สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

🍓 เพียงดวงตาฉายแววแห่งรัก
ดวงใจก็ทายทักรับรักให้
เพียงมีพระองค์อยู่ในใจ
สิ่งอื่นใดใหญ่ยิ่งนั้นไม่มี

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=tiR0BzpwDUA

♥ความรักของพระเจ้า
https://youtu.be/_mMVSUP1eio

💕เพราะรักเรา


https://youtu.be/W-ASQ11muqI

🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
ปฐก 37:3-4,12-13ก,17ข-28
มธ 21:33-43,45-46

พระเยซูเจ้าเล่าอุปมาเรื่องคนเช่าสวนองุ่น
ทำให้เห็นว่า ความโลภ ไม่ซื่อสัตย์ ต่อข้อตกลง
นำพวกเขาให้วางแผนของตน ที่จะทำทุกสิ่ง
แม้ในสิ่งที่ชั่วร้าย แต่สุดท้าย
พวกเขากลับ ไม่เหลืออะไร

แม้ความอิจฉาจะเป็นเหตุให้พี่ ๆ บางคน
ปรารถนาจะฆ่าโยเซฟ แต่พระเจ้าทำให้เห็นว่า
ถ้าเป็นแผนการณ์ของพระเจ้าแล้ว พระองค์ทรงสามารถ
เปลี่ยนความคิด การกระทำที่หลายคนมองว่าชั่วร้าย
ให้กลับกลายเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ในอนาคต

หมายเหตุ..
ความโลภ ไม่ซื่อสัตย์ ไม่เคยนำคนที่ปฎิบัติ
ให้ยืนหยัดได้อย่างสุขใจในสิ่งที่ทำ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“แบ่งผลคืนให้เขาตามกำหนดเวลา...” (มธ 21:33-43, 45-46)

ชีวิตคริสตชน คือสวนองุ่นที่พระเจ้าทรงปลูกไว้
เพื่อให้เกิดผลด้วยพระพรของพระองค์
และแบ่งผลผลิตคืนให้พระองค์บ้างตามกำหนดเวลา
มันคือผลผลิตแห่งชีวิตคริสตชน เพื่อทุกคน

หากแต่ว่าบางครั้ง
ความอกตัญญู ไม่ตอบแทนคุณ
หวังเก็บผลประโยชน์ไว้แต่เพื่อตนเอง
เบียดบังทุกสิ่งไว้เพื่อตนเองเท่านั้น
เพียงเพราะเหตุผลส่วนตัวของตนเองเท่านั้น

สวนองุ่นนั้นก็อาจถูกเรียกคืนและมอบให้กับคนอื่น
ที่รู้จักตอบแทนคุณ และมอบคืนส่วนแบ่งให้กับพระองค์บ้าง...

________________

ในการเดินทางในโลกนี้ ท่ามกลางชีวิตในโลกสังคมวันนี้ บางครั้งความเจริญก้าวหน้าของโลกนี้ ก็ทำให้ผมรู้สึกมองเห็นถึงความไม่ยุติธรรม การเอารัดเอาเปรียบทางสังคม เรื่องเล็กน้อยๆ ที่พอจะเป็นผลประโยชน์อะไรได้ ก็เป็นสิ่งที่หลายคนพยายามไขว่คว้าไว้ให้มากที่สุด นี่อาจจะเป็นความคิดของคนทุกคนในโลกหรือเปล่า แต่กระนั้นก็ดี คริสตชน อาจจะถูกเรียกร้องให้คิดอะไรหนักกว่านั้น ต้องลงทุนลงแรงในการใช้ชีวิตมากกว่านั้น และหลายๆ ครั้ง คริสตชนอย่างเราๆ ก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือถูกเบียดเบียนจากสังคมวันนี้บ้าง

เมื่อผมต้องเสียรู้ในการโทรกลับสายที่ไม่รู้จัก บางคนบอกว่า “คุณพ่อ อย่ารับสายเบอร์แปลกๆ ตัดสายไปเลย...” แต่ลูกที่รัก พ่อเป็นพระสงฆ์ พ่อไม่รู้เลยว่า ในบรรดาคนที่โทรมาหาพ่อนั้น เขาต้องการอะไร อาจจะต้องการการอภิบาลจากพ่อ พ่อไม่สามารถปฏิเสธการรับสายเลย แม้เบอร์นั้นจะแปลกๆ ไม่รู้จัก แม้บางครั้งจะเสียรู้ไปบ้างก็เถอะ พ่อก็ปฏิเสธสายเหล่านั้นไม่ได้ จะปิดกั้นการโทรของใครบางคนก็ยังไม่ได้เลยลูก แม้สายบางสายอาจจะรบกวนและทำให้รำคาณที่สุด แต่ใครจะทราบได้ ว่าสายเรียกเข้าคราใด คือสายความต้องการของจิตวิญญาณ... แล้วลูกจะให้พ่อปฏิเสธอย่างไร

มีบางคนบอกว่า หมายเลขโทรศัพท์มือถือเป็นสมบัติส่วนตัว จะให้ใครต้องขออนุญาตเจ้าของก่อน... แต่เอาเถอะ เลขหมายของพ่อเจ้าวัดอย่างผม ประกาศทั่วไป ใครอยากได้ก็เอาไปเถอะ โรงพยาบาล และโรงแรมทั่วประจวบฯ มีหมายเลขโทรศัพทของผมครับ ทั้งของวัดและเบอร์มือถือ... พี่น้องอาจจะคิดได้ ว่านั่นคือสมบัติส่วนตัว แต่สำหรับพระสงฆ์ ผู้อภิบาลอย่างผม ผมอาจจะต้องการทำอย่างพี่น้องบ้างเหมือนกันครับ แต่เพราะผมเป็นคนของประชาชน ผมเป็นพระสงฆ์ ผมเป็นนักบวช ผมเป็นคนของพระเจ้าเพื่อประชากรของพระองค์ ทุกสิ่งที่ผมมีก็ไม่มีอะไรเป็นของผมอีก แต่มันเป็นของพระเจ้า และเมื่อมันเป็นของพระเจ้า มันก็เป็นของประชากรของพระองค์ด้วยมิใช่หรือ ผมจะมีหมายเลขโทรศัพท์เป็นสมบัติส่วนตัวหรือ... โอ้ ผมคงเห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือเปล่า ในเมื่อสิ่งที่มีนั้นคือพระพรของพระเจ้าเพื่อประชากรของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเรียกผมมาเพื่อเป็นของพระองค์ และเพื่อเป็นของประชากรของพระองค์มิใช่หรือ ใยผมจะมีอะไรเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวอีกเล่า... ยิ่งสำหรับผมที่เป็นฟรันซิสกันด้วยแล้ว หลังจากที่ผมลุกขึ้นเมื่อนอนราบกับพื้นในวันปฏิญาณตลอดชีพ และในวันบวชเป็นพระสงฆ์ ผมก็ไม่เป็นของตนเองอีกต่อไป และไม่มีอะไรเป็นของตนเองเลย คือไม่มีสิ่งใดเป็นกรรมสิทธิ์ และจะมีอะไรที่ผมจะอวดอ้างเป็นสมบัติส่วนตัวอีกหรือ...

มีหลายคนแนะนำว่า เวลากลางคืน ให้ปิดโทรศัพท์มือถือ และวางไว้ไกลๆ ตัว เพราะคลื่นโทรศัพท์อาจจะมีอันตรายต่อตนเอง... ผมเห็นด้วยครับ แต่ผมทำไม่ได้หรอกครับ... พี่น้องครับ นี่ก็เป็นสิ่งที่ผมทำไม่ได้จริงๆ อีกเช่นกัน... ยิ่งกลางคืน ผมยิ่งเปิดเสียงโทรศพท์ให้ดังที่สุด และวางไว้ใกล้ตัวที่สุดครับ (กลางวันไม่เปิดเสียง เปิดระบบสั่นเท่านั้น เมื่อมันอยู่กับตัว) เพราะผมกลัวว่า ผมจะไม่ได้ยินเสียงร้องของความช่วยเหลือของวิญญาณครับ ผมกลัวว่าผมจะพลาดการให้ความช่วยเหลือที่ทันเวลาต่อผู้ที่ขอความช่วยเหลือครับ... ผมจำได้ว่า ตั้งแต่ผมใช้โทรศัพท์มือถือมา ผมไม่เคยปิดเครื่องเลย แม้บางครั้งจะเปิดเป็นระบบสั่นก็ตาม แต่ผมไม่เคยปิดเครื่องเลย... Power bank ตัวแรกที่ซื้อมาใช้ คือการซื้อหลังจากออกจากการเยี่ยมผู้ป่วยหนักที่โรงพยาบาลครับ เพราะสัญญากับญาติของผู้ป่วยว่า พวกเขาสามารถติดต่อผมได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงครับ และเพื่อจะไม่พลาดโอกาสนั้น นั่นเป็นที่มาของ Power bank ตัวแรกในชีวิตครับ

พี่น้องที่รักครับ บางทีผมก็อยากทำอย่างที่พี่น้องบอกนะครับ บางที่อยากปฏิเสธการรับสายของบางคน บางทีก็ไม่อยากรับผิดชอบโทรกลับหมายเลขที่ไม่ได้รับสาย และเป็นหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย และบางครั้งก็ถูกหลอกบ้าง... หลายครั้ง อยากปิดโทรศัพท์มือถือ อยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง ไม่อยากให้ใครบางคนรบกวนครับ หลายครั้ง อยากจะโยนโทรศัพท์ทิ้งไป จะได้เป็นอิสระ ไม่ต้องมีใครโทรหา ไม่ต้องถูกเอาเปรียบจากบางคนที่แสวงหาผลประโยชน์ หลายครั้งอยากจะทำตามที่พี่น้องแนะนำมานะครับ... แต่เพราะผมเป็นนักบวช เพราะผมเป็นพระสงฆ์... มันไม่ได้เลย สิ่งเหล่านี้ ผมทำไม่ได้เลย เพราะผมอาจจะปฏิเสธที่จะช่วยเหลือวิญญาณใครบางคนโดยไม่รู้ตัว... เอาเถอะ พี่น้องอาจจะทำได้ครับ ทำไปเถอะ เอาที่สบายใจก็แล้วกันครับ... พี่น้องอาจจะไม่รับสายเบอรแปลกๆ พี่น้องอาจจะไม่อยากให้เบอร์ใครที่ไม่รู้... แต่ผม ผมทำตามพี่น้องไม่ได้จริงๆ ผมเป็นคนสาธารณะ สิ่งที่ผมมีก็เป็นของพี่น้อง มันไม่มีอะไรเป็นของผมแล้ว ไม่มีอะไรเป็นของผมเลยจริงๆ ผมเป็นนักบวช ที่ไม่มีสิ่งใดเป็นกรรมสิทธิ์เลยจริงๆ แม้แต่เลขหมายโทรศัพท์ที่พี่น้องอาจจะบอกว่า มันเป็นสมบัติส่วนตัว แต่หมายเลขโทรศัพท์ของผมติดอยู่ทั่วไป บอกกับทุกคนได้ ทุกคนมีสิทธิ์โทรหาผมได้ และตลอดเวลาครับ ผมไม่มีอะไรเป็นส่วนตัวแล้วครับ เมื่อตัวผมทั้งครบเป็นของพระเจ้า และเป็นของพี่น้องทุกคน

มันเกี่ยวอะไรกับพระวาจาวันนี้หรือ... นี่คือสิ่งยิ่งใหญ่เหลือเกิน ที่ทำให้ผมไตร่ตรองพระวาจาทุกเช้า และยินดีที่จะวางไว้เพื่อแบ่งปันกับพี่น้องที่ต้องการ ดังประสบการณ์ของพระสงฆ์น้อยๆ คนหนึ่งที่มีประสบการณ์กับพระเจ้าและพระวาจาของพระองค์... นี่คือสิ่งที่ผมเชื้อเชิญพี่น้องอ่านพระวาจาทุกวันครับ นี่คือเหตุผลครับ... เพราะพระวาจาของพระเจ้ามาทันเวลาในชีวิตเราเสมอ และผมมีประสบการณ์แบบนั้นจริงๆ และพระวาจาของพระเจ้าวันนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญกับสถานการณ์ชีวิตที่ผมกำลังเผชิญ และไตร่ตรองในวันเหล่านี้ครับ พระวาจาของพระองค์คือคำตอบ และคือแรงบันดาลใจในการก้าวเดินในแต่ละวันของผมเสมอ... และผมมั่นใจว่า พระเจ้าไม่ได้ตรัสกับผมเท่านั้น แต่ตรัสกับพี่น้องด้วย... และนี่อาจจะไม่ใช่การแบ่งปันที่เป็นบทเทศน์ เพราะเอง ก็ด้อยประสบการณ์ ผมไม่ใช่นักเทศน์ที่มีความสามารถอะไร จะว่าเป็นเทววิทยาอะไรหรือ ผมก็ไม่ใช่นักเทววิทยาอีกเช่นกัน แต่สำหรับพระวาจาของพระเจ้านั้น ผมพยายามเป็นสิ่งนี้ครับ คือ เป็น “นักฟัง” และดังนี้เอง ฟังพระองค์ทุกครั้ง หลายครั้งผมทึ่ง งง กับสิ่งที่พระองค์ตรัส เหมือนพระเจ้าประทับอยู่กับผมจริงๆ คอยตรัส คอยสอนผมในทุกสถานการณ์ที่ผมกำลังเผชิญ และนี่จึงเป็นสิ่งที่ผมยืนยันกับพี่น้องเสมอว่า พระวาจาของพระเจ้ามาทันเวลาจริงๆ และทันเวลาเสมอ ในชีวิตของลูกของพระองค์...

เอาล่ะ ผมขออนุญาตแบ่งปันการไตร่ตรองวันนี้ยาวหน่อย... พระวาจาวันนี้ให้อะไรกับผมหรือ เป็นคำตอบอะไรกับผมหรือ... แน่นอนครับ พระวาจาของพระองค์วันนี้ ตอกย้ำหัวใจผมอย่างหนักแน่น ว่าผมเป็นสวนองุ่นที่พระเจ้าทรงปลูกไว้ครับ พระองค์ทรงเตรียมผมอย่างดี เพื่อให้เกิดผลมากมาย และแป่งปันผลนั้นคือให้พระองค์บ้าง... มากกว่านั้น ไม่ใช่คืนให้พระองค์เท่านั้น แต่มันคือการคืนและแบ่งผลผลิตที่ได้รับ จากสิ่งที่ไม่ใช่ความสามารถของตนนั้น เพื่อทุกๆ คนครับ... วันนี้ผมได้คำตอบ ได้การยืนยันที่ทำให้ผมมั่นใจยิ่งขึ้น ว่าผมจะคิดอย่างคนอื่นๆ ไม่ได้ แต่เพราะผมถูกเรียกมาเพื่อการนี้ แม้มันจะเป็นการถูกเรียก เพื่อถูกขายไปแบบโยเซฟในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ก็ตาม แต่นั่นก็เป็นการเรียกของพระเจ้า เพื่อเตรียมทางเพื่อประชากรของพระองค์ คือเรียกใครบางคนให้เป็นของพระองค์ด้วยวิธีที่มนุษย์อาจะคิดไม่ถึง เพื่อให้เขาเป็นของพระองค์เพื่อพระองค์ และเพื่อประชากรของพระองค์

ผมไตร่ตรองเช้านี้ครับ จากสิ่งที่ไตร่ตรองต่อเนื่องในวันเหล่านี้... ผมเป็นใคร ครอบครัวผมเป็นใคร บรรพบุรุษของผมเป็นใคร พระเจ้าจึงทรงนำผมมาไกลถึงเพียงนี้... เด็กบ้านนอกยากจน วันนี้มีบ้านอยู่มากมายทั่วโลก มีรถยนต์ขับมากมายหลายคันทั่วโลก แม้ในความไม่มีอะไรเป็นกรรมสิทธิ์ แค่ผมกลับมีมากมายเหลือเกิน... มองไปที่โทรศัพท์มือถือที่มีใช่วันนี้ มันมาจากไหนเล่า ผมซื้อเองหรือ เปล่าเลย มันคือสิ่งที่สัตบุรุษมอบถวายให้ทั้งนั้นมิใช่หรือ... ผมมองดูรูปวันที่ผมบวชเป็นพระสงฆ์ อาภรณ์ทุกชิ้นที่ตัวผม มันไม่มีอะไรเป็นของผมเลย ทุกชิ้น คือสิ่งที่สัตบุรุษถวายให้ทั้งหมดจริงๆ... สิ่งนี้คืออะไรสำหรับผมในการไตร่ตรองพระวาจาวันนี้... แล้วผมจะมีหน้าไปบอกใครหรือว่า อะไรคือสมบัติส่วนตัวของผม ที่ผมอาจจะขอเก็บไว้ในโลกส่วนตัว และใครไม่ต้องมายุ่งมารบกวน... โอ้... เมื่อเสียงของพระองค์ตรัสดังนี้ แล้ว ผมจะพูดอะไรอีก ผมจะปฏิเสธ และฆ่าผู้ที่เข้ามาขอรับส่วนแบ่งจากชีวิตของผมกระนั้นหรือ ชีวิตของผมที่ไร้ค่า ไม่มีอะไร ไม่มีความหมาย แต่เป็นเป็นชีวิตที่พระเจ้าทรงทำให้มีค่า มีความหมาย และมีผลประโยชน์มากมาย แล้วใยผมจะปิดกั้น ปฏิเสธการถวายคืนซึ่งสิ่งที่พระองค์ประทานมาเพื่อประชากรของพระองค์หรือ... มันเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า

เอาเถอะ... นี่อาจจะเป็นแรงบันดาลใจส่วนตัวที่ผมได้รับจากพระวาจาของพระเจ้า ที่ทิ่มแทงหัวใจผมจริงๆ ครับ... พี่น้อครับ พระเจ้าตรัสกับเราไม่เหมือนกัน พระองค์เรียกเรามาไม่เหมือนกัน พระองค์มีพันธกิจที่แตกต่างกันสำหรับเราแต่ละคน... สำหรับพี่น้อง เสียงของพระองค์อาจจะบอกอะไรบางอย่าง และสำหรับผม พระองค์อาจจะตรัสสอนผมอีกบางอย่างเช่นกัน... สิ่งที่สำคัญ คือ... ขอให้เราฟังเสียงของพระองค์ ไตร่ตรองสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น และเมื่อพระองค์ได้ตรัสอะไรกับเรา จงมองดูชีวิตของเรา มองดูสถานการณ์ของชีวิตเราที่พระเจ้าประทับอยู่ แล้วเราจะรู้ว่า เราควรทำอย่างไร เมื่อชีวิตของเราได้รับพระพรมากมายเหลือเกิน เมื่อเทียบกับความไม่มีอะไร ความไร้ค่าของเรา หากพระองค์ไม่อวยพระเรา เราก็คงไม่เหลืออะไรแล้ว... และหากชีวิตวันนี้คือพระพรของพระเจ้า หากใช่สิทธิ์ของเราไม่ แล้วใยเราจะไม่ถวายคืนซึ่งผลผลิตแห่งพระพรนั้นให้กับพระองค์และเพื่อนพี่น้องบ้างล่ะ

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ประทานมามากมายเหลือเกินในชีวิตข้ารับใช้ต่ำต้อยผู้นี้ เพียงแค่พระองค์ทรงทอดพระเนตรมองดูลูก เพียงแค่พระองค์ทรงเรียกลูกบนทางสายนี้ นี่ก็ยิ่งใหญ่มากพอแล้ว พระเจ้าข้า ลูกไม่มีอะไรเป็นของลูกเลย หากพระองค์ไม่อวยพระพร ดังนั้น ขอให้ลูกตระหนักเสมอเถิดว่า ลูกต้องถวายคืน ลูกต้องแบ่งปันผลผลิตแห่งพระพรของพระองค์ให้กับทุกคนเสมอ... โอ้ ลูกผู้ไม่มีสิ่งใดเป็นกรรมสิทธิ์เลย หากไม่ใช่พระองค์ทรงประทับอยู่ที่นี่ ลูกช่างไม่มีอะไรเลยจริงๆ... โอ้ ขออย่าให้มีเหวลึกกั้นขวางระหว่างส่วนองุ่นของพระองค์กับประชากรของพระองค์เลย.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 19 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน ปฐก37:3-4,12-13ก,17ข-28 / มธ 21:33-43,45-46
ยอแซฟได้ถูกพี่ๆปฏิเสธ และได้ถูกขายไปเป็นทาสในประเทศอียิปต์ แต่ที่สุดท่านก็ได้คืนดีกับพี่ๆ “อย่ากลัวเลย เราเป็นดังพระเจ้าหรือ พวกท่านคิดร้ายต่อเราก็จริง แต่ฝ่ายพระเจ้าทรงดำริให้เกิดผลดี อย่างที่บังเกิดขึ้นนี้แล้ว คือช่วยชีวิตคนเป็นอันมาก”(ปฐก 50:19-20) ยอแซฟคือภาพของพระเยซูเจ้า ที่จะถูกทรยศ โดยหนึ่งในบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ และได้ถูกตัดสินประหารชีวิต และถูกตรึงบนไม้กางเขน เพื่อไถ่กู้บาปของเรา พระองค์ได้เสด็จมา เพื่อทำให้เราคืนดีกับพระเป็นเจ้า ผู้ทรงยุติธรรมและพระทัยเมตตากรุณา นิทานเปรียบเทียบชี้ให้เห็นพันธกิจ ที่พระองค์จะต้องกระทำให้สำเร็จ เพื่อนำพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า มามอบให้แก่เรา
นิทานเปรียบเทียบเรื่องคนงานในสวนองุ่นมีความหมายอย่างไร? นิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็น พระเยซูเจ้า เจ้าของสวนองุ่น และบรรดาผู้เช่าสวน มีเจ้าของสวนบางคน ที่ต้องการเพียงค่าเช่าเท่านั้น แล้วทำไมพระเยซูเจ้าทรงต้องการบอกว่า คนเช่าสวนที่ชั่วร้ายนั้น หมายถึงพวกฟาริสีและธรรมาจารย์? พระวาจาของพระองค์เป็นทั้งการทำนายและการตักเตือน ประกาศกอิสยาห์ได้กล่าวถึงประชากรอิสราเอล ที่เปรียบเสมือน “สวนองุ่นของพระเป็นเจ้า” (อสย 5:7) บรรดาผู้ที่ได้ฟังพระเยซูเจ้า ก็จะเข้าใจทันทีว่า นิทานเปรียบเทียบนี้ หมายถึงประชากรที่ดื้อรั้นและเป็นกบฏ
นิทานเปรียบเทียบนี้ ยังกล่าวถึงพวกเราเช่นเดียวกัน ที่พระเป็นเจ้าทางถ่ายทอดความจริงเกี่ยวกับพระองค์ และวิธีการที่ทรงกระทำต่อประชากรของพระองค์ ประการที่หนึ่ง นิทานเรื่องนี้กล่าวถึงน้ำพระทัยดีและความไว้วางใจของพระเป็นเจ้า สวนองุ่นมีทุกอย่าง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เช่า ซึ่งได้มอบสวนไว้ในมือของผู้เช่า เช่นเดียวกัน พระเป็นเจ้าทรงวางใจ และให้เสรีภาพแก่เราในการดำเนินชีวิต ประการที่สอง นิทานเรื่องนี้ยังกล่าวถึงความอดทนและความยุติธรรม พระเป็นเจ้าทรงให้อภัยแก่เราหลายครั้ง แต่เมื่อเราไม่กลับใจ พระองค์ก็จะพิพากษาเราด้วยความยุติธรรม.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view