สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

🍄 ข้าแต่พระเยซูคริสตเจ้า
โปรดช่วยข้าพเจ้าให้อ่อนน้อม
ยอมรับน้ำพระทัยของพระเจ้า
โปรดสอนข้าพเจ้าให้รู้จัก
วางอดีต .. ในพระเมตตาของพระองค์
มอบปัจจุบัน ..ในความรักของพระองค์
และถวายอนาคต ..ในพระอารักขญาณของพระองค์
(~ น.ออกัสติน)

📚บทอ่านวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
https://youtu.be/f1nb9fND-JU

💠Here I Am Lord
https://youtu.be/zJNiRC8y4bg

🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶🔶

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
อพย 3:1-8,13-15
1คร 10:1-6,10-12
ลก 13:1-9

พระเยซูเจ้าใช้อุปมาเรื่อง “ต้นมะเดื่อ”
เพื่อเตือนให้คิดว่า สำหรับคนที่ดำเนินชีวิต
ยึดติดอยู่ในหนทางที่ “ชั่วร้าย”
เงื่อนไขเดียว เพื่อจะรอดพ้นจากหายนะ คือ
กลับใจ เปลี่ยนทางดำเนินชีวิต

แรกเริ่มโมเสส ไม่รู้จักพระเจ้า จากเดิมที่เป็นคนเลี้ยงแกะ
แต่เมื่อได้ฟังเสียงเรียกของพระเจ้า พร้อมกับตอบว่า
“ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่” แล้วได้สนทนากับพระองค์
ทำตามที่พระเจ้าบอก และสอน ท่านเจริญเติบโตขึ้น
ในหนทางแห่งความเชื่อ และพันธกิจ ที่พระเจ้ามอบหมายให้ทำ
เพื่อจะเติบโต ออกผลในทางที่ดี...

นักบุญเปาโล เตือนให้ละเว้น ความปรารถนาที่ “ชั่วร้าย”
โดยดูตัวอย่างจากประชากรอิสราเอลในอดีต
แม้พวกเขาจะได้รับการอบรม หล่อหลอม เลี้ยงดู
จากบรรดาประกาศกของพระเจ้า
แต่การหลงดำเนินชีวิตในหนทางที่ไม่ดี
ทำให้พวกเขาต้องล้มตาย

หมายเหตุ...
การจะเปลี่ยนแปลงชีวิต
อย่าเพิ่งคิดไปถามใคร...
แต่จงเริ่มถามที่ใจตน

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ถ้าท่านไม่กลับใจเปลี่ยนชีวิต ทุกท่านจะพินาศไปเช่นกัน...” (ลก13:1-9)

วันนี้คือเวลาของเรา
แม้ว่าเวลาที่ผ่านมา เราอาจจะไม่เกิดผลอะไรเลย
แต่วันนี้คือวันที่เราต้องขอบคุณพระเจ้า
ที่เรายังมีโอกาสที่จะทำให้ชีวิตของเราเกิดผล
เป็นผลที่ถวายคืนแด่พระเจ้า
สมกับการที่พระองค์ทรงทอดพระเนตร
ทรงให้เวลา ทรงประทานโอกาส
โดยหวังว่า ต้นไม้ที่พระองค์ทรงปลูกไว้
จะมอบผลผลิตที่ดี ถวายคืนแด่พระองค์บ้าง

วันนี้ ชีวิตของฉันเป็นเช่นใด
ฉันยังคงเป็นต้นไม้ที่ไม่เกิดผล
แม้อยู่ในพระพรและเมตตาของพระเจ้าหรือเปล่า

เอาเถอะ นี่คือช่วงเวลาแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า
นี่ช่วงเวลาแห่งความรอดพ้น
เพราะวันนี้ พระเจ้ายังให้ฉันมีชีวิต...

________________

แม้ผมจะเป็นพระสงฆ์ เป็นพ่อเจ้าวัดที่คลุกคลีกับบรรดาผู้ป่วยมากๆ หลายครั้งที่ผมต้องอยู่ในบรรยากาศของงานศพของผู้ล่วงลับ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านไป มันคือช่วงเวลาที่มีคุณค่าและมีความหมายสำหรับผมมาก ที่โรงพยาบาลแต่ละครั้งที่ผมอยู่ข้างเคียงพี่น้องที่เจ็บป่วย ที่ในงานศพแต่ละงานที่ผมอยู่ที่นั่นเพื่อเป็นกำลังใจให้กับญาติพี่น้องของผู้ล่วงลับ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงความเป็นจริงของชีวิต คือความอนิจจัง ความไม่ยั่งยืน และอาอะไรแน่นอนไม่ได้กับชีวิตของเรา เหมือนกับเป็นการเตรียมตัวของตนเองด้วย เป็นการเตรียมจิตใจที่ดีเหมือนกัน หากวันหนึ่งจะเป็นโอกาส เป็นเวลาของผมด้วย แต่ผมจะเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร ผมจะนอนบนเตียงด้วยความรู้สึกอย่างไร ผมจะสามารถยิ้มรับน้องสาวทรมานได้อย่างไร และที่สุด ผมจะสามารถกางแขนต้อนรับน้องสาวมรณา ที่จะมารับผมกลับบ้านได้อย่างนักบุญฟรันซิสหรือเปล่า นี่คือบรรยากาศที่มีคุณค่าและมีความหมายสำหรับผมไม่น้อยเลยทีเดียว

พระวาจาของพระเจ้าในวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สามของเทศกาลมหาพรต ซึ่งแท้จริงแล้ว นั่นคือช่วงเวลาของการเตรียมสมโภชปาสกา นั่นคือการฉลองการผ่านที่สำคัญของชีวิต ที่เราจะก้าวผ่านไป ไม่ใช่ตามลำพัง แต่พร้อมกับพระเจ้า และในความเชื่อที่เราวางไว้ใจในพระองค์... เหตุการณ์ที่ปิลาตสั่งประหารชีวิตคนที่กำลังถวายเครื่องบูชาที่พระวิหาร... เหตุการณ์ที่คนสิบแปดคนที่ถูกหอสิโลอัมล้มทับและเสียชีวิต สองเหตุการณ์ในสมัยของพระเยซูเจ้าที่มีบางคนมาทูลให้พระเยซูเจ้าทรงทราบนั้น... เหตุการณ์โศกนาฎกรรมจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในยุคสมัยของเรา เหตุการณ์ที่พี่น้องบางคนของเราต้องประสบกับโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง เหตุการณ์การพลัดพรากเพราะความตาย เพราะอุบัติเหตุ... คำถามของพระเยซูเจ้าที่น่าไตร่ตรองคือ “ท่านคิดว่า คนเหล่านั้นเป็นคนบาปมากกว่าทุกคนกระนั้นหรือ จึงต้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้...”

นี่อาจจะเป็นบทสอน ที่เป็นสิ่งที่พระเจ้าสอนให้เรามองดูพี่น้องของเรา มองดูสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเราด้วยสายพระเนตรแบบพระเจ้าในบทอ่านที่หนึ่ง (อพย 3:1-8ก, 13-15)... “เราสังเกตเห็นความทุกข์ยากของประชากรของเรา...” แล้วเราก็เห็นว่าพระองค์ทำอะไรกับชะตากรรมของอิสราแอล พระเจ้าไม่ได้ทรงทอดทิ้ง แม้พวกเขาอาจจะมีมูลคดีกับพระองค์บ้างก็ตาม แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงปรารถนาให้ใครคนใด หรือคนบาปคนใดต้องพินาศ แต่พระองค์ทรงปรารถนาการกลับใจ และความรอดพ้นของพวกเขา นั่นคือการกลับใจ เมื่อได้สัมผัสกับพระทัยดีอ่อนโยนของพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงให้โอกาสและเวลา เพื่อกลับมาหาพระองค์...

เพลงสดุดีที่ 103 กลับมาให้เราได้ยินอีกรอบ หลังจากที่เราได้ยินเมื่อสานนี้ และได้ยินเป็นระยะๆ ในวันเหล่านี้ระหว่างเทศกาลมหาพรต คือบทเพลงสดุดีที่ชวนให้หัวใจเราระลึกและจดจำถึงสิ่งที่พระเจ้าได้กระทำต่อเรา ระลึกถึงพระคุณที่พระเจ้าทรงประทานให้เรา... ทรงอภัยความผิดของเราอย่างไร ทรงรักษาเราอย่างไรจากความชั่วร้ายของบาปที่เราได้กระทำไป ทรงช่วยชีวิตของเราจากความตายหลายๆ ครั้งอย่างไร ความรักมั่นคงของพระองค์ต่อเรานั้นเป็นอย่างไร เมื่อเราระลึกได้แล้วนั้น นี่จึงเป็นคำตอบ ว่าเราควรมองเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเราและพี่น้องของเราอย่างไร... ที่เป็นการมองด้วยสายตาของผู้ที่เชื่อ รัก และวางใจในพระเจ้า ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความอ่อนหวาน และเมตตาสงสาร...

สายตาของเราต้องไม่เป็นสายตาแห่งการตัดสิน... คนเหล่านั้นที่ประสบชะตากรรมที่เลวร้าย เขามีบาป และเป็นคนที่เลวร้ายมากกว่าเรากระนั้นหรือ จึงต้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนั้น ปรีชาญาณของพระเจ้า ต่างกับความคิดและความเข้าใจของเรามากมายนัก... เมื่อวิญญาณคนดีมีธรรม อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า ความทุกข์ร้อนใดเล่าจะมากล้ำกราย ในสายตาของเรา ดูเหมือนว่าเขาตายแล้ว แต่ที่ไหนได้ เขาอยู่ในสันติสุข การจากไปของเขาดูว่าอาจจะเป็นความสูญเสีย แต่นั่นคือการที่พระเจ้าทรงรับเขาไป เพื่อให้พ้นจากความชั่วร้ายของโลกนี้... ท่านคิดว่าคนเหล่านั้นมีบาปมากกว่าท่านหรือ จึงต้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนั้น แต่เปล่าเลย...

แต่ แต่ แต่... “ถ้าท่านไม่กลับใจเปลี่ยนชีวิต ทุกท่านจะพินาศไปเช่นกัน...” (ลก13:1-9) นี่คือสิ่งที่เป็นบทสอนที่สำคัญของชีวิตเรา ที่แม้วันนี้เรายังแข็งแรง และยังมีชีวิตอยู่... เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องตระหนักว่า ชีวิตของเราต้องเป็นสวนองุ่นของพระเจ้าที่เกิดและ และแบ่งผลผลิตถวายคืนให้กับพระองค์ในความรักความเมตตาต่อเพื่อนพี่น้องของเรา ไม่ใช่เป็นต้นมะเดือเทศที่ไม่เกิดผลในเวลาที่ควรจะให้ผลบ้าง แต่มันก็ไม่เกิดผลเลย และอาจจะสมควรจะต้องถูกโค่นทิ้งไป...

แต่กระนั้นก็ดี พระทัยดีของพระเจ้า คือผู้ที่ให้โอกาส และให้เวลาเสมอ พระองค์ไม่ได้ด่วนตัดสิน แต่ศีลอภัยบาป เวลาแห่งการคืนดียังคงเป็นพระพร เป็นโอกาสที่ให้เราได้กลับมาหาพระองค์ และเจริญชีวิตของเรา สมกับเป็นสวนองุ่นที่พระองค์ทรงปลูกไว้ สมกับเป็นต้นไม้ที่พระองค์ทรงดูแลรักษา และมันควรจะเกิดผลมากมาย เพื่อถวายคืนให้กับพระองค์บ้าง เพื่อแบ่งปันผลแห่งพระพรและพระหรรษทานของพระองค์ให้กับเพื่อนพี่น้องของเราบ้าง

วานนี้ ผมขับรถออกไปร่วมฉลองวัดที่ชุมพร และกลับมาอย่างปลอดภัย แม้บนถนนจะประสบเหตุการณ์อันตรายบางอย่างบ้าง และเช้านี้ผมยังตื่นขึ้นมาและยังมีชีวิต แม้ว่าเมื่อคืนนี้จะรู้สึกมีอะไรผิดปกติกับตนเองบ้าง แต่พระเมตตาของพระเจ้าคือ เช้านี้ผมยังมีชีวิต... และสิ่งนี้เอง ที่เป็นช่วงเวลาที่เช้านี้ ผมต้องประเมินตนเองไม่น้อยเช่นกัน ผมเกิดผลที่สามารถถวายคืนให้กับพระเจ้ามากน้อยเพียงใด...

พี่น้องครับ พวกเราที่แบ่งปันพระพรที่เราได้รับจากการฟังพระวาจาของพระเจ้าในเช้าวันนี้ ในกลุ่มของเราที่ราแบ่งปันกันทุกวัน อย่างน้อย วันนี้ เราทุกคนก็ตื่นขึ้นมาและมีชีวิต นี่คือพระทัยดีของพระเจ้า ที่เราระลึกถึงดังบทสดุดีที่ 103 ในมิสซาวันนี้ บทอ่านที่สองเตือนเรา ผู้ยังมีชีวิตในความเชื่อวันนี้ เป็นการตักเตือนอย่างหนักแน่นของนักบุญเปาโล (1คร 10:1-6, 10-12) “ผู้ที่คิดว่าตนยืนหยัดมั่นคงอยู่ พึงระวัง อย่าให้ล้ม”

ข้าแต่พระเจ้า ลูกขอบคุณพระองค์ สำหรับชีวิตอีกวันในเช้าวันใหม่ ที่พระองค์ทรงให้โอกาสลูก ได้อยู่ในพื้นดินในสวนของพระองค์ ขอพระองค์ เจ้าของสวนผู้เชี่ยวชาญ ขอทรงประทานพระพรบำรุงชีวิตของลูก เพื่อลูกจะไม่เป็นไม้ที่ไม่เกิดผลเลย แต่เพราะความช่วยเหลือของพระองค์ ลูกจะสามารถเกิดผลถวายคืนแด่พระองค์ในเวลาที่เหมาะสมด้วยเทอญ

สุขสันต์วันพระเจ้าครับ

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 19 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน อพย 3:1-8,13-15 / 1คร 10:1-6,10-12 / ลก 13:1-9
บทอ่านที่หนึ่งจากหนังสืออพยพ ที่ได้กล่าวถึงกระแสเรียกของโมเสส ที่มีผลที่ตามมาสองประการด้วยกัน ประการที่หนึ่ง มันพูดถึงจุดเริ่มต้น และจุดประสงค์ของทุกกระแสเรียก ที่ได้ให้ความหมายที่งดงามมาก ประการที่สอง มันพูดถึงเอกลักษณ์และธรรมชาติที่แท้จริงของพระเป็นเจ้า ที่ได้รับการเผยแสดงออกมา พระเป็นเจ้ามีพระประสงค์จะประทับอยู่กับประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา เมื่อเราอ่านบทอ่านนี้ เราจะพบว่าพระเป็นเจ้าได้ตรัสกับโมเสสว่า “เรามองเห็นความทุกข์ยากของประชากรของเรา เราได้ยินเสียงร้องของพวกเขา เรารู้ดีถึงความทุกข์ยากที่พวกเขากำลังสู้ทน และเราเองรู้สึกเสียใจ เราได้รับความกระทบกระเทือน เราตกลงใจที่จะทำอะไรบ้าง เพื่อเข้าไปมีบทบาท และปลดให้ประชากรของเราเป็นอิสระ และนี้คือวิธีการที่พระเป็นเจ้าจะทรงกระทำ เพื่อให้แผนการของพระองค์สำเร็จไป พระองค์จึงได้ตรัสกับโมเสสต่อไปว่า เราจะส่งเจ้าไปหากษัตริย์ฟาโรห์ เพื่อเจ้าจะได้นำประชากรของเราออกจากประเทศอียิปต์
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ยุติธรรม เพราะนี่คือปฏิกิริยาตามธรรมชาติและสามารถเป็นที่เข้าใจได้ ว่าพระองค์ได้ทรงกระทำอะไร พระองค์ทรงมองเห็นและได้ยินความทุกข์ยากของประชากร และทรงรู้สึกว่าทรงได้รับความกระทบกระเทือน พระองค์ได้ตัดสินใจ ที่จะทำอะไร ต่อสถานการณ์ของประชากรอิสราเอลในประเทศอียิปต์ และพระองค์ทรงส่งโมเสสไปกระทำตามแผนการของพระองค์ นี่เป็นสิ่งที่ยุติธรรมหรือไม่? เรากำลังพูดถึงรหัสธรรมที่พระเป็นเจ้าทรงกระทำต่อประชากรของพระองค์ในโลกนี้ พระเป็นเจ้าจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ พระองค์ทรงต้องการมนุษย์ เพื่อเป็นเครื่องมือของพระองค์ ที่ยินดีมอบร่างกาย เลือดเนื้อ ความสามารถและพรสวรรค์ต่างๆ เพื่อทำให้เห็นการประทับอยู่ของพระองค์ ในสถานการณ์ของมนุษย์ พระองค์ทรงต้องการมนุษย์ เพื่อทำสิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัย ต่อประชากรและต่อโลก สิ่งที่โมเสสได้รับจากพระเป็นเจ้า คือ คำมั่นสัญญาว่า”เราจะอยู่กับเจ้า เจ้าเองไม่ใช่คนที่ทำ เราจะดูเจ้า จงมีความไว้วาใจ”.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view