สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 22 มีนาคม 2017 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

วันพุธที่ 22 มีนาคม 2017 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

🍎จงจดจ่อในพระวาจา
นิ่งสงบในการอธิษฐาน...
รอคอยและวางใจ
ในการทรงนำของพระองค์

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 22 มีนาคม 2017
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=CO9WaTIR1KU

🌹ทรงเลี้ยงดูข้า
http://youtu.be/SNimUXEBetY

🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹

วันพุธที่ 22 มีนาคม 2017
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
ฉธบ 4:1,5-9
มธ 5:17-20

เมื่อกาลเวลาผ่านเปลี่ยนไป พระเยซูเจ้าที่ใส่ใจใน
ความแตกต่างทางสังคม วัฒนธรรม ตอกย้ำ
ทำให้บรรดาศิษย์ได้เข้าใจถึงความจำเป็น
ของการ “ปรับปรุง” ให้เหมาะสมกับยุคสมัย

เมื่อโมเสสในฐานะผู้นำ สอนอิสราเอล
ประชากรของพระเจ้า ให้เข้าใจ
ข้อกำหนด กฎเกณฑ์ นอกจากย้ำให้จำใส่ใจ
ยังกำชับให้ทำทุกอย่าง และเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
ท่านทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

หมายเหตุ..
หนทางสู่ความสำเร็จ
จำเป็นต้องเรียนรู้ และปรับปรุง
สิ่งที่เคยผิดพลาด ล้มเหลว

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันพุธที่ 27 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เรามิได้มาเพื่อลบล้าง แต่มาเพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์...” (มธ 5:17-19)

เมื่อดำเนินชีวิตตามกฎของพระเจ้า
เราก็ไม่มีอะไรพลาดพลั้งในกฎของโลกอีก
เพราะคริสตชน
คือความสมบูรณ์ของธรรมบัญญัติทั้งมวล
ด้วยชีวิตที่เดินตามคำสอนแห่งพระวรสาร
เพียงเป็นคนดีของพระเจ้า
เขาก็เป็นคนดีที่สุดของโลกและสังคมแล้วล่ะ...

________________

บทอ่านที่หนึ่งในวันนี้ทำให้เราเห็นว่า อิสราแอล คือประชากรของพระเจ้า คือชนชาติที่ยิ่งใหญ่ ในความรู้ความสามารถ และมากกว่านั้น คือชนชาติที่พระเจ้าประทับอยู่ด้วย คือชนชาติที่มีกฎของพระเจ้าเป็นวิถีชีวิต และพวกเขาก็สัตย์ซื่อต่อกฎของพระองค์เสมอมา และนี่คือพระสัญญาที่พระเจ้าได้ตรัสกับเขา หากเขาดำเนินชีวิตตามกฎของพระองค์ พระองค์จะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาก็เป็นประชากรของพระองค์ ดังนั้น บทสรุปก็คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามกฎของพระเจ้า มีพระบัญญัติของพระองค์เป็นวิถีชีวิต ผู้นั้นก็เป็นประชากรของพระเจ้า ที่พระเจ้าสถิตอยู่กับเขานั่นเอง ดังนั้น พระวาจาของพระเจ้าในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ (ฉธบ 4:1, 5-9) จึงเป็นที่ยืนยันกับเราคริสตชนศิษย์ระเยซูด้วยว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตบนหนทางของพระเจ้า นั่นคือผู้ที่มีความเข้าใจปรีชาญาณ อันเป็นข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงเรียกให้ดำเนินชีวิตบนหนทางของพระองค์

พี่น้องที่รักครับ เราเคยรู้สึกบ้างไหม ว่ากฎของพระเจ้านั้น กฎของพระศาสนจักรนั้น หลายๆ ครั้งมันทำให้เราแบกหนักไปหรือเปล่า คือเป็นอะไรที่มากกว่าคนอื่นๆ เขาในโลกอ่ะ แล้วทำไมเราต้องเหนื่อยมากขนาดนี้อ่ะ เพื่อจะได้รับความรอดพ้น ทำไมคนอื่นๆ ที่เขาไม่รู้กฎนี้ เขาก็ดำเนินชีวิตสบายกว่าฉัน และทำไมฉันต้องมารับแบกหนักกับกฎที่เป็นมาตรฐานที่สูงเหลือเกิน ที่พระเจ้าทรงประทานให้ฉัน เป็นวิถีชีวิตของฉันเพื่อจะเดินหน้าไปพบความรอดพ้นในพระองค์ ทำไมฉันต้องลำบากกว่าคนอื่นๆ ด้วยเล่า... ความรู้สึกเหล่านี้เคยทำให้เราท้อใจในการเป็นคริสตชนบ้างไหม หรือเราเคยคิดบ้างไหมที่จะดำเนินชีวิตเหมือนคนอื่นๆ เขา แบบว่า “ใครเขาก็ทำกันทั้งนั้น” แต่นั่นแหละครับ สิ่งที่ใครเขาก็ทำกัน แม้ว่าคนทั้งโลกจะหลงทำตามกัน แต่หากมันไม่ใช่ความดีแล้ว ยังไงมันก็ไม่ใช่ความดีไปได้หรอก เพราะปรีชาญาณและความจริงอยู่ในพระเจ้าเท่านั้นเอง ดังนี้ พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “เราเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต” (ยน 14:6) ชีวิตจึงมาจากผู้ที่ดำเนินตามความจริง และเมื่อความจริงอยู่ในพระเจ้า ปรีชาญาณทั้งมวลจึงอยู่ที่คำสอนของพระองค์ด้วย ดังนั้นเอง เราเคยภูมิใจในคำสอนของคริสตชนบ้างหรือเปล่า หรือยังคงคิดว่า ฉันต้องแบกหนักกว่าคนอื่นเขาทำไม หรือฉันยังคงอิจฉาการดำเนินชีวิตของคนอื่นๆ เขาอยู่อีกเล่า ???

พระวาจาของพระเจ้านำเราไตร่ตรองพระวรสารของนักบุญมัทธิวในวันนี้ บทที่ห้า ที่เรียกว่า มาตรฐานที่สูงกว่ามาตรฐานอื่นใดในโลก นั่นคือมาตรฐานของเราคริสตชน ศิษย์พระคริสต์นั่นเอง ที่วันนี้ พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า พระองค์ไม่ได้มาเพื่อลบล้างธรรมบัญญัติ แต่มาเพื่อทำให้สมบูรณ์ นั่นคือมาเพื่อดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างสำหรับเรา... เราคงยังจำได้ว่า หนทางแห่งการกลับคือ “การเชื่อข่าวดี” ดังที่เราได้รับการโรยเถ้าในวันพุธรับเถ้า พระสงฆ์กล่าวว่า “จงกลับใจและเชื่อข่าวดี” นั่นคือการเชื่อพระวรสาร หรือพระวาจาของพระเจ้า และพระเยซูเจ้าเองที่เป็นพระวจนาถต์ องค์พระวาจาของพระเจ้าที่รับสภาพบังเกิดเป็นมนุษย์เหมือนเรา และนี่แหละ พระองค์คือองค์พระวาจาของพระเจ้าผู้ประทับอยู่ท่ามกลางเรา ทำไมพระองค์ต้องทำถึงเพียงนี้ ก็เพื่อสอนเราด้วยแบบอย่างชีวิตของพระองค์ที่ทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ในการดำเนินชีวิตตามพระวาจาของพระเจ้านั่นเอง

เราอาจจะสังเกตเห็นหลายๆ ครั้ง เมื่อสิ่งที่พระเยซูเจ้าทำ ในสายตาของชาวยิวและฟาริสี ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกับกฎและบัญญัติของโมเสสและบรรดาประกาศก แต่ที่สุด พระเยซูเจ้าต้องการสอนพวกเขาให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นคนดีบริบูรณ์ เป็นผู้มีเมตตา คือเป็นดังพระบิดาเจ้าสวรรค์นั่นเอง... ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านั้นอาจจะไม่ได้รับการอธิบายในบัญญัติอย่างครบถ้วน แต่นี่แหละ ชีวิตของพระเยซูนี่แหละ ที่เป็นพระวาจาของพระเจ้า ที่เป็นบัญญัติของพระเจ้า ที่มอบให้กับเรา และเป็นธรรมบัญญัติที่สมบูรณ์ที่เติมเต็มธรรมบัญญัติเดิมของบรรดาประกาศก...

พี่น้องที่รักครับ ชีวิตคริสตชน คือชีวิต ที่อาจจะเรียกร้องให้เราออกแรงมากกว่าเพื่อน มากกว่าคนอื่นๆ อันเป็นชีวิตที่เราไม่น่าจะต้องไปอิจฉาความสบายๆ ของคนอื่นๆ เลยนะครับ... ผมนึกถึงวีรกรรมที่อาจจะแย่ๆ ของผมในสมัยเป็นนักเรียนมัธยมครับ ที่ถูกทำโทษเสมอๆ เพราะไม่ทำการบ้าน... พี่น้องรู้ไหม ทำไมผมไม่ทำการบ้าน... และผมก็ดูเหมือนว่าจะหยิ่งในศักดิ์ศรีด้วย ไม่ลอกการบ้านด้วยครับ เมื่อทำเองไม่ได้ก็ไม่ลอกใครครับ... ยกเว้นแต่ว่ามีใครมาสอนให้เข้าใจได้ ก็จะทำครับ และไม่เคยเกเรครับ หากทำได้ แต่หากทำไม่ได้ หลายครั้งผมคิดว่า จะทำไปให้เปลืองกระดาษ เสียหมึกปากกาทำไม เมื่อแท้จริงแล้ว ผมไม่มีอะไรในหัวเลย และไม่เข้าใจอะไรเลย ผมจึงไม่ทำครับ เพราะไม่เข้าใจจริงๆ เมื่อพยายามทุกหนทางแล้ว มันไม่เข้าใจอ่ะ ยอมรับว่าซื่อบื้อในบางเรื่องอ่ะ เรียนไม่เข้าในบางเรื่องอ่ะครับ แล้วจะทำอะไร เขียนอะไรที่เป็นคำตอบหรือ... โห้ พี่น้องครับ ผมถูกทำโทษจนเบื่อในวิชาหนึ่งที่ผมไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ จนวันนี้ก็ไม่เข้าใจครับ มันคงไม่ใช่ความสามารถของผมจริงๆ แหละ... แต่วันหนึ่ง ผมลองดีครับ ผมเขียนอะไรบางอย่างมั่วๆ ลงไปครับ เหมือนจะเป็นการทำการบ้านครับ แต่ผมรู้ว่า คำตอบคือผิดครับ แต่ผมมั่วๆ เขียนอะไรไป เพื่อให้ดูเหมือนว่า ผมทำการบ้านครับ พี่น้องครับ รู้ไหม คุณครูบอกอะไรกับผมครับ บอกแม้ว่าสิ่งที่ผมส่งไปนั่น จะถูกกากบาททุกจุด ทุกข้อ เพราะมันผิดครับ แต่คุณครูบอกอะไรกับผมรู้ไหมครับ... ครูกลับชมผมว่า “เธอขยันขึ้นนะ” 555 ผมคิดในใจ “ขยันบ้าอะไรอ่ะ ก็กูเบื่อถูกทำโทษแย่แล้วอ่ะ” (ขออภัยที่พูดไม่สุภาพ แต่ตอนนั้นบอกตนเองอย่างนั้นครับ) นั่นก็แสดงว่า นั่นไม่ใช่ความขยันอะไรเลย แต่เพราะเบื่อการถูกทำโทษแย่แล้ว เลยทำอะไรมั่วๆ เพื่อแสดงว่าผมทำการบ้าน... แต่คำถามใจผมเวลานั้นจริงๆ หนักๆ คือ ... “ครูต้องการเพียงเท่านี้เหรอวะ!!!”... “นั่นอ่ะหรือ สิ่งที่ครูคาดหวังในการบ้านของเด็กโง่ๆ แบบผม???”

พี่น้องที่รักครับ เมื่อเวลาผ่านไป และนำผมมาเป็นครูสิบสี่ปีในโรงเรียน เด็กที่ไม่ทำการบ้าน กลับกลายเป็นเด็กที่ใกล้ชิดผมที่สุดครับ และผมดูเหมือนจะรักเขาที่สุดด้วย เพราะนั่นแหละ คือพันธกิจของผม ประสบการณ์และความรู้สึกของผมในวันก่อน มันทำให้ผมเข้าใจสิ่งที่อาจจะไม่มีสักกี่คนที่คิดเช่นนี้ ชีวิตครูของผม จึงอาจจะแปลกว่าคนอื่นนิดหนึ่งคือ หลายคนบอกว่าผมรักเด็กพวกนี้มากกว่าคนอื่นๆ... มันคงใช่ครับ เพราะนี่แหละคือพันธกิจของผมครับ แต่สุดท้าย แนวคิดนี้ ผมก็ได้มาจากพลังแห่งพระวาจานี่เองครับ ที่ทำให้ผมเรียนรู้ที่จะคิดและทำมากกว่าสิ่งที่ตาเห็นและใจปรารถนา แต่ “พระประสงค์ของพระเจ้า” ที่เรียกร้องให้ผมแสวงหาปรีชาญาณที่สูงกว่านั้นครับ นั่นคือการเป็นครูที่สมบูรณ์แบบ ที่ไม่ใช่ครูต้นแบบ ครูแห่งชาติ ครูพระราชทาน แต่มากกว่าเรา ผมคือครูพระราชทานจากพระราชาแห่งพระราชาทั้งหลายครับ... พี่น้องครับ เราเป็นประชากรของพระเจ้าไม่ใช่หรือ เราเป็นคนของพระราชาแห่งพระราชาทั้งหลายไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเราจะไม่ยึดกฎของพระองค์เป็นวิถีชีวิตของเราล่ะครับ เราจะยังคงภูมิใจกับกฎที่ไม่สมบูรณ์ของโลกอยู่อีกหรือ... พี่น้องที่รักครับ คนดีของพระเจ้า มักเป็นคนดีที่สุดของสังคมด้วยมิใช่หรือ... ทำไมเราจะไม่ขยันกว่าคนอื่นล่ะ ทำไมเราจะไม่ดีกว่าคนอื่นเล่า เมื่อพระเจ้าเป็นพระเจ้าของเรา และเราคือประชากรของพระองค์ เราคือลูกของพระองค์... เพื่อนครูบางคนบอกผมว่า “มึงจะทำอะไรนักหนา ห้าโมงก็กลับบ้าน เด็กเขามีพ่อมีแม่ มึงจะไปเหนื่อยอะไรกับเขามากมาย... กูคนหนึ่งละ ไม่เอาล่ะ ทั้งวันก็เหนื่อยมากแล้ว มันไม่เอาก็เรื่องของมัน...” แต่ผมก็ยังลุยงานของผมต่อ และไม่ได้เรียกร้องให้ใครต้องทำตามผม ผมเข้าใจครับ เพื่อนผมเขามีครอบครัว เขามีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ แต่ผมตัวคนเดียว ผมโสดอยู่ครับ... แต่นั่นมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่ผมสามารถทุ่มเทเพื่อเด็กๆ แต่เพราะผมเป็น “ครูคาทอลิก” ครับ ผมเป็นครูพระราชทานจากพระราชาแห่งพระราชาทั้งหลายเพื่อเด็กๆ ของผมครับ นั่นต่างหาก คือเหตุผลว่า ผมเอาพลังในการทำงานมาจากไหน ที่ทำให้ผมทุ่มเทได้มากมายขนาดนั้น เพราะพระเจ้าคือพลังใจของผมในความเป็นคริสตชนไงครับ ผมจึงคิดว่า มาตรฐานของผมอยู่ที่แบบอย่างของพระคริสตเจ้าครับ ไม่ใช่ใบประกาศใดๆ ในโลก แต่ที่พระวรสารครับ...

พี่น้องที่รักครับ เดินตามพระเยซู เป็นศิษย์พระองค์ คือการเดินตามแบบอย่างของพระองค์ผู้ทรงเป็นพระวาจาและบัญญัติของพระเจ้าที่ครบครัน ไม่ต้องทำอะไรแล้วครับ พี่น้องครับ เราจะเป็นคนดีที่สุดในโลกแล้วล่ะครับ หากเราเป็นคนดีของพระองค์ เราจะไม่พลาดผิดในกฎใดๆ ของโลกเลย

ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกขอโทษ ที่อาจจะมีบางครั้งที่ลูกรู้สึกน้อยใจในการเป็นศิษย์ของพระองค์ ที่ต้องแบกภาระหนักกว่าคนอื่นๆ เขา โดยที่ลูกไม่เคยรู้ตัวเลยว่า คริสตชนอย่างพวกลูกนี้ คือชนชาติที่พระองค์ประทับอยู่ด้วย และเป็นชนชาติที่มีกฎของพระองค์เป็นปรีชาญาณแห่งชีวิต... พระเจ้าข้า ขอให้ลูกได้เชื่อในพระองค์ โปรดทวีความเชื่อของลูกด้วยเทอญ

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 27 มีนาคม 19
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน ฉธบ 4:1,5-9 / มธ 5:17-20

ธรรมบัญญัติและบรรดาประกาศก คือ ปัจจัยที่สำคัญในชีวิตของประชากรผู้รับเลือกสรรของพระเป็นเจ้า เพราะมันจะสามารถให้ความกระจ่างเรื่องการปกครอง ศีลธรรม และชีวิต ธรรมบัญญัติช่วยให้เข้าใจเรื่องอัตตลักษณ์ และความชอบธรรม และเปรียบเหมือนสมอเรือของประชากร

ส่วนบรรดาประกาศกแสดงให้เห็นว่าพระเป็นเจ้า ซึ่งเดินทางพร้อมกับพวกเขาเสมอ ช่วยป้องกัน และช่วยแก้ไขเมื่อพวกเขาทำผิดพลาดไป ธรรมบัญญัติและบรรดาประกาศกได้ชี้ไปยังพระเยซูเจ้า เพื่อทำให้สิ่งที่กล่าวมาสมบูรณ์มากขึ้น พระเยซูเจ้าได้อ้างถึงว่า พวกเขามีพันธกิจ เพราะ” เรามาเพื่อทำให้มันสมบูรณ์ขึ้น”

ไม่ต้องประหลาดใจ พระเยซูเจ้า คือ พระวาจนาตถ์ที่รับเอากายเป็นมนุษย์ เป็นพระวจาตถ์ที่พระบิดาเจ้าตรัส ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้น (ยน 1:2-3) ในพระเยซูเจ้า เราเข้าใจว่า เพื่อพระเป็นเจ้าตรัส ทุกสิ่งก็จะเกิดขึ้นและผ่านพ้นไป ( อสย 55:10-11)

ตามที่กล่าวว่า “เพราะฝนและหิมะลงมาจากฟ้า และไม่กลับไปที่นั่น เว้นแต่รดแผ่นดินโลก กระทำให้มันบังเกิดผลและแตกหน่อ อำนวยเมล็ดแก่ผู้หว่าน และอาหารแก่ผู้กินฉันใด คำของเราซึ่งออกไปจากปากเรา จะไม่กลับมาสูญเปล่า แต่จะสัมฤทธิ์ผลซึ่งเรามุ่งหมายไว้ และให้สิ่งซึ่งเราใช้ไปทำนั้นจำเริญขึ้นฉันนั้น” ทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างพระเยซูเจ้าและพระบิดา พระองค์ทรงทำให้พระประสงค์ของพระเป็นเจ้าบริบูรณ์ขึ้น พระองค์ คือ องค์ตัวอย่างของความนบนอบ ที่เราควรจะเลียนแบบ ในฐานะที่เราเป็นผู้ติดตามพระเยซูเจ้า เราได้รับกระแสเรียก ทำให้พระประสงค์ของพระเป็นเจ้าสำเร็จไป โดยเจริญรอยตามพระบาทของพระบุตร และมีประสบการณ์เพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่พระเป็นเจ้า ได้ประทานให้แก่เรา ที่มีความรักต่อพระองค์

“ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดช่วยนำลูก เพราะตามลำพังลูกเอง ลูกมีความโน้มเอนที่จะหลงทางไป จากพระบิดาเจ้า ขอให้พระจิตดลใจ และประทับอยู่ในตัวลูกเสมอ โปรดให้ลูกเข้ามาใกล้ชิดพระองค์ เพื่อให้พระองค์ประทับอยู่ในตัวลูก และให้ลูกเจริญชีวิตและตอบสนองการรับเชิญของพระองค์”.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view