อมีชีวิตที่เรียบง่าย แต่จงสวดภาวนา เพื่อเพิ่มพลังให้อดทน แม้ชีวิตจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม...ถ้าคำภาวนาของเรา คือ การโมทนาคุณพระเป็นเจ้า นั่นก็เป็นการพอเพียงแล้ว...การสวดภาวนาไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็นการมอบตัวเองไว้ในพระหัตถ์ของพระเป็นเจ้า เพื่อให้พระองค์ใช้เรา ต่อจากนั้นจงฟังเสียงของพระองค์ในก้นลึกของหัวใจของเรา.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view