สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

🌴จิตใจที่ไม่มีความเชื่อ ...
ก็ไม่อาจมองเห็น "ความเป็นไปได้"
เพื่อนเอ๋ย ...
อดีตของผีเสื้อก็คือตัวหนอน

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=Sayoxf9DMow

🍀เวลานี้
http://youtu.be/_dYs-yNQkYQ

🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹🌹

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
ยรม 7:23-28
ลก 11:14-23

เมื่อเห็นคนทำดี แทนที่จะสนับสนุน 
บางคนกลับพูดให้ร้าย บางคนก็หาเรื่องจับผิด
เพราะความอิจฉา พระเยซูจึงจำเป็นต้องเตือน
ถ้าที่ไหนมีความแตกแยก ที่นั่นก็พินาศ

เสียงของพระเจ้า ผ่านทางประกาศกเยเรมีย์
เพื่อจะอยู่อย่างเป็นสุข จงฟังเสียงของพระเจ้า 
แล้วเดินตามวิถีทางของพระองค์

หมายเหตุ..
ปกติวิสัยของมนุษย์..
จะมองเห็นชัดขึ้น เมื่อหยุดวิ่ง
จะได้ยินชัดขึ้น เมื่อหยุดพูด

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เมื่อปีศาจออกไปแล้ว คนใบ้ก็พูดได้...” (ลก 11:14-23)

เมื่อไม่เคยได้ยินได้ฟัง
อาการหนวกใบ้ก็เข้ามาสู่ชีวิต

หากคนที่สามารถฟัง
แต่ไม่ประสงค์จะฟัง
แต่กระทำตนเป็นคนหนวกใบ้
เขาก็ไม่มีวันได้พบความจริงได้

วันนี้ เมื่อพระเจ้าได้ตรัสกับฉัน
ฉันฟังพระองค์มากน้อยเพียงใด
หรือฉันยังคงอยากเป็นคนหนวกใบ้
ไม่รับรู้ ไม่ได้ยินอะไร
เพื่อจะไม่ต้องทำการบ้านอะไร...

________________

“นี่คือชนชาติที่ไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าของตน...” (ยรม 7:23-26) ท่านทั้งหลายจงฟังพระสุรเสียงของพระองค์ในวันนี้เถิด (สดด 95:1-9) เมื่อปีศาจออกไปแล้ว คนใบ้ก็พูดได้ (ลก 11:14-23) และผลของการไม่ฟัง ไม่สามารถฟัง และไม่ต้องการฟัง คือการเดินหลงทาง และไม่พบความรอดพ้นเลย

จากประสบการณ์การเป็นครูมาสิบกว่าปี คือประสบการณ์เดียวกันที่เพื่อนครูหลายๆ คนแบ่งปันกับผม และมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และแปลกมากๆ นั่นก็คือ เราพบว่า คุณครูมักไม่สามารถสอนลูกของตนได้... ผมมีเพื่อนครูที่เก่งๆ หลายๆ คน แต่ผมสังเกตเห็นว่า ลูกของเขาต้องไปเรียนพิเศษกับครูคนอื่นๆ ทั้งที่พ่อแม่ที่เป็นครูเองก็สอนวิชานั้นได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร แต่สิ่งที่พบในความเป็นจริง... บ่อยครั้ง ครูมักสอนลูกของตนไม่ได้... นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อยในความเป็นจริงใช่ไหม... เมื่อลูกมักไม่ฟังพ่อแม่ที่เป็นผู้มอบสิ่งดีๆ ให้ตนได้ไม่น้อยกว่าคนอื่น... อะไรจะเกิดขึ้น หากเราอาจจะกลับการบ้านที่ตามมาในชีวิตจริง... แล้วเราก็เลือกที่จะไม่ฟังซะงั้น...

วันนี้ พระเยซูเจ้าทรงขับไล่ปีศาจด้วยอำนาจของพระเจ้า แต่พระองค์ถูกกล่าวหาว่า ทรงกระทำด้วยอำนาจของปีศาจ ในขณะที่พวกเขาก็ภูมิใจที่พวกเขาบางคนก็ขับไล่ปีศาจได้ด้วยเช่นเดียวกัน... และใครเล่าที่จะขับไล่ปีศาจได้ นอกจากพระเจ้าเท่านั้น... พระเยซูเจ้าทรงชี้แจงให้เราเห็นและเข้าใจว่า ปีศาจไม่สามารถแตกแยกกันเอง ดังทุกอาณาจักรไม่สามารถแตกแยกกันเอง มิฉะนั้นอาณาจักรนั้นก็คงอยู่ไม่ได้...

คำยืนยันที่หนักแน่นกว่านั้นคือ... “ถ้าเราขับไล่ปีศาจด้วยอำนาจของพระเจ้า ก็หมายความว่า อาณาจักรของพระเจ้ามาถึงท่านแล้ว...” นี่คือปัญหาล่ะครับ เพราะนี่คือพระวาจาทำให้เราเข้าใจว่า นี่คือการไม่ต้อนรับพระอาณาจักรของพระเจ้าครับ เพราะอาณาจักรของพระเจ้าคือการฟังครับ ฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และกลับใจเปลี่ยนแปลงชีวิต ฟังเสียงของพระเจ้าบนหนทางที่พระองค์ทรงเรียกครับ แต่ปัญหาคือ พวกเขาไม่ต้องการฟัง และเมื่อไม่ฟัง เท่ากับว่า พวกเขาปฏิเสธพระอาณาจักรของพระเจ้าที่มาถึงพวกเขา และพวกเขาไม่ต้องการต้อนรับ เนื่องจากการบ้านที่ตามมา นั่นก็คือการกลับใจ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน ดังนั้น พวกเขาก็เลือกที่จะไม่ต้อนรับ และในทางตรงกันข้าม พวกเขาก็ทำตัวเป็นคนหนวกใบ้ไป นี่ต่างหาก คือปีศาจที่เข้าสิงจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่มันทำให้เราไม่อยากได้ยินและฟังเสียงของพระเจ้า เพราะอาจจะมีการบ้านที่ตามมา

พี่น้องที่รักครับ มากกว่าสิบปีที่ผมอ่านและไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าทุกวัน เขียนบันทึกการไตร่ตรองสั้นๆ ทุกๆ วัน จนกลายมาเป็นบทไตร่ตรองในวันนี้... ผมยอมรับนะครับว่า แต่ละวัน เมื่อไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้านั้น ผมมีการบ้านตามมาเสมอ ซึ่งหลายครั้งทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางครั้งก็ฉงน งงๆ และมีคำถามมากมายที่ตามมา ทำไม ทำไม ทำไม... แต่ก็ไม่เคยเบื่อที่จะอ่านและฟังพระวาจาของพระองค์เลย แม้ว่าจะมีหลายๆ ครั้งที่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าพระองค์ตรัสอะไรกับผมในวันนั้นๆ พระองค์ทรงมีพระประสงค์อะไร ทำให้ผมไตร่ตรองลึกลงไป แต่อีกหลายๆ ครั้ง เมื่อพบความหมายของพระวาจาต่อชีวิตวันหนึ่งๆ แล้ว กลับมีอีกบางครั้งที่กำลังรู้สึกว่า มันหนัก และอาจจะทำไม่ได้ตามที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์... แต่หากไม่ดำเนินชีวิตตามพระวาจาของพระเจ้า คำถามที่ตามมาคือ ผมเป็นใคร... หากผมเป็นประชากรของพระเจ้า แล้วใยผมไม่ฟังเสียงของพระองค์เล่า แล้วผมจะพบอาณาจักรของพระองค์ได้อย่างไร ผมจะได้รับการรักษาจากพระองค์ได้อย่างไร... นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมฉงน และที่สุดก็ยอมจำนนต่อพระวาจานั้น เชื่อ ฟัง แม้บางครั้งอาจจะยังไม่สามารถทำได้ก็ตาม แต่ก็ยังมีกำลังใจที่จะพยายามเรียนรู้และก้าวต่อไปแบบลูกแห่งพระอาณาจักรสวรรค์ แม้ว่าจะดีบ้าง ไม่ดีบ้างก็ตาม

พี่น้องที่รักครับ แม้ผมเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ก็เถอะ หลายๆ ครั้งที่ผมก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่า ผมก็ยังไม่ใช่เทวดา หรือนักบุญครับ... พระวาจาของพระเจ้า ยังคงเป็นสิ่งที่ผมต้องฟัง ฟัง และพยายามฟังพระองค์เสมอ จะเข้าใจไม่เข้าใจ ผมก็ต้องไม่ปิดหูปิดตาปิดใจ แต่ต้องเปิดทั้งหมดครับ เพื่อฟังพระองค์... อาจจะมีบ้างซึ่งความไม่สามารถดำเนินชีวิตตามพระวาจานั้น แต่พลังก็ล้วนเป็นสิ่งที่มาจากพระเจ้าทั้งสิ้น อย่างน้อย ฟังพระองค์ ฟังไว้ก่อน แล้วพยายามเดินตามทางของพระองค์ จูนหัวใจตนให้สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์ไว้ก่อน พลังทั้งหมดมาจากพระเจ้าครับ พระองค์เท่านั้น จะนำทางเราไป หากเราไม่เลือกที่จะไม่ฟังพระองค์เสียก่อน

ด้วยเหตุนี้ การเขียนบทไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าส่วนตัวของผมนี้ ผมย้ำเสมอว่า นี่ไม่ใช่บทเทศน์ แต่นี่คือผลที่เกิดขึ้นในจิตใจของผมเมื่ออ่านและฟังพระวาจาของพระเจ้า และแบ่งปันมาสู่พี่น้องทุกๆ เช้า ผมอยากให้มันเป็นประจักษ์พยานของการฟังพระวาจาของพระเจ้าครับ ที่พระองค์ได้ตรัสกับพี่น้องทุกคนด้วยเช่นเดียวกัน อุปสรรคของเราคือการไม่อยากฟังพระวาจาของพระองค์ เพราะเราอาจจะกลัวการบ้านที่ตามมาเมื่อฟังพระวาจาของพระเจ้า... ไม่เป็นไรครับ ขอให้เราฟังพระองค์เถอะ ฟังพระองค์ทุกวันเถอะ เราอาจจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่การได้ฟังพระองค์ มันคือบ่อเกิดของปรีชาญาณแห่งชีวิต ที่จะนำเราไม่ให้หลงทาง... และนี่แหละ การประทับอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางเรา พระองค์ทรงตรัสกับเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน พระวาจาของพระเจ้าเป็นแสงสว่าง และนำทางเราเพื่อไปสู่ความจริงของพระองค์ ขอเพียงให้เราฟังพระองค์ทุกวันเท่านั้นก็พอแล้ว

ข้าแต่พระเจ้า ปรีชาญาณของพระองค์คือความรอดพ้น ขอให้ลูกเปิดหัวใจ เพื่อฟังพระองค์เสมอ และปรีชาญาณนั้นจะส่องสว่างจิตวิญญาณของลูก และนำลูกไปสู่ความจริงของพระองค์ พระเจ้าข้า โปรดรักษาความหนวกใบ้ของลูก และอย่าให้ลูกต้องเป็นคนหนวกใบ้และไม่ฟังพระองค์อีกเลย

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 28 มีนาคม 19 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน ยรม 7:23-28 / ลก 11:14-23
“ใครจะเจริญชีวิตตามพระวาจาได้อย่างไร?” คำพูดดังกล่าวได้เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ขมขื่น ในชีวิตของพระเยซูเจ้า ขณะที่ศัตรูของพระองค์ได้กล่าวร้ายต่อพระองค์อยู่ตลอดเวลา พวกเขามีความคิดไปไกลถึงขั้นที่กล่าวว่า พระองค์ทรงทำอัศจรรย์ต่างๆ ด้วยอำนาจของเบเอลเซบุล หัวหน้าของปิศาจ พระองค์มิได้แสดงความผิดหวังแต่อย่างใด แต่ได้อธิบายอัตตลักษณ์ของพระองค์ โดยได้อธิบายถึงพระธรรมชาติพระเป็นเจ้า ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เพราะพระเป็นเจ้าคือองค์ความจริง พระองค์คือแหล่งกำเนิดของความจริง เพราะฉะนั้น การหันหลังให้พระองค์ จึงเปรียบเสมือนการไม่ยอมรับความจริงของพระเป็นเจ้า ชีวิตที่ไม่ได้ดำเนินตามหนทางของความจริง ที่พระเยซูเจ้าได้ทรงแสดงผ่านทางพระวรสาร จะมีความหมายได้อย่างไร?
พระสันตะปาปาฟรังซิสได้เคยตรัสว่า “มาตรฐานที่จะโต้ตอบความเลวร้ายในโลกนี้ คือ พระเยซูเจ้าทรงต่อสู้กับปิศาจ คนที่ไม่อยู่ฝ่ายพระองค์ คือ คนทีต่อต้านพระองค์ และท่านจะต้องตื่นเฝ้าระวังอยู่เสมอ เพราะความชั่วร้ายจะอยู่ในจิตใจ ปิศาจเป็นคนเจ้าเล่ห์ มันจะไม่ยอมทิ้งความเลวร้าย แต่จะรักษาไว้จนวันสุดท้าย และด้วยเหตุนี้เอง ท่านจึงจะต้องเฝ้าระวังอยู่เสมอ กลยุทธ์ที่ปิศาจจะใช้ คือ เมื่อท่านเป็นคริสตชน ท่านจะเดินก้าวหน้าพร้อมกับความเชื่อ และเราจะจากท่านไป ให้อยู่คนเดียว และเมื่อท่านเคยชินกับความเลวร้ายแล้ว ท่านจะไม่ตื่นเฝ้าระวังอีกต่อไป แต่จะรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย อย่างที่นักบุญเปโตรเคยกล่าวว่า ความเลวร้ายคล้ายกับสิงโตที่ดุร้าย ที่เดินไปมารอบๆตัวเรา” ( จากบทรำพึงของพระสันตะปาปาฟรังซิส ที่วัดนักบุญมาร์ธา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2013)
“เมื่อท่านรักใครคนใดคนหนึ่ง จงรักเขาจริงๆ ท่านจะเปิดหัวใจให้เขา ท่านจะมอบสิ่งหนึ่งในชีวิตให้แก่เขา สิ่งที่ท่านไม่เคยมอบให้ใครมาก่อน และท่านจะปล่อยให้เขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของท่าน เขาอาจจะทำร้ายท่าน ด้วยการใช้ใบมีดโกนตัดส่วนที่ลึกสุดและเจ็บปวดที่สุดของหัวใจและจิตวิญญาณ ท่านจงรักและให้อภัยเขาเถิด อย่างที่พระเยซูเจ้าทรงรักท่าน”

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view