สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 26 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

วันอังคารที่ 26 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

🌼 ถ้าแม้นความเจ็บปวด
ทำให้ฉันเหมือนพระคริสต์ยิ่งขึ้น
ฉันก็ยอมที่จะอยู่ในความเจ็บปวด
เพื่อเมื่อฉันทนสู้ได้แล้ว
ฉันจะได้มีชีวิตตามพระทัยของพระคริสต์

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 26 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=QSW1SIxSwM4

🍐 ใจฉันรู้
http://youtu.be/VleeTRY38PY

🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿🌿

วันอังคารที่ 26 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
ดนล 3:25,34-43
มธ 18:21-35

เมื่อเพื่อนพี่น้องทำผิดต่อเรา ในฐานะมนุษย์
ที่ใช้อารมณ์ตัดสิน มักจะได้ยินคำถามที่ว่า
ต้องทนแค่ไหน ถึงจะพอ พระเยซูเจ้าทรงสอนศิษย์
ให้เข้าใจว่า เมื่อมนุษย์ทำผิดนั้น พระเจ้าทรงใช้ความรัก
ในการตัดสิน แม้ว่าเขาจะไม่มีสิ่งใดชดใช้
พระองค์ก็ยังทรงเมตตา ให้อภัย

เสียงของพระเจ้าย้ำเตือน ผ่านทางประกาศกดาเนียล
เมื่ออาซาริยาห์ ร้องขอการอภัย และพระเมตตาจากพระเจ้า
ด้วยการอธิษฐานภาวนา ด้วยความวางใจ
พร้อมกับ ท่าทีที่ตรมตรอม ถ่อมตน
เขาได้รับความเมตตา การอภัย อย่างไม่มีสิ้นสุด

หมายเหตุ..
ให้อภัย ด้วยใจที่เมตตา
นำพาสู่ความสุข

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันอังคารที่ 26 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“สักกี่ครั้ง...” (มธ 18:21-35)

รักคงยังไม่พอ รักของเรายังน้อยไปอีกหรือ
เจ้าจึงยังไม่รู้จักรัก???

เสียงจากประสบการณ์ของหัวใจดังก้องอยู่ในจิตวิญญาณ
สักกี่ครั้ง... สักกี่ครั้งถึงจะพอ

แล้วสิ่งที่เจ้าได้รับ...
กี่ครั้งแล้ว และอีกสักเท่าใดที่เจ้าต้องการ
แล้วเจ้าล่ะ...
ถวายคืนให้พระองค์บ้างแล้วหรือยัง ???

________________

“บัดนี้ ท่านทั้งหลายจงกลับมาหาเราอย่างสุดจิตสุดใจเถิดเพราะเรามีเมตตาและกรุณา” (ยอล 2:12-13)... เทศกาลมหาพรต เป็นช่วงเวลาที่หลายคนบอกว่า มหาพรต มาหาพระ... ก็จริงครับ นี่คือช่วงเวลาของการกลับมาหาพระเจ้า กลับมานั่งคุยกับหัวใจตนเองอีกครั้ง และสำหรับผม มันเป็นช่วงเวลาเช่นนั้นจริงๆ ที่ต้องกลับมานั่งคุยกับตนเอง คุยกับหัวใจตนเอง มันมีอะไรเกิดขึ้น มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมระหว่างผมกับพระเจ้า ในความรักและความสัตย์ซื่อต่อพระองค์ และสุดท้าย นี่ก็คือช่วงเวลาของการสำนึกถึงพระคุณ พระหรรษทานของพระเจ้าที่ประทานให้ผมตลอดมา บทสร้อยวันนี้... “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงระลึกถึงพระกรุณาของพระองค์” คือเสียงในหัวใจของผมด้วยเช่นกัน พร้อมกับบทสดุดีที่ 103 ที่ผมชอบมาก และในวันเหล่านี้ เราได้ยินบ่อยๆ แม้ว่าจะไม่ใช่บทสดุดีของวันนี้ก็ตาม... แล้วอะไร ที่หัวใจผมไตร่ตรอง อะไรที่พระวาจาของพระเจ้าส่งผลต่อจิตวิญญาณของผมจริงๆ ในเช้าวันนี้...

“โปรดอย่าให้พระหรรษทานของพระองค์ละทิ้งข้าพเจ้าทั้งหลายไป แต่ช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายให้รับใช้พระองค์อย่างแข็งขัน และนำความช่วยเหลือจากพระองค์มาให้อยู่เสมอ” บทภาวนาของประธานในบูชาขอบพระคุณประจำวันนี้ นำให้หัวใจและจิตวิญญาณของผมไตร่ตรอง และวอนขอสิ่งนี้จริงๆ คือ การขอให้พระหรรษทานของพระเจ้าอย่าทอดทิ้งเราไป นั่นคือการขอให้พระองค์ประทับอยู่ที่นี่ ขอพระองค์ทรงอยู่ตรงนี้ และขออย่าให้เราพรากจากพละกำลังของพระองค์เลย นั่นหมายความว่าพระองค์เท่านั้น ที่เป็นชีวิต เป็นลมหายใจของเรา ชีวิตคือพระพร คือพระหรรษทานที่พระเจ้ายังทรงประทานให้เรา คือสิ่งที่หาใช่สิทธิ์ของเราไม่ แต่คือพระเมตตาของพระองค์ ที่ทรงให้โอกาสกับเรา ให้เราได้เรียนรู้จักและรักพระองค์... รู้จัก และ รักพระองค์ครับ นี่คือสิ่งที่ต้องมาคู่กัน... และเพียงการได้มีโอกาสมารู้จักพระองค์ นั่นก็เป็นพระพรมากมายแล้ว ที่ทรงเปิดเผยให้เราได้รู้จักพระองค์ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่น่าไตร่ตรองไม่น้อยทีเดียว ที่แม้ความสามารถในการได้รู้จักพระเจ้า ก็หาใช่ความสามารถของเราไม่ แต่เป็นการเปิดเผยของพระองค์ นั่นหมายความว่า ลำพังมนุษย์เรา เราอ่อนแอเหลือเกินเมื่อปราศจากความช่วยเหลือและพระหรรษทานของพระองค์ และสิ่งที่เราต้องตอบแทนพระองค์คืออะไร... คงไม่ใช่เครื่องบูชาล้ำค่าใดๆ เพราะพระเจ้าไม่ทรงมีพระประสงค์สิ่งเหล่านั้น เพราะมันเป็นของพระองค์ทั้งสิ้น แต่การตอบแทนพระองค์ คือความรักต่อพระองค์ครับ และความรักต่อพระองค์ที่แท้จริงคืออะไร หากว่าเราจะเข้าใจว่า แม้เราจะรักหรือไม่รักพระองค์ พระองค์ก็ยังคงเหมือนเดิม... แล้วความรักต่อพระองค์คืออะไร เราต้องรักพระองค์อย่างไร เราต้องกลับมาหาพระองค์อย่างไรเล่า...

คำตอบที่กระทบจิตใจของผมอย่างแรง เมื่ออ่านพระวาจาของพระเจ้าในเช้าวันนี้ หลังการไตร่ตรองถึงชีวิตที่ต้องเข้าพึ่งพระหรรษทานของพระองค์เสมอ พระหรรษทาน คือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ด้วยความยินดี ด้วยความรัก และนี่คือชีวิตที่ผมยังมี ยังหายใจอยู่ นี่คือสิ่งที่พระเจ้ายังทรงเมตตาประทานให้... สำหรับตัวผมเอง ผมรู้สึกว่า พระองค์ทรงนำผมมาไกลจริงๆ และความสำเร็จใจชีวิตที่แท้จริงของผม มันก็ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการได้เรียนรู้จักและรักพระองค์ สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้ผมรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ผมต้องการจริงๆ ในชีวิต... วานนี้ ได้มีโอกาสคุยกับพี่สาวทางสื่อออนไลน์ ผมดีใจไปพร้อมกับพี่สาวด้วย ที่หลานชายของผมคือลูกของพี่สาวของผม ได้จบการศึกษาในระดับหนึ่ง ซึ่งบรรยากาศในวันเหล่านี้ คือบรรยากาศของความชื่นชมยินดีของการจบการศึกษา... มีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นในใจของผมระหว่างสนทนากัน... ทำไมผมไม่มอบบรรยากาศเหล่านี้ให้กับตนเองบ้างในวันจบการศึกษา เมื่อผมไม่เคยเข้าไปรับปริญญาเลยสักครั้ง ไม่เคยสวมครุยที่หลายคนใฝ่หา ไม่มีเลย และไม่ต้องการด้วยครับ... ผมคงไม่ใช่คนเดียวในโลกกระมังที่ทำแบบนี้ แต่ดูเหมือนผมตั้งใจเก็บสิ่งนี้ไว้เพื่อไตร่ตรองในแต่ละวันของชีวิตของผม เพราะวันนี้เอง ผมยังไม่เคยกลับไปที่สถานศึกษาแต่ละแห่งที่จบมาเพื่อขอรับเอกสารการจบการศึกษาเลย เรียกว่าจบแล้วก็เดินออกมาเลย... วานนี้ การสนทนาของผมกับพี่สาวคนนี้ ทำให้ผมต้องตอบตนเองอีกครั้ง แท้จริงแล้ว ผมต้องการอะไรจริงๆ ในชีวิต และคำตอบที่ผมอบอุ่นใจที่สุดก็คือ การได้เรียนรู้จักพระเจ้า และรักพระองค์ได้จริง (แต่วันนี้ ผมทำได้จริงๆ แล้วหรือยัง...) ... แต่กระนั้นก็ดี เมื่อได้ไตร่ตรองถึงประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา กับพระเมตตารักของพระเจ้าต่อผม ผมยังรู้สึกว่า รักของผมที่มอบให้พระองค์ มันยังไม่พอ และไม่เคยพอสักที...

“สักกี่ครั้ง...” เพียงพระวาจาสั้นๆ ที่เรียกร้องสิ่งที่ต้องไม่เคยเบื่อหน่ายในจิตวิญญาณ “สักกี่ครั้ง...” เหมือนเป็นคำถามว่า “เท่าใดถึงจะพอ...” ฉันต้องอดทนกับพี่น้องเท่าใดถึงจะพอ ฉันต้องให้อภัยสักกี่ครั้งถึงจะพอ... ขอทรงพระกรุณาระลึกถึงพระกรุณาของพระองค์... คือขอให้ใจฉันระลึกถึงเสมอด้วย ซึ่งสิ่งที่ฉันต้องจดจำพระกรุณาของพระองค์... โอ้คำตอบขององค์พระผู้เป็นเจ้าคือสิ่งนี้... และพี่น้องที่รักครับ คือสิ่งนี้หรือเปล่า นี่หรือเปล่าที่เป็นสิ่งที่กระทบหัวใจของฉันมากในเช้าวันนี้ ในบรรยากาศที่ยากลำบาก กับบางคนที่ยังไม่เลิกทำร้ายฉัน กับบางคนที่ทำให้ฉันบาดเจ็บตลอดมา และการได้รู้จักพระเจ้าและรักพระองค์นี้ ก็หมายถึงสิ่งนี้ด้วย คือการได้สัมผัสพระกรุณาของพระเจ้า ที่ฉันต้องตอบว่า “กี่ครั้งแล้ว ที่พระเจ้าทรงพระเมตตาฉัน” และนั่นแหละ ฉันจึงต้องถามตนเองว่า “ต้องกี่ครั้งที่ฉันต้องรักและให้อภัยต่อพี่น้องของฉัน” วันนี้ เอาแค่พี่น้องของฉันก่อนเถอะ เอาแค่พี่น้องจริงๆ ของฉันก่อนครับ พี่น้องที่เป็นสมาชิกในครอบครัวของฉัน ในความสัมพันธ์ในครอบครัวของฉัน ฉันให้อภัยกันและกันได้หมดจิตหมดใจหรือยัง... พี่น้องในหมู่คณะนักบวชของฉัน ฉันให้อภัยกันอย่างหมดจิตหมดใจได้แล้วหรือยัง... โอ้ งานเข้าแล้วครับ การบ้านครับ สิ่งที่ต้องทำให้เป็นรูปธรรม หลังจากฟังและไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าในเช้าวันนี้ครับ

แล้วจะไหวไหมอ่ะ... ฉันอาจจะทูลพระองค์ว่า “ก็ฉันไม่ใช่พระเจ้านี่...” แต่ในขณะที่ฉันก็ต้องระลึกไว้ว่า ฉันนี่แหละ ที่พระเจ้าทรงเรียกมาให้เป็นหนึ่งเดียวกับความรักของพระองค์ ฉันนี่แหละ ที่พระเจ้าทรงเรียกมาให้มีประสบการณ์ในรักพระองค์ เพื่อชีวิตของฉันจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นชีวิตของพระหรรษทานที่พระองค์ทรงประทานให้ พระเจ้าทรงเป็นความรัก วันนี้ ฉันเป็นอะไร... เมื่อได้รับความรักมากมายถึงเพียงนี้ วันนี้ฉันเป็นอะไร... พระเจ้าข้า แล้วลูกจะไหวไหมอ่ะ... ช่วยลูกด้วยนะครับ พระบิดาของลูก เพื่อหัวใจของลูกจะเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในความอ่อนโยนแบบพระองค์

ข้าแต่พระเจ้า โปรดอย่างทรงให้พระหรรษทานของพระองค์ละทิ้งลูกไป แต่ช่วยลูกให้รับใช้พระองค์อย่างแข็งขัน และนำความช่วยเหลือของพระองค์มาให้อยู่เสมอ (เทียบ บทภาวนาของประธาน) เพราะปราศจากพระหรรษทานของพระองค์ หัวใจของลูกอาจไม่สามารถอ่อนโยนได้เช่นพระองค์ เพื่อจะสามารถรักพระองค์อย่างแท้จริง พระเจ้าข้า ช่วยลูกด้วยเถิด.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 26 มีนาคม 19 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน ดนล 3:25, 34-43 / มธ 18:21-35
ใครบ้างไม่มีหนี้สินที่ตัวเองต้องจ่ายคืน? และมีใครบ้างที่จะไม่รู้สึกขอบคุณคนที่ปลดหนี้ให้? แต่เราสามารถหวังความเมตตาและการอภัยโทษ เมื่อเราติดหนี้คนด้วยหนี้สินจำนวนมาก เมื่อประชากรอิสราเอลทำบาป และต่อสู้พระเป็นเจ้า ซึ่งได้ปล่อยให้พวกเขาทำต่อไป จนกระทั่งพวกเขากลับใจ และร้องขอพระเมตตาจากพระองค์ หนังสือของประกาศกดาเนียลในพระธรรมเก่า ได้เล่าเรื่องของดาเนียลอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับเพื่อนๆอีกสามคน ที่ได้ถูกเนรเทศไปยังกรุงบาบิโลน เมื่อกษัตริย์ของกรุงบาบิโลนได้โยนเพื่อนทั้งสามคนไปในเตาไฟ พวกเขาได้ร้องขอพระเป็นเจ้า ให้มีพระเมตตา ไม่ใช่ต่อพวกเขาเท่านั้น แต่ต่อประชากรทั้งหมดของพระเป็นเจ้า “ขอทรงอย่าละทิ้งข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดไป เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ อย่าทรงทำลายพันธสัญญาของพระองค์เลย” ประกาศกเยเรมีย์เตือนเราว่า พระเมตตาของพระเป็นเจ้า “จะไม่มีที่สิ้นสุด จะเป็นสิ่งใหม่ทุกเช้า” พระเป็นเจ้าทรงประทานพระหรรษทานแก่ผู้ต่ำต้อย และพระองค์จะแสดงพระเมตตา ต่อบรรดาผู้ที่หันมาหาพระองค์ เพื่อรับการบำบัดรักษาและการให้อภัย
พระเมตตาของพระเป็นเจ้าต่อเราทุกคน แสดงให้เราเห็นว่า เส้นทางที่พระองค์ทรงต้องการให้เราแต่ละคน ให้มีใจเมตตากรุณาต่อกันและกัน เมื่อเปโตรได้อ้างการให้อภัยและแสดงความเมตตากรุณาต่อเพื่อนบ้าน ท่านคิดว่า พระเยซูเจ้าจะทรงพอพระทัยในคำตอบของท่าน ทำไมจึงไม่ยกโทษให้เพื่อนบ้านเจ็ดครั้ง และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า พระเยซูเจ้าจะให้คำตอบว่า ต้องยกโทษให้เจ็ดครั้งเจ็ดสิบหน ที่พระองค์ทรงทำให้ชัดเจนว่า ไม่มีกำหนดจำนวนของความเมตตากรุณาและการให้อภัย และพระองค์ทรงให้ตัวอย่างสองตัวอย่างด้วยกัน เกี่ยวกับการเป็นหนี้สองชนิด ที่แตกต่างกัน คนแรกเป็นหนี้มหาศาล ในสมัยนี้ คงเป็นเงินหลายล้านบาท ในสมัยพระเยซูเจ้า เงินจำนวนนี้มากกว่างบประมาณให้แคว้นใดแคว้นหนึ่ง เป็นจำนวนเท่ากับการจะไถ่ตัวกษัตริย์ ชายที่ได้รับการยกหนี้จำนวนมหาศาลนี้ กลับไม่ยอมยกหนึ้ให้เพื่อน ที่ติดหนี้เป็นจำนวนน้อยมาก เราจึงเห็นความแตกต่าง ที่เปรียบเทียบกันไม่ได้.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view