สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

🍋 โอพระเจ้า .. ขอโปรดตรวจจิตใจข้า
ทดลองว่าความคิดนั้นเป็นอย่างไร
หากพระองค์พบความชั่ว ใจมักใหญ่
ขอโปรดให้ทรงชำระสะอาดพลัน

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=m72nCzpyPvg

🍒 ใจข้าแสวงหา
http://youtu.be/zTeLKPG2QkQ

🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
ยรม 17:5-10
ลก 16:19-31

พระเยซูเจ้าเตือนใจ ฟาริสี และผู้มั่งมี
ให้พวกเขาได้เข้าใจว่า อำนาจ ทรัพย์สินที่มี
ไม่สำคัญ เท่ากับวิธีใช้ เพราะสำหรับพระเจ้า
คนมั่งมีที่ไม่ใส่ใจในความต้องการของเพื่อนพี่น้อง
ที่ต้องการความช่วยเหลือ จะถูกลงโทษ
ส่วนคนที่วางใจจะได้รับรางวัล

เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกเยเรมีย์ ตอกย้ำ
คนที่วางใจในพระเจ้า ย่อมได้รับพร
เพราะเขาจะไม่ต้องกังวลถึงสิ่งใด

หมายเหตุ..
ความไว้วางใจ เริ่มจาก..
การเชื่อมั่น ในส่วนดีของกันและกัน..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“มีเหวใหญ่ขวางอยู่ระหว่างเราทั้งสอง...” (ลก 16:19-31)

ข้าพเจ้าเป็นใคร
บรรพบุรษของข้าพเจ้าเป็นใคร
พระองค์จึงทรงนำข้าพเจ้ามาไกลถึงเพียงนี้...

ฉันคิดอย่างไร ฉันไตร่ตรองและเข้าใจอย่างไร
ในสิ่งที่ฉันมี ในสิ่งที่ฉันเป็น

สิ่งเหล่านี้คือสิทธิที่ฉันพึงได้รับจากพระเจ้า
หรือเพราะพระเมตตาของพระองค์
ใยเล่า... ฉันจึงปล่อยให้มีเหวใหญ่
กั้นขวางอยู่ระหว่างฉันกับเพื่อนพี่น้องของฉัน

วิญญาณข้าฯ เอ๋ย
พระพรต่างแห่งชีวิต
ธรรมชาติแสนงาม
สิ่งที่ฉันมี สิ่งที่ฉันเป็น
คือสมบัติและพระพรของส่วนรวม
ที่พระเจ้าทรงประทานมาให้เจ้าเป็นผู้จัดการดูแล
และแบ่งปันตามเวลา มิใช่หรือ...
วันนี้ฉันเป็นผู้จัดการที่เป็นเช่นใด
เมื่อพระเจ้าทรงวางใจมอบสมบัติมากมาย เพื่อให้เจ้าแบ่งปันกับพี่น้อง
เจ้าจัดการมันอย่างไรเล่า ???

________________

ผมยังคงคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาของผมในบทไตร่ตรองเมื่อวานนี้ แม้ผมไม่เคยเป็นบิดามารดาในครอบครัว แต่ผมได้มีประสบการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม โดยเฉพาะในชีวิตนักบวช ชีวิตพระสงฆ์ ที่ผมพยายามผนวกเข้ากับชีวิตครอบครัวคริสตชน เพราะดูเหมือนว่า แท้จริงแล้ว บรรดาพวกเรานักบวช เราถูกเรียกมาเพื่อเป็นประจักษ์พยานของครอบครัวแห่งสวรรค์ ผมยังคิดถึงน้องคนนั้น ที่ผมเคยสงเสียให้เรียน แม้เวลานี้ ผมไม่ได้พบเขาแล้ว เพระสถานการณ์ หน้าที่การงาน มันทำให้เราห่างกันออกไป แต่วันหนึ่ง ผมคงมีโอกาสพบเขาอีกแน่ๆ ผมยังคิดถึงบรรยากาศที่แสนยากลำบากของผม แม้เมื่อผมอยู่ที่อิตาลีในช่วงหนึ่งที่ผมกำลังส่งเสียให้เขาเรียนนั้นเอง ผมยังต้องพยายามอดออม เพื่อแบ่งค่าใช้จ่ายของผมส่วนหนึ่ง เอาไว้เป็นค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่ายของเขา... ครับ มันก็อย่างที่ผมแบ่งปันเมื่อวานนี้... คือผมเกือบตายครับ แต่สุดท้าย เมื่อเขาจบการศึกษา ผมมีความสุขที่สุด และมองย้อนกลับไป... โอ้ ผมต้องแบ่งปันมากมายจริงๆ เพื่อการนี้ กว่าเขาจะจบการศึกษา ผมใช้เงินเพื่อเขาไปมากมาย มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมไตร่ตรองหนักไปกว่านั้นว่า บรรดาพ่อแม่ที่เลี้ยงดูบุตร เขาหนักกว่าผมสักเพียงใด ในการส่งเสียลูกคนหนึ่งให้จบการศึกษา และยังมีอะไรมากกว่านั้นอีก ยิ่งในยุคนี้ด้วยแล้ว บางทีแค่โทรศัพท์เครื่องหนึ่งก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งแสนแล้ว หนักครับ หนักจริงๆ กับการเลี้ยงลูกในสมัยนี้... กับบทบาทชีวิตจริงของการเป็นพ่อเจ้าวัดวันนี้ที่กำลังจบบทบาทนี้ สิ่งที่ผ่านไปนั้น เป็นบทเรียนที่มีคุณค่ามากๆ คือบทไตร่ตรอง บทรำพึงที่ทรงพลังจริงๆ ในการสร้างกำลังใจ และความมานะบากบั่น เพื่อเอาใจใส่ดูสัตบุรุษมากมายดังลูกของตนเอง ลูกที่ต่างจิตต่างใจ ที่ทำให้พ่อเหนื่อยใจ หนักใจ แม้บางครั้งพ่อจะทำบางอย่างเพื่อลูกคนหนึ่ง แต่ลูกอีกคนหนึ่งก็เฝ้ามองดู เฝ้าเปรียบเทียบ จนพ่อเองก็เหนื่อยใจ... พ่อก็มีกำลังเพียงเท่านี้ เยี่ยมบ้านนี้บ้าง บ้านนี้บ้าง ความไม่ชอบถูกบันทึกภาพ แต่บางครั้งเพื่อประโยชน์และความสุขของลูกๆ บางทีพ่อก็ทำไปบ้าง เพื่อส่งเป็นกำลังใจให้คนอื่นๆ... โอ้ แทนที่ลูกจะดีใจ บางครั้งพ่อก็งง และปวดหัวเหมือนกัน พ่อทำอะไรลงไป หากลูกอีกบางคนของพ่อ กลับทำให้พ่อเหนื่อยใจ เพราะมุมมองที่ไม่เคยเข้าใจหัวใจของพ่อเลย พ่อออกไปเยี่ยมอภิบาลกับลูกบางคน... ลูกอีกบางคนก็ใช่ว่าจะไปกับพ่อได้ ชวนหลายๆ ครั้ง อยากชวนไปด้วยกัน แต่ลูกก็ไปไม่ได้ แต่เมื่อมีคนอื่นไปด้วย โอ้ ลูกที่รัก ทำไมลูกต้องทำให้พ่อเหนื่อยใจ กับความรู้สึกของลูกด้วย ที่มันเป็นความรู้สึกที่เดินไปตรงกันข้ามกับหัวใจของพ่อที่มีต่อลูกมากมายหลายคนเหลือเกิน เพราะพ่อรู้ว่า พ่อไม่มีวันทำอะไรได้ถูกใจลูกทุกคนได้หรอก... แต่ทำไมต้องทำให้พ่อเหนื่อยใจด้วย... พี่น้องที่รัก หลายๆ ครั้ง ที่การอุทิศตนทำงานอภิบาล เหนื่อยกายไม่เท่าไร หลายครั้ง บรรดานักบวช บรรดาพระสงฆ์อย่างพวกเรา เราเหนื่อยใจกันเหลือเกิน ดังว่า ระหว่างเรากับลูกๆ ของเรานั้น มันมีเหวใหญ่กั้นอยู่ และทำให้ลูกของเราทั้งสอง ไม่อาจจะข้ามไปหากันและกันได้เลย และดังนี้ หัวใจของพ่อเช่นอับราฮัมที่กำลังอยู่กับลูกอีกคนหนึ่ง แต่ลูกอีกคนหนึ่งกำลังอยู่ในแดนทรมาน... ลูกๆ ที่รัก ลูกคิดว่าพ่อไม่เจ็บหรือ... แต่เอาเถอะ ระหว่างเราทั้งสอง เพราะมันมีเหวใหญ่กั้นขวางอยู่อ่ะ มันคืออะไรกันล่ะลูก...

พระวาจาของพระเจ้า โดยเฉพาะบทพระวรสารในวันนี้ นำให้เราอ่านเรื่องราวของเศรษฐีกับลาซารัสผู้ยากจน... ผมอ่านบทพระวรสารนี้แรกๆ ผมไม่เคยมองเห็นแลเข้าใจเลยว่า เศรษฐีคนนี้ทำอะไรผิดหรือ นั่นคือสิทธิ์ของเขาในการใช้ทรัพย์สินของเขามิใช่หรือ พระวรสารไม่ได้บันทึกว่า เศรษฐีผู้นี้ทำอะไรที่ผิดศีลธรรมไม่ใช่หรือ เปล่าเลย เขาไม่ได้ทำอะไรเลย เขาไม่เบียดเบียนอะไรใคร เขาไม่ได้ทำร้ายใคร เขาไม่ได้ด่าตวาดใคร เพียงแค่เขาเกิดมาบนกองเงินกองทอง และเขาก็ชีวิตของเขาดังที่เขาต้องการและสามารถทำได้ มันผิดอะไรด้วยหรือ...

พระวรสารเช้าวันนี้ ผมเก็บเอาคำสั้นๆ นี้มารำพึงไตร่ตรองครับ “มีเหวใหญ่ขวางอยู่ระหว่างเราทั้งสอง...” (ลก 16:19-31) ระหว่างชีวิตที่มีความสุข สนุก สะดวก สบาย มีมากเหลือเกิน มากมายจนเหลือล้น... แต่อีกชีวิตหนึ่ง กลับไม่มีอะไรเลย และกำลังอยู่ในความทุกข์ยาก...

ในบรรยากาศชีวิตในบ้านนักบวชของผมนี่แหละ ที่ผมต้องพิจารณาไตร่ตรองเป็นพิเศษ ชีวิตที่ถือมากว่าความยากจนของเราฟรันซิสกันนี่แหละ ที่ผมต้องไตร่ตรองเป็นพิเศษ วันนี้ มันมีเหวอะไรกั้นอยู่ระหว่างกันและกันบ้างหรือเปล่า ที่ผมบอกว่ามากกว่าความยากจนนั้น เพราะเราหรันซิสกัน ไม่ได้ปฏิญาณความยากจน แต่ปฏิญาณว่า “ไม่มีสิ่งใดเป็นกรรมสิทธิ์” คือไม่มีเลยครับ ไม่ใช่เพียงมีน้อยหรือยากจน แต่ไม่มีสิ่งใดเป็นกรรมสิทธิ์เลยครับ...

สิ่งที่เป็นจริงในชีวิตนักบวชของผมคือ ยิ่งผมยิ่งยากจนเท่าไร ผมยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น นั่นหมายความว่า สัตบุรุษไม่ยอมให้ผมยากจนหรอกครับ สัตบุรุษหลายคนรับไม่ได้เมื่อเห็นนักบวชอย่างผมต้องประสบความยากลำบาก ต้องติดหนี้บ้าง ต้องเจ็บป่วยบ้าง... แท้จริงแล้ว พี่น้องที่รักครับ สิ่งเหล่านี้กำลังเป็นเหวลึกและกว้างใหญ่ของชีวิตนักบวชจริงๆ เรายิ่งทำตัวว่าเราถือความยากจน แท้จริงแล้ว เรายิ่งร่ำรวยมากขึ้นจริงๆ ครับ ผมเองทุกวันนี้ ผมยิ่งแจก ยิ่งแบ่งปัน แทนที่มันจะหมดไป มันก็ยิ่งมา และไม่มีวันหมดเลย... แต่บางที เรายิ่งกำลังสร้างเหวที่ใหญ่ขึ้นทุกวัน ระหว่างเรากับเพื่อนพี่น้อง... บ้านนักบวชเป็นอย่างไร โต๊ะอาหารของเรา อาหารการกินของเราเป็นอย่างไร รถยนต์ที่เราใช้นั้นเป็นอย่างไร โทรศัพท์ที่เราใช้ ข้าวของเครื่องใช้ที่เรามีนั้นเป็นอย่างไร เราประหยัดน้ำ ประหยัดไฟฟ้ามากน้อยเพียงใด เราเปิดแอร์ทิ้งกันวันละเท่าไร เราเปิดไฟฟ้าทิ้งไว้มากมายเท่าไร เราสูญเสียน้ำไปเท่าไร เมื่อเทียบกับสัตบุรุษที่อาบน้ำกันเพียงไม่กี่ขัน จานของสัตบุรุษที่วางกองไว้ล้างพร้อมกัน ล้างด้วยกัน เพื่อกงประหยัดน้ำ ประหยัดน้ำยาล้างจาน แต่เรานักบวชเป็นอย่างไร เราใช้สิ่งเหล่านี้อย่างไร และชีวิตของเราเป็นเช่นใด ???... ใช่ครับ นั่นอาจจะเป็นสิทธิ์ของเราในการใช้สิ่งที่สัตบุรุษมอบให้ ถวายให้... แต่พี่น้องสัตบุรุษอีกมากมายที่กำลังอยู่ในความยากลำบาก เจ็บป่วย ยากจน ปากกัดตีนถีบ ตรากตรำทำงาน หาเช้ากินค่ำ ถูกเบียดบังสิทธิ ได้รับแต่ความอยุติธรรม... แล้วเรานักบวชล่ะ ยุติธรรมไหม สิ่งที่เราได้รับนั้น มันยุติธรรมกับชีวิตของเราที่เป็นอยู่ไหม... เราใช้ข้าวของที่เรามีอย่างเกิดคุณค่ามากน้อยเพียงใด เราประหยัดกันบ้างไหม ในขณะที่สัตบุรุษหลายครอบครัวประหยัดทุกอย่าง เพื่อจะอยู่ให้รอดให้ได้... เรากำลังทำอะไรผิดหรือเปล่า ในความเป็นตัวตนของเราที่เราประกาศความยากจน ที่เราเจริญชีวิตแบบที่ว่า เรากำลังเลียนแบบความยากจนของพระคริสตเจ้า แต่หัวใจของเรานั้นเป็นเช่นใด ชีวิตในความเป็นจริงของเรานั้นเป็นเช่นใด

สัตบุรุษไม่เคยว่าพวกเราหรอก เมื่อเรามีรถยนต์ขับ สัตบุรุษพร้อมที่จะถวายโทรศัพท์ที่ดีมาก ให้เราใช้ ยินดีที่จะซื้อให้ด้วยซ้ำไป เมื่อเราเจ็บป่วย สัตบุรุษ ก็เอาใจใส่ดูแลเรา แต่ชีวิตของเราต่างหาก ผมไตรตรองจากชีวิตของตนเองจริงๆ เพราะผมได้รับมากมายเหลือเกินจากสัตบุรุษที่รักและดูแลเอาใจใส่ผม ผมก้าวมาถึงวันนี้ ก็เพราะความมีน้ำใจของพี่น้องสัตบุรุษ ผมบวชเป็นพระสงฆ์ในความไม่คิดใฝ่ฝันเลย นั่นก็เพราะแรงบันดาลใจจากสัตบุรุษ ผมทำงานอภิบาลในวันนี้ ไม่มีอะไรเลยที่มาจากผม แต่ทั้งหมดมาจากพี่น้องสัตบุรุษที่แบ่งปันให้ผมทั้งสิ้น... ดังนั้น แรงขับเคลื่อนในชีวิตนักบวชของผมเป็นเช่นใด รถยนต์ของผมไวในงานอภิบาลมากน้อยเพียงใด สิ่งที่ผมมี สิ่งที่ผมเป็น แม้โทรศัพท์ที่มีใช้อยู่วันนี้ มันก็ไม่ใช่ความสามารถของผมในการที่จะมี บ้านพัก รถยนต์ แต่นั่นคือน้ำใจดีของพี่น้องสัตบุรุษทั้งสิ้นไม่ใช่หรือ... แล้วผมใช้สิ่งเหล่านี้อย่างไร ผมไวในความรู้สึกรักและห่วงใยกันและกันขนาดไหน ผมแบ่งปันขนาดไหน

พี่น้องที่รัก มันคงไม่ผิดหรอกที่เศรษฐีคนนั้นมีชีวิตที่สะดวกสบาย เพราะนั่นคือพระพรที่พระเจ้าประทานให้เขามิใช่หรือ แต่เขาอาจจะผิดครับ และผิดหนักด้วย ผิดตรงนี้ คือ “การไม่แบ่งปัน” เหมือนมันมีเหวใหญ่กั้นขวางอยู่ เมื่อฉันยากจน ฉันแบ่งปันได้มากมาย แต่บางที ยิ่งมีมากขึ้นเท่าใด เหมือนฉันยิ่งมีโลกส่วนตัวมากขึ้นเท่านั้น และฉันเริ่มที่จะแบ่งปันไม่เป็น... บทไตร่ตรองที่เป็นคำตอบอยู่ที่บทอ่านที่หนึ่งในเช้าวันนี้เองครับ (เยเรมีย์ 17:5-10) เหวใหญ่นั้นคือ ความวางใจในมนุษย์ ความวางใจในสิ่งที่ตนมี สิ่งที่ตนเป็น ที่มันทำให้ใจของเราหันเหออกจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ห่างกันมากจนจำพระองค์ไม่ได้ เมื่อพระองค์ทรงหิวโหย ทรงกระหาย ทรงเจ็บไข้ได้ป่วย ทรงประสบความยากลำบาก มันมีเหวลึกกั้นอยู่ จนเรามองไม่เห็นพระองค์ และจำพระองค์ไม่ได้ มันคือความโลภหลงในสิ่งที่มีและสิ่งที่เป็น จนทำให้เรายิ่งวันยิ่งห่างไกลและจดจำองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ พระองค์ผู้ได้ตรัสว่า “ทุกสิ่งที่ท่านได้ทำแก่พี่น้องของเราผู้ต่ำต้อย ท่านได้ทำต่อเราเอง (เทียบ มธ 25) เหวลึกนั้นไม่ใช่อะไรอื่นหรอก มันคือสิ่งที่หัวใจของเราสร้างขึ้นมาจริงๆ ครับ เมื่อหัวใจของเรายึดติด และมอบความวางใจในสิ่งที่เรามีสิ่งที่เราเป็น กับทรัพย์สมบัติมากมายของเรา จนเราลืมไปเลยว่า พระพรต่างๆ ที่เราได้รับนั้น เพื่อประโยชน์ของทุกๆ คน...

พี่น้องที่รักครับ วันนี้ เราใช้สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น เราใช้สิ่งเหล่านั้นอย่างไร... ทรัพยากรที่เรามีในโลกนี้ที่เป็นของส่วนรวม เราใช้สิ่งเหล่านั้นอย่างไร แล้วพี่น้องของเราที่ยากจนล่ะ ในขณะที่เรามีอย่างมากมาย เรากำลังทำอะไรอยู่ แม้เราจะทำบุญมากมายให้กับพระศาสนจักร แต่เรากำลังทำอะไรอยู่ จนเรามองไม่เห็นพระคริสตเจ้าที่กำลังจะตายด้วยความหิวที่หน้าประตูบ้านของเรา???

ข้าแต่พระเจ้า ในชีวิตนักบวชของลูก ลูกยิ่งยากจน ลูกยิ่งได้รับมากขึ้นด้วย... พระเจ้าข้า ขออย่าให้ลูกวางใจในสิ่งที่มีสิ่งที่เป็น จนมองไม่เห็นพระองค์ผู้กำลังต้องการความช่วยเหลือและความเห็นอกเห็นใจจากลูก... พระเจ้าข้า ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย ขออย่าให้มีเหวใหญ่ขวางกั้นลูกกับเพื่อนพี่น้อง เพราะความใจคับใจแคบของลูกต่อพระทัยกว้างใหญ่ของพระองค์เลย.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 21 มีนาคม 19 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน ยรม 17:5-10 / ลก 16:19-31
การไม่มีสามัญสำนึก เป็นหนึ่งในโรคร้ายของสังคม เราอาศัยอยู่ในสังคม และร่วมมือกันในการทำงาน แต่บางครั้ง เรามีชีวิต เหมือนกับว่าไม่มีใครคนอื่นมีตัวตน แม้เราจะเห็นเขาทุกวันก็ตาม เราสร้างรั้วและกำแพง เพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกมีโอกาสเข้ามา และนี่คือเรื่องราวของเศรษฐีและลาซารัส ผลที่เศรษฐีได้รับ จากการที่เขาไม่มีสามัญสำนึก ต่อลาซารัส ที่เขาเห็นอยุ่ที่ประตูทุกวัน แน่นอนเขาไม่ได้เบียดเบียน ไม่ทำร้าย หรือตะโกนด่าว่าลาซารัสแต่อย่างใด แต่การที่เขาไม่มีสามัญสำนึก และการไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ เป็นสิ่งที่เลวร้ายมากกว่า
นิทานเปรียบเทียบเรื่องเศรษฐีและลาซารัส เป็นการแสดงภาพสองอย่าง ที่ตรงข้ามกัน ภาพเศรษฐีคือ ภาพของการอยู่ตามลำพัง และการโอ้อวดตัวเอง ที่จัดงานเลี้ยงอาหารชั้นดีเลิศ และเปลี่ยนเครื่องแต่งการที่หรูหราทุกวัน ส่วนภาพของลาซารัส คือ ภาพของการอยู่ตามลำพังเช่นเดียวกัน ในความยากจนและความน่าเวทนา กำลังจะอดตายเพราะความอดอยาก ความหิวกระหาย และไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าที่จะสวมใส่
นิทานเปรียบเทียบนี้ให้ความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างไร? คำตอบอยู่ในความหมายของชื่อ “ลาซารัส” ที่เป็นภาษากรีก และตรงกับคำภาษาฮีบรูว่า “เอเลอาซาร์” ที่มีความหมายว่า “บุคคลที่มีความไว้วางใจในพระเป็นเจ้า” หรือ “พระเป็นเจ้าผู้ทรงช่วยเหลือ” ลาซารัสจึงไม่ใช่เป็นเพียงคนยากจน แต่เป็นคนยากจน ที่เชื่อและไว้วางใจในพระเป็นเจ้า อาจมีบางคน ที่ร่ำรวย แต่มีความคิดว่า เขาเป็น”ลาซารัส” และอาจมีบางคน ที่ยากจน แต่มีความคิดว่า เขาไม่ต้องการพระเป็นเจ้าในชีวิตของเขา
ตอนนี้ ท่านมีความคิดเหมือน “ลาซารัส”ที่เจ็บป่วย ยากจน โดดเดี่ยว เจ็บปวด ไม่มีใครคิดถึง มีความเชื่อและความไว้วางใจในพระเป็นเจ้าว่า ที่สุดทุกอย่างจะจบลงอย่างดี หรือไม่? และถ้าท่านคิดว่า ท่านได้รับพระพรจากพระเป็นเจ้า เพราะได้รับสิ่งดีดีจากพระองค์ จงเปิดตาและใจของท่าน เพราะอาจจะมี “ลาซารัส”นั่งอยู่ที่ประตูบ้านของท่าน.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view