สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

💠 พระเจ้าผู้ทรงสร้างเรา....
ทรงเข้าใจเรา...ดีที่สุด
ทรงรู้จักเรา......ดีที่สุด
ทรงรักและห่วงใยเรา...ที่สุด

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=OkH1FWfrEbM

🍏 You are My All in All
https://youtu.be/zC617kE1maU

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
มคา 7:14-15, 18-20
ลก 15:1-3,11-32

เมื่ออยู่ท่ามกลางคนบาป แทนที่จะเอาแต่บ่น
พระเยซูเจ้าทรงสอนวิธีที่จะเปลี่ยนแปลงคนเหล่านั้น
โดยการต้อนรับ ปรับทัศนคติ ด้วยท่าทีของบิดาที่ใจดี
เมตตา ให้อภัย ไม่จดจำความผิด

ในการทำหน้าที่ประกาศก ดูแลประชากรของพระเจ้า
เมื่อพวกเขาหลงผิด แทนที่จะเอาแต่พร่ำบ่น
ประกาศกมีคาห์ นอกจากตักเตือนแล้ว
ท่านยังภาวนาสำหรับพวกเขา

หมายเหตุ..
“บ่น” ไม่ใช่การแก้ปัญหา
ขณะที่ “ด่า” ก็ไม่ใช่วิธีแก้ไข

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เพราะน้องชายคนนี้ของลูก...” (ลก15:1-3, 11-32)

การกลับไปหาพ่อ
แท้จริงแล้ว
คือกลับไปหาพี่น้อง

การคืนดีกับพ่อ
แลกไม่ได้กับการไม่ยอมอภัยกันและกัน
พยายามยกตนให้บิดาเห็นความดีของตน
และนั่นกลับเป็นท่าทีของคนใช้มิใช่หรือ
ที่กลับไปเยียบย่ำ ใส่ร้ายซ้ำเติมกันและกัน
จนลืมไปว่า ฉันและเขา ก็ไม่ต่างกัน
เมื่อสอง เราต่างเป็นลูกของพ่อ

แต่...
จำเป็นต้องเลี้ยงฉลองและชื่นชมยินดี
เพราะน้องชายคนนี้ของลูกตายไปแล้ว กลับมีชีวิตอีก
หายไปแล้ว ได้พบกันอีก...

________________

พระวาจาของพระเจ้าในวันจบสัปดาห์ที่สองของเทศกาลมหาพรตในวันนี้ เป็นพระวาจาตอนที่เราเคยได้ยินกันบ่อย ในชื่อของ “ลูกล้างผลาญ” หรือ “บิดาผู้ใจดี” แต่ในพระวรสารแสดงให้เราเห็นสองท่าทีของบุตรทั้งสองของบิดา ที่การได้รับส่วนแบ่งสมบัติของบิดานั้น แท้จริงแล้ว อาจจะไม่มีใครสมควรได้รับส่วนแบ่งนี้ แต่สิ่งที่น่าไตร่ตรอง คือ ความใจดีของบิดา แม้ว่าลูกคนหนึ่งจะล่วงเกินต่อความเป็นบิดา คือการขอมรดกก่อนเวลาอันควร ดังกำลังบอกพ่อว่า “พ่อตายไปเถอะ” นั่นคือ บัดนี้ สิ่งที่เขาต้องการ หรือสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับเขา คงไม่ใช่พ่ออีกต่อไป แต่เป็นมรดกของพ่อ และนี่มันก็ไม่ต่างอะไรกับ “ฆาตรกรรม เพื่อชิงมรดก” นั่นเอง เมื่อเขาไม่สามารถรอวันที่เขาสมควรได้รับมรดกของพ่อ สิ่งที่เขาไม่ได้เป็นผู้สร้างไว้ แต่เป็นความใจดีของพ่อเท่านั้นที่จะมอบให้...

ผมเลือกคำหนึ่งสั้นๆ จากพระวรสารวันนี้มาไตร่ตรอง และแบ่งปันกับพี่น้องในเช้าวันนี้... “เพราะน้องชายคนนี้ของลูก...” (ลก15:1-3, 11-32) เพราะนี่คือคำที่ผมสะเทือนใจที่สุด ด้วยอาจจะเป็นหลายครั้งที่ผมอาจจะมีพฤติกรรมแบบนี้โดยไม่รู้ตัว และนี่ มันคือสิ่งที่ขัดแย้งต่อความใจดีของพ่อเหลือเกิน มันอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนดีๆ ต้องออกจากบ้าน เพราะไม่ยอมรับการกลับใจของพี่น้อง...

“เพราะมันเลยทีเดียว !!!”... “เพราะมึงนั่นแหละ!!!”... เราโทษกัน เราโยนความผิดให้กัน เราเหยียบย่ำกันแบบไม่ให้เงยหัวเลยกระนั้นแล... พลาดไปแล้ว ไม่ต้องให้มันลุก... นี่อาจจะเป็นท่าทีที่ทำร้ายหัวใจของพ่อเหลือเกิน เมื่อพ่อกำลังมีความรู้สึกยินดี เมื่อได้ลูกชายคนเล็กกลับมาอย่างปลอดภัย แต่ท่าทีที่ทำร้ายพ่ออีกครั้งหนึ่ง กลับเป็นท่าทีของพี่ชายคนโตที่ทำให้พ่อปวดร้าว...

เมื่อลูกชายคนโตโกรธ และไม่ยอมเข้าบ้าน ทำให้พ่อต้องออกจากบ้านเพื่อเชิญเขากลับเข้าบ้านอีกครั้ง... เขาบอกกับพ่อว่า “ลูกรับใช้พ่อมานานหลายปีแล้ว...” โถ เขามองเวลาที่อยู่กับพ่อเป็นความทุกข์ระทมหรือ เขาเป็นลูก แต่มองชีวิตของตนเองไม่ต่างกับคนรับใช้หรือ ที่ต้องรับใช้พ่อมานาน นานหลายปี เหมือนอยากจะหลุดพ้นจากการเป็นคนรับใช้นี้เหลือเกิน ... ตกลงเขาเป็นใครอ่ะ เขารู้สึกว่าเขาเป็นลูกหรือเป็นคนใช้...

“ไม่เคยฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อเลย...” แล้วจะเอาอะไรอีกล่ะ ที่ไม่ฝืนคำสั่งของพ่อนั้น... ตกลงหัวใจของเขาเป็นอย่างไร เขามีใจเดียวกับพ่อหรือเปล่า หรือหัวใจของเขาเป็นเช่นคนใช้จริงๆ ที่จำใจต้องทำตามคำสั่งที่ไม่อยากทำ... เอาซิ บัดนี้ลูกคนเล็กที่สำนึกตน และขอเป็นเพียงคนใช้ แต่ลูกคนโตกลับกำลังเป็นคนใช้ของพ่อ... งั้นหรือ???

“แต่พอลูกคนนี้ของพ่อกลับมา...” คำนี้ทิ่งแทงใจจริงๆ... แต่พอลูกคนนี้ของพ่อกลับมา... ทำไมเขาไม่พูดว่า “น้องคนนี้ของผม” แต่ “ลูกคนนี้ของพ่อ”... แล้วเขาเป็นใคร เขาพูดเหมือนกับน้องชายคนนี้ของเขาไม่ใช่น้องของเขา และเขาก็ไม่ใช่ลูกของพ่อกระนั้นแล... “ไอ้ลูกคนนี้ของพ่อ!!!” คำนี้อาจะเป็นคำของฉันด้วยในบางครั้งหรือเปล่า... เอาล่ะ “แล้วฉันเป็นใครสำหรับพ่อล่ะ...”

“เขาคบหญิงเสเพล...” โอ้ เจ้าลูกชายคนนี้ ลูกชายคนโตนี้ เขารู้ได้อย่างไรว่าน้องคบหญิงเสเพล... อ่านพระวรสารดูซิ ไม่ได้มีบันทึกเช่นนั้นเลย และมากกว่านั้น พี่ชายคนโต ก็ไม่ได้ไปกับน้องด้วย แต่บัดนี้ เขาบอกว่า “เขาคบหญิงเสเพล” โอ้... นี่มันเป็นการให้ร้ายน้องชายของตนเกินไปหรือเปล่า และนี่แหละ สิ่งที่ทำให้หัวใจของบิดาเจ็บปวดจริงๆ เมื่อลูกในบ้าน กำลังเหยียบย่ำหัวใจพ่อ ด้วยการเหยียบย่ำซ้ำเติมน้องชายที่สำนึกผิด ดังกับว่า เขาต้องการให้น้องของเขาตายๆ ไปซะ... มันช่างทำลายน้ำใจของพ่อเสียนี่กระไร

แต่คำตอบ วาจาของพ่ออ่อนโยนเหลือเกิน...

“ลูกเอ๋ย...” พ่อยังเรียกลูกคนโตว่า “ลูกเอ๋ย” นั่นหมายความว่า เขาเป็นลูกของพ่อ และสิ่งที่พ่อมีก็เป็นของลูก แต่ แต่ แต่ “ลูกเอ๋ย...” คำนี้ ทำให้เขาต้องถูกทำให้ตระหนักใจอีกครั้ง ว่าเขาเป็นลูกของพ่อ และไม่มีวันป็นอื่นไปได้เลย... เมื่อเป็นเช่นนั้น ประโยคต่อไปคือ... “เพราะน้องชายคนนี้ของลูก...” อ่อนโยนจริงๆ ครับ นี่คือประโยคที่อ่อนโยนในใจฉันบ้างหรือเปล่า หากท่าทีของฉัน หลายครั้งเป็นดังลูกชายคนโต ที่ไม่ยอมต้อนรับการกลับมาของน้อง หวังจะให้มันตายๆ ไปซะ... แต่กลับเป็นท่าทีที่ทำร้ายหัวใจของบิดาเป็นครั้งที่สอง และมันรุนแรงเหลือเกิน รุนแรงกว่าการกระทำของน้องชายด้วยซ้ำไป... “เพราะน้องชายคนนี้ของลูก...ลูกเอ๋ย...” คำของพ่อสะท้านใจฉันจริงๆ พ่อกำลังย้ำว่า “น้องชายของลูก” คือนี่ คือไอ้คนนี้ เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เขาเป็นน้องชายของลูก และลูกก็เป็นลูกของพ่อ ลูกไม่ใช่คนใช้... ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเลี้ยงฉลอง และชื่นชมยินดี เพราะน้องชายคนนี้ของลูก...”... ... ... “เพราะน้องชายคนนี้ของลูก”

พี่น้องที่รัก พระวรสารตอนนี้กำลังให้เห็นถึงท่าทีของเราด้วยหรือเปล่า คือท่าทีที่เราทุกคนต้องกลับใจมาหาบิดาจริงๆ ร่วมจิตหนึ่งใจเดียวกับบิดา... เพราะเราแต่ละคนไม่ใช่คนใช้ แต่เราคือลูกของบิดา และการเป็นลูกของพ่อนี้ ถูกตอกย้ำให้เราตระหนักใจจริงๆ ว่า คนที่เราอยากจะให้มันตายๆ ไปซะ คนนั้น “คือน้องชายของลูก” และ “ลูกเป็นลูกของพ่อ”

เป็นไปได้ไหม ที่หลายครั้ง เราพยายามทำดีในชีวิตคริสตชน แต่เราพยายามทำ ดังกับว่าเราเป็นคนใช้ที่หวังค่าตอบแทนจากเจ้านาย เราจึงรู้สึกอึดอัดไม่น้อยกว่าน้องชายคนเล็กที่ขอมรดกของพ่อก่อนเวลา... มันหนักกว่ามากนักมิใช่หรือ ที่เรากำลังทำร้ายหัวใจของพ่อ เหยียบย่ำหัวใจของพ่อของเรา... และหลายครั้งสิ่งที่เราทำนั้น จะเรียกว่าดีจริงหรือ เรารักพ่อจริงๆ หรือ หากเราทำเพียงเพราะค่าตอบแทนบางอย่าง และกำลังอึดอัดที่ยังไม่ได้รับค่าตอบแทนนั้น... และเราก็กำลังเหยียบน้องของเราให้มันจมดินไปเลย... เจ็บนะครับ... “ไอ้ลูกคนนี้ของพ่ออ่ะ” เราพูดดังกับว่าเราไม่ใช่ลูกของพ่อ และไอ้คนนี้ก็ไม่ใช่น้องของเรากระนั้นแล... วันนี้ ฉันเป็นใคร ฉันเป็นลูกหรือเป็นคนใช้...

ผมเขียนเพลิน ยาวอีกแล้ว... เอาเถอะครับ พี่น้องที่รัก ท่าทีของคนที่เป็นลูกของพ่อ คือท่าที่ของผู้ที่อยู่กับพ่อด้วยหัวใจของการเป็นลูกของพ่อ ไม่ใช่เยี่ยงคนใช้ ซึ่งพ่อไม่มีวันให้ลูกเป็นคนใช้ดังที่ลูกขอหรอก แม้ว่าลูกจะพลาดพลั้งไปมากสักเพียงใด แต่ลูกก็ยังเป็นลูกของพ่อ แล้วใยฉันจะตัดพี่ตัดน้องกันเสียเล่า ??? ฉันกะจะเหยียบกันให้จมดินไปเลยกระนั้นหรือ... ไอ้ลูกของพ่อคนนั้นอ่ะ... แล้วฉันไม่ใช่ลูกพ่อหรือ??? ... หากฉันยังเป็นลูกของพ่อ ฉันต้องเตือนตนเองเสมอว่า “นี่คือน้องชายของฉัน” และนี่แหละ ลูกพ่อ

ข้าแต่พระเจ้า ลูกเป็นลูกของพ่อเสมอ และดังนี้เอง เจ้านี่... ไอ้คนนี้ เขาคือน้องชายของลูก ที่ลูกต้องต้อนรับเขากลับบ้าน... พ่อครับ พ่อนั่งเถอะ พ่อนั่งให้สบายเถอะ... เดี๋ยวลูกเองครับพ่อ งานเลี้ยงนี้ ลูกเองครับ ลูกจะต้อนรับน้องชายของลูกกลับบ้าน เพราะเราสองคนคือลูกของพ่อครับ.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 19 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน มคา 7:14-15,18-20 / ลก 15:1-3,11-32
เรามักจะได้ยินคำพูดต่อไปนี้ “ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไป” ,”ฉันหมดความอดทนแล้ว” ,”ฉันให้อภัยคนนั้นไม่ได้”, “เขาเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง” คนที่เคยได้รับการทำร้ายจิตใจมักจะได้ยินประโยคเหล่านี้ การทำร้ายจิตใจอาจจะเกิดจากบุคคลที่เขารัก ที่ได้ทรยศต่อเขา หรือไม่ทำตามที่เขาไว้วางใจ
บรรดาคนบาปและคนเก็บภาษีได้เข้ามาฟังพระเยซูเจ้า ในขณะที่บรรดาฟาริสีและธรรมาจารย์ได้บ่น พร้อมกับพูดว่า “ทำไมคนๆนี้จึงต้อนรับคนบาป และรับประทานอาหารพร้อมกับพวกเขา?”
พระเยซูเจ้าได้ทรงเล่าเรื่องนิทานเปรียบเทียบเรื่องบิดาผู้ใจดีให้พวกเขาฟัง บิดาผู้ใจดีเลือกที่จะให้อภัยลูกคนเล็ก แม้ว่าเขาจะรู้สึกขมขื่นและวิตกกังวลเพียงใดก็ตาม การกระทำของบิดาผู้ใจดี จึงเป็นการทำลายความคิด ที่ว่าการให้อภัยนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือเป็นการยากที่จะให้อภัยคนอื่น การให้อภัยเป็นพระพรของความรัก จึงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย เพราะบิดาผู้ใจดี มีเสรีภาพที่จะเลือกรักลูกที่หลงผิดไป เขาจึงมีแต่ความเมตตากรุณา ความใจดี ความเข้าใจ การยอมรับสิ่งที่ลูกทำ และการให้อภัย เขาจึงปฏิเสธที่จะทำในสิ่งที่ตรงข้าม แม้จะถูกคนอื่นใช้อิทธิพลครอบงำก็ตาม โดยไม่สนใจว่า คนอื่นจะมีความรู้สึกอย่างไร ต่อการอภัยและการให้ความรักต่อลูกที่หลงผิดไป ถ้าฉันเลือก ที่จะให้ความเมตตากรุณาอย่างไม่มีเงื่อนไข และยินดีให้อภัย ฉันก็จำเป็นต้องเลือกความคิดด้านบวก และฉันจะต้องพูดว่า “พ่อให้อภัยลูก เพราะพ่อรักลูก”
ในพระวรสารพระเยซูเจ้ายังทรงต้องการเน้นความประพฤติของลูกชายคนโต ที่เป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นบรรดาฟาริสีและธรรมาจารย์ ที่คิดว่า พวกเขาเป็นคนชอบธรรม จึงไม่อาจยอมรับความยินดีของพ่อ ที่มีต่อลูกคนเล็ก ที่เปรียบเหมือนตายแล้ว กลับมามีชีวิตอีก คำพูดของลูกชายคนโต แสดงให้เห็นว่า เขาไม่ยินดีรับการกระทำของพ่อ และความจริงเขาอิจฉาน้องชายคนเล็กตลอดเวลา เขาไม่สามารถมองเห็นความจริงว่า ทุกสิ่งที่พ่อมีนั้นก็ยังเป็นของเขา และเขายังมีสิทธิที่จะใช้มัน.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/Pn-xXRkiZwk

view