สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

🍀เมื่ออธิษฐาน ....
จงรอคอยพระเจ้า
นิ่งสงบและไว้วางใจ
พระองค์ทรงเงี่ยพระกรรณฟังเสมอ …

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=ir1oXyXYY1s

🍊 As I Kneel Before You
http://youtu.be/GaDeqSotwoc

🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
อสธ 4:17K-17M,17R-17U
มธ 7:7-12

เมื่อพระเยซูเจ้าสอนศิษย์ของพระองค์
ให้รู้จักแสวงหานั้น ทรงแนะนำหลักการพื้นฐาน คือ
ถ้าอยากให้คนอื่นทำกับเราอย่างไร..
ก็ให้เร่ิมทำสิ่งเหล่านั้นกับเขาก่อน...

ในฐานะผู้นำ ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก
เมื่อพระราชินีเอสเธอร์ ทำหน้าที่ด้วยการ
แสวงหาความช่วยเหลือ โดยอธิษฐานภาวนา
วอนขอพระเมตตาจากพระเจ้า
พระนางได้รับตามที่ปรารถนา

หมายเหตุ..
ความุสข ของการแสวงหา มาจากการค้นพบ..
ความทุกข์ ของการแสวงหา จะไม่จบ
ถ้ายังไม่พบว่า... “หาไปเพื่ออะไร”...

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2019
อาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“พระบิดาเจ้าสวรรค์จะประทานสิ่งดีๆ แก่ผู้ที่วอนของพระองค์...” (เทียบ มธ 7:7-12)

ความรัก ไม่ได้หมายถึงการให้ทุกสิ่งที่ต้องการ
แต่ความรักนั้นรอบรู้ทุกอย่าง
และความรักนั้น ย่อมมอบให้ซึ่งสิ่งที่มีค่า
และมีประโยชน์ที่สุดกับผู้ที่รักเสมอ

พระเจ้าคือสิ่งนั้น
พระองค์คือองค์ความรัก
คือความรักเยี่ยงบิดาที่แสนดี...

วันนี้ฉันรักพระเจ้าเพราะสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้
หรือฉันรักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของฉัน...

________________

เมื่อครั้งศึกษาอยู่ที่กรุงโรม เมื่อได้ต้องเรียนวิชาคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกฉบับใหม่ ผมเคยรู้สึกทึ่งมากในหนังสือคำสอนที่แบ่งออกเป็นสี่ภาค และด้วยการเรียนที่นั่น พวกเรามีโอกาสอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ หอพักที่เราพักนั้น เป็นที่ที่ถูกจัดไว้ให้เพื่อรักษาและส่งเสริมชีวิตจิตของพวกเราเป็นอย่างดี พวกเราจึงมีเวลาเรียน มีเวลารำพึงภาวนา และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในการส่งเสริมความรักความศรัทธาในพระเจ้า และเจริญชีวิตในความวางใจในพระองค์... การศึกษาและการได้มีโอกาสภาวนา รำพึงไตร่ตรองทุกวันนั้น ทำให้ผมสังเกตว่า คำสอนภาคที่หนึ่งนั้นยากเหลือเกิน แต่เรียกร้องความเชื่อที่เรายังคงเป็นเด็กเกินไปเสมอ ที่อาจจะไม่สามารถเข้าใจอะไรเกี่ยวกับพระเจ้าได้ทั้งหมด นอกจากเชื่อในพระองค์เท่านั้น และจากความเชื่อในภาคที่หนึ่ง นำผมให้เจริญชีวิตแสดงออกในการเฉลิมฉลองในพิธีกรรม ซึ่งเป็นคำสอนภาคที่สอง และจากนั้น สิ่งที่ตามมา ทำให้ผมเกิดคำถามต่อไปว่า หากพระเจ้าเป็นความดีบริบูรณ์แล้ว พิธีกรรมคงไม่ได้มีค่าอะไรที่เราจะทำถวายแด่พระองค์แล้วก็จบที่ตรงนั้น แต่มันต้องก้าวเดินต่อไป จากพิธีกรรมไปสู่ชีวิต ซึ่งนั้นคือคำสอนภาคที่สามครับ คือความรักและความศรัทธาต่อพระเจ้าที่เรามีนั้น ต้องนำให้เกิดการแสดงออกไปสู่ชีวิตที่รักพระเจ้าและรักเพื่อนพี่น้องครับ และนั่นคือคำสอนที่เรียกร้องความเชื่อจากหัวใจที่สุดอีกครั้ง ให้ออกมาสู่การปฏิบัติต่อพระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง คือคำสอนด้านศีลธรรมของพระศาสนจักร ที่หลายครั้งเราก็ถามดังที่บางคนถามผมเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ว่ามันจริงจังมากเกินไปหรือเปล่า เครียดมากเกินไปหรือเปล่า พระศาสนจักรคิดอะไรมากมายและละเอียดอ่อนขนาดนั้น จนหลายครั้ง เราก็รู้สึกว่านี่เป็นภาระหนักเหลือเกินของการเป็นคริสตชน ที่เราดูจะมีมาตรฐานสูงกว่าคนอื่นๆ เขาอ่ะ... แต่ แต่ แต่ ความกังวลนี้ก็มาจบที่คำสอนภาคสุดท้าย คือภาคที่สี่ ที่แม้จะสั้นที่สุดกว่าภาคแรกๆ แต่ว่าคือแนวทางของพลังแห่งความเชื่อที่ทำให้เราเข้มแข็ง และพร้อมที่จะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพราะภาคที่สี่นี้ พูดถึงเรื่องการภาวนาครับ และในครึ่งหนึ่งของเนื้อหา ก็พูดเรื่องบทข้าแต่พระบิดา บทภาวนาที่พระเยซูเจ้าทรงสอน ที่เราได้ไตร่ตรองในวันอังคารที่ผ่านมา และเป็นสิ่งที่ทำให้เราใจชื้นขึ้นบ้าง หลังจากเจอแรงผลักดันที่หนักหน่วงในวันจันทร์ นั่นคือการที่เราต้องเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นคนดีพร้อมดังพระบิดาเจ้าสวรรค์ และเราก็ฉงนว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร... คำว่า พระเจ้าผู้ทรงเป็นบิดานี่เอง ที่นำความอบอุ่นใจมาให้เป็นที่สุด

วานนี้ เราก็ถูกเรียกร้องจากพระวาจาของพระเจ้าอีก เพื่อให้เราเจริญชีวิตอย่างเข้มข้นตามคำสอนภาคที่สาม นั่นคือจริยธรรมของลูกของพระเจ้า การเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนดีและได้รับความรอดพ้นแต่เพียงผู้เดียว แต่หมายความว่า เรายังต้องนำผู้อื่นให้รอดพ้น นำโลกทั้งโลกให้รอดพ้นด้วย แล้วเราจะทำอย่างไร หากข้อเรียกร้องของการเป็นลูกของพระเจ้าช่างหนักหนาเหลือเกิน และหลายครั้ง ความซื่อตรงต่อหน้าที่ของการเป็นลูกพระนั้น มันทำให้เราถูกโลกปองร้ายเหมือนกับบรรยากาศชีวิตของพระนางเอสเธอร์ในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ ที่นับว่ายังเป็นความโชคดี ที่ความเชื่อนำให้หัวใจของพระนางเข้าพึ่งพระเจ้า พระนางวอนขอตามประสามนุษย์ แต่ประโยคสุดท้ายของบทอ่านวันนี้น่ารักจริงๆ นั่นคือ “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงรอบรู้ทุกอย่าง” คือพระองค์ทรงเป็นบิดาที่รู้ว่าอะไรคือความจำเป็นจริงๆ สำหรับลูกของพระองค์...

พระวรสารยังบอกเราอีกว่า “จงขอแล้วจะได้ จงแสวงหาแล้วก็จะพบ จงเคาะประตู แล้วก็จะมีคนเปิดให้...” แต่ฉันจะได้ทุกสิ่งที่ฉันวอนขอจากพระเจ้าหรือ ฉันจะพบทุกสิ่งที่ฉันต้องการหรือ... เราพบคำตอบที่ทำให้เรามั่นใจและเข้าใจเสมอว่า ต่อพระพักตร์พระเจ้า เรายังคงเป็นเด็กเล็กๆ เสมอ ที่ไม่อาจจะเข้าใจอะไรได้ทั้งหมด เราขอ เราอยากได้ทุกสิ่ง ตามความคิด ความรู้สึก และความปรารถนาของเรา และหลายครั้ง เราก็อาจจะกำลังอยากได้สิ่งที่เป็นอันตรายต่อจิตวิญญาณ และเพราะ “พระบิดาเจ้าสวรรค์จะประทานสิ่งดีๆ แก่ผู้ที่วอนของพระองค์...” (เทียบ มธ 7:7-12) หมายความว่า ด้วยความเป็นพ่อที่แสนดี พระองค์จะไม่ให้เราหรอก ในสิ่งที่เป็นอันตรายต่อจิตวิญญาณของเรา แต่พระองค์จะเตรียมไว้ให้เรา ในสิ่งที่มีประโยชน์ต่อเราและต่อจิตวิญญาณของเราเสมอ

พี่น้องที่รักครับ จิตตารมณ์ และวิถีชีวิตของการเป็นคริสตชน คงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก แต่สิ่งสำคัญที่ความเชื่อของเราต้องแสดงออกคือ ความรักและความวางใจในพระเจ้า อันเป็นฤทธิ์กุศลที่เราต้องหมั่นวอนขอจากพระเจ้า เพื่อเราจะสามารถน้อมรับพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา แม้เราจะไม่สามารถเข้าใจอะไรได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ความเชื่อ ความรัก และความวางใจเท่านั้น จะทำให้เราอบอุ่น และมีความสุขในพระประสงค์ของพระองค์ ที่แม้เราจะไม่สามารถเข้าใจได้ก็ตาม

ข้าแต่พระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นบิดาของข้าพเจ้า พระองค์ทรงรอบรู้ทุกอย่าง พระองค์ทรงเป็นบิดาที่แสนดี ขอโปรดให้ข้าพเจ้าเชื่อ รัก และวางใจในพระองค์ ข้าพเจ้ารักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า ไม่ใช่เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงประทานตามคำวอนขอของข้าพเจ้าทุกอย่าง แต่ข้าพเจ้าสุขใจ ที่มีพระองค์ทรงเป็นบิดา.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 14 มีนาคม 19 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน อสธ 14:1-5.12-14 / มธ 7:7-12
ท่านคาดหวังว่าพระเป็นเจ้าจะฟังคำภาวนาของท่านหรือไม่? พระนางเอสเธอร์ได้สวดภาวนาในนามของประชากรของพระนาง คือ รูปแบบสำหรับเรา (อสธ14) พระนางได้สวดภาวนา เพื่อขอความช่วยเหลือจากพระเป็นเจ้า ตามพระสัญญาของพระองค์ ซึ่งมีความซื่อสัตย์ต่อประชากรของพระองค์ พระเป็นเจ้าทรงต้องการให้เราจดจำพระสัญญา และแน่ใจว่าพระองค์จะทรงช่วยเรา เมื่อเราสวดภาวนา
พระบิดาของท่านบนสวรรค์ได้ทรงประทานสิ่งดีดี แก่บรรดาผู้ที่วอนขอพระองค์ ด้วยความเชื่อ พระเยซูเจ้าทรงต้องการยกความคาดหวังของบรรดาสานุศิษย์ ให้สูงขึ้น เมื่อพระองค์ได้ทรงสอนพวกเขาว่า จะต้องสวดภาวนาอย่างไร นิทานเปรียบเทียบเรื่องบิดาเลี้ยงดูบุตร ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด บิดาที่ใจดีจะปฏิเสธที่จะให้สิ่งดีดีแก่ลูกของตนเองได้อย่างไร? หรือที่แย่กว่านั้น คือ จะให้สิ่งที่เป็นพิษภัยได้อย่างไร? ในตอนสรุป พระเยซูเจ้าได้ทรงอ้างว่า ดังนั้น พระบิดาเจ้าสวรรค์จะให้สิ่งที่ดีแก่บรรดาผู้ที่วอนขอ มากกว่านั้นอีกใช่หรือไม่?
พระบิดาเจ้าสวรรค์จะประทาน นอกเหนือจากการคาดหมายของเราด้วยพระทัยดี พระเยซูเจ้าได้สอนบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ด้วยความไว้วางใจ เพราะว่า พระบิดาเจ้าทรงมีพระทัยดี ที่จะตอบสนองการสวดภาวนาเสมอ ดังนั้น ทำไมเราจึงสวดภาวนาด้วยความไว้วางใจว่า โปรดประทานอาหารแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้
เราจึงต้องไม่มีความเกรงกลัว ที่จะทูลพระเป็นเจ้าในสิ่งที่เราต้องการ และปล่อยให้พระองค์เป็นผู้ตัดสิน เพราะพระองค์ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง เมื่อเราวิงวอนขอสิ่งใด แสดงว่าเรามีจุดอ่อน และแสดงถึงความสุภาพถ่อมตนว่า เราไม่ได้มีทุกสิ่ง เราต้องพึ่งพาคนอื่น ...ขณะนี้ เราต้องการอะไรมากที่สุด? เราได้บอกกับพระเป็นเจ้าหรือไม่? เพื่อเราจะได้รับ ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อเรา.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view