สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต อ่าน :

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 2019 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต อ่าน :

🌺เมื่อข้าพเจ้าเดินไม่ไหว...
พระองค์ทรงแบกข้าพเจ้าไว้บนบ่า
เมื่อข้าพเจ้าหลงทางไกลจากพระอุรา
ทรงตามหาและนำมากอดไว้ในพระทรวง

📚บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=C6cWGy7EGcs

♥ You Raise Me Up
http://youtu.be/8mn1dePo9gw

🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
ยชว 5:9,10-12
2คร 5:17-21
ลก 15:1-3,11-32

พระเยซูเจ้าเล่าอุปมา เพื่อให้ศิษย์เข้าใจถึง
ความรัก ของบิดา ต่อบุตรที่หลงผิด
เมื่อบุตรคิด “กลับมา” บิดาไม่แสวงหาคำตอบ
แต่พร้อมมอบชีวิตใหม่ ด้วยใจที่เมตตา

พระเจ้าได้ทรงทำให้อิสราเอลประชากรของพระองค์
ภายใต้การนำของโยชูวา เห็นชัดว่า
เมื่อพระองค์ได้ทรงยกเอา ความอับอาย เพราะบาปผิด
ในชีวิตของพวกเขาไปแล้วนั้น พวกเขาได้กลับมา
เฉลิมฉลองการกลับมีชีวิตใหม่ในพระเจ้าอีกครั้ง

นักบุญเปาโล ตอกย้ำ....ให้เข้าใจชัดว่า
เมื่อคนบาปกลับใจ เขาไม่ใช่เพียงเปลี่ยนนิสัย
แต่เขากำลังกลับมีชีวิตใหม่ ที่สดใสกว่าเดิม เพราะ
พระคริสตเจ้า ผู้นำการคืนดี ทำให้โลกกลับมีชีวิตใหม่
สภาพเก่าผ่านพ้นไป สภาพใหม่จึงเข้ามาแทนที่

หมายเหตุ...
หากคิดจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง
จงจำไว้ว่า “ทุกอย่างเริ่มต้นที่ใจเรา”...
อย่าเพิ่งไปคิด เปลี่ยนใคร..
ถ้าใจเรา ยังไม่กว้างพอ..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 2019
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เขาจึงรู้สึกสำนึกและคิดว่า ฉันจะลุกขึ้นและกลับไปหาพ่อ...” (เทียบ ลก 15:1-3, 11-32)

ท่ามกลางความผิดที่รุมเร้าในหัวใจ
แม้จะมีความผิดหวังเสียใจ
แต่ความหวังของลูกของพระเจ้าไม่เคยสิ้นสูญ
เมื่อเขายังระลึกถึงความเป็นอยู่ในอดีตของเขา
เมื่อเขายังจดจำสภาพที่บ้านของพ่อได้

ที่ไหนๆ ก็ไม่ดีกว่าบ้านของพ่ออีกแล้ว
แม้กลับไปในสภาพของคนใช้ ก็ยังดีเสียกว่าอยู่ในต่างแดน

นี่คือความหวังของคริสตชนที่มีความชื่นชมยินดีแฝงอยู่
เพราะพ่อก็คือพ่อไม่เคยเปลี่ยนแปลง
และไม่มีที่ไหนจะดีไปกว่าบ้านของพ่ออีกแล้ว
ลูกคนเล็กที่สำนึกผิด จึงลุกขึ้น และกลับไปหาพ่อ
เพราะอย่างไรก็ตาม การลุกขึ้นกลับบ้าน
ก็ยังดีกว่าการนั่งจมอยู่ในความผิด ณ ที่ต่างแดน

วันนี้ ฉันมองความรักของบิดาเป็นอย่างไร
ฉันจะจมอยู่ในความบาปของฉันตรงนี้
หรือฉันจะกลับไปเริ่มต้นทำสิ่งใหม่...

________________

วันนี้ เมื่อเราไปวัด ร่วมพิธีบูชาของพระคุณในวันอาทิตย์ เราอาจจะพบว่าในวัดที่พอจัดเรื่องนี้ได้ เราจะเห็นพระสงฆ์สวมอาภรณ์สีชมพู สีของดอกกุหลาบเหมือนกับในเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้าสัปดาห์ที่สาม แต่ในเทศกาลมหาพรต เป็นสัปดาห์ที่สี่ คือสัปดาห์นี้ ในเทศกาลแห่งการเป็นทุกข์กลับใจ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมความประพฤติของเราคริสตชนนั้น ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ไร้ความหมาย ไร้ความหวัง แต่เป็นช่วงเวลาที่เราเดินกลับบ้าน กลับไปหาพ่อ ในความหวังแห่งความชื่นชมยินดี และสิ่งนี้เอง ที่เราพบว่า มันคือแรงบันดาลใจของลูกชายคนเล็กที่กล้าหาญพอที่จะลุกขึ้น และกลับไปที่บ้านของพ่อ ที่ที่แม้แต่คนใช้ของพ่อก็ยังมีความสุขกว่าเขาที่ตัดสินใจก้าวออกจากบ้าน และกำลังขัดสนอยู่ในแผ่นดินของคนต่างชาติ แผ่นดินที่ไม่ใช่มาตุภูมิของตน

เมื่อวันเสาร์ในสัปดาห์ก่อน เราได้ฟังพระวาจาของพระเจ้าตอนนี้แล้วครั้งหนึ่ง เรื่องราวที่ผมมั่นใจว่า เราคริตตชนแสนจะคุ้นเคยในเรื่องที่เคยเรียกกันว่า “ลูกล้างผลาญ” หรือปัจจุบัน เราเรียกใหม่ว่า “บิดาผู้ใจดี” แต่ในพระวรสาร เราพบชื่อที่ทำให้เราต้องไตร่ตรองในชื่อเรื่องที่ว่า “ลูกล้างผลาญและลูกที่คิดว่าตนทำดีแล้ว” ซึ่งผมได้แบ่งปันการไตร่ตรองกับพี่น้องในท่าทีของลูกสองคนที่แตกต่างกันเมื่อครั้งก่อน โดยมองไปที่ลูกชายคนโต ที่ไม่กล้าเปิดหัวใจเช่นเดียวกับบิดา และต้อนรับน้องชายของเขากลับบ้านในฐานะน้องชายอีก เขาไม่พร้อมที่จะยอมรับการกลับมาของน้องของเขาอีก มากกว่านั้น มันคือการตัดพี่ตัดน้องกันเลย แต่เมื่อมองดูความรู้สึกในหัวใจของพ่อ กลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม เมื่อพ่อต้องออกจากบ้านสองครั้ง เพื่อนำลูกทั้งสองคนกลับเข้าบ้าน...

พี่น้องที่รักครับ เทศกาลมหาพรต การกลับใจมาหาพระเจ้า กลับมาหาพ่อของลูกคนเล็ก คงเป็นสิ่งที่ผมไตร่ตรองเป็นพิเศษในอาทิตย์แห่งความชื่นชมยินดีในการกลับใจที่มีความหวังในพระเจ้าสัปดาห์นี้ พระเจ้าที่มีความเป็นบิดาผู้ใจดี ยังคงเป็นสิ่งที่เป็นความทรงจำดีๆ ของลูกชายที่ได้ผิดพลาดไป

ความรักที่แสนโลเล ไม่เคยชัดเจน และไม่มีอะไรแน่นอนสักที เดินออกไปจากจากองค์ความรัก ครั้งแล้วครั้งเล่า จนดูว่า “สักกี่ครั้ง” ที่พระเจ้าจะต้องแสวงหาและติดตามลูกของพระองค์กลับมา แต่ทุกครั้ง การกลับบ้านของลูก ก็ไม่มีสักครั้งที่เขาจะพบความผิดหวัง แต่ทว่า เขาก็พลาดไปครั้งแล้วครั้งเล่าในความรักที่แสนโลเลเหลือเกิน เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ คิดว่าตนแน่ และเลือกได้ถูกทางแล้ว

การขอมรดกจากพ่อ แม้มันจะเป็นสิ่งที่ขัดต่อธรรมเนียมปฏิบัติ เหมือนกับเขาไม่ต้องการพ่อแล้ว เหมือนกับบอกว่า “พ่อตายไปเถอะ” บัดนี้ พ่อไม่มีค่าอะไรอีก ผมต้องการมรดกส่วนที่เป็นของผม... และพ่อก็ใจดีครับ แบ่งให้ครับ มอบให้ด้วยหัวใจรัก... มันอาจจะเป็นการตัดสินใจที่แน่มากกระมัง เขาคงคิดว่าเขาตัดสินใจถูกต้องแล้ว บัดนี้ ออกจากบ้าน ไปให้ไกล ฉันจะยืนด้วยเท้าของฉันเอง พอแล้วความเป็นพ่อเป็นลูกในบ้านพ่อ ที่ฉันพบว่า มันมีที่ยืนที่ดีกว่านี้ และฉันไม่ต้องการยืนอยู่ตรงนี้แล้ว ในความแร้นแค้นเหลือเกินกระนั้นแลในบ้านพ่อ แน่เอาเถอะ เขาแน่จริงซินะ และเขาก็เก็บรวบรวมทุกอย่าง และออกไปในแดนไกล ออกจากบ้านพ่อเสียที เมื่อพ่อยังไม่ยอมตาย ฉันรอไม่ไหวแล้ว ฉันไปเสียเองก็ได้...

ที่สุด เขาก็พบว่า นอกบ้านของพ่อ เขาไม่มีอะไรเลย เขาขัดสน จนต้องไปเป็นคนงาน เป็นลูกจ้างเลี้ยงหมูให้คนต่างชาติ ณ ดินแดนที่มันไม่ใช่มาตุภูมิของเขา เขาสิ้นเนื้อประดาตัว และไม่เหลืออะไรอีก ไม่มีหวังอะไรเลย แม้อยากจะกินอาหารสัตว์เพื่อประทังความหิว แต่ก็ไม่มีใครยอมให้เขากินแม้สิ่งที่ต่ำต้อยที่สุด... สภาพของเขาคือ แม้เศษขยะบ้านเราที่อยากจะเก็บกินเพื่อประทังความหิว ยังไม่มีใครยอมให้เขากินเลย โอ้ มันคือชีวิตที่ตกต่ำมากๆ ในที่ที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเขา...

แต่สิ่งที่ผมคิดว่า เขายังโชคดี แม้ตกอยู่ในสภาพนี้ สิ่งนั้นคงเป็นพระวาจาของพระเจ้าตอนที่ผมนำมาไตร่ตรองในวันนี้ และแบ่งปันให้กับพี่น้องในเช้าวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่เทศกาลมหาพรตในวันนี้... “เขาจึงรู้สึกสำนึกและคิดว่า ฉันจะลุกขึ้นและกลับไปหาพ่อ...” (เทียบ ลก 15:11-32) นี่แหละครับ ที่ผมบอกว่า ยังดี เขายังโชคดีครับ ที่ยังไม่ลืมสภาพความเป็นจริงของเขาที่บ้านบิดาของตน ณ ที่นั่น ที่สภาพของคนใช้ที่บ้านพ่อ ยังดีกว่าสภาพของเขาที่กำลังตกอับอยู่ ณ เวลานี้... และสิ่งนี้เองครับที่ทำให้เขาสำนึกผิด และตัดสินใจ “ลุกขึ้น” กลับไปหาพ่อ... เตรียมคำพูดของเขาไปด้วย เหมือนพระวาจาเมื่อวานที่ในหนังสือประกาศกโฮเชยา ที่พระเจ้าตรัสให้ประชากรของพระองค์เตรียมคำพูดกลับไปพูดกับพระองค์...

สิ่งนี้ครับ ที่ผมไตร่ตรองและแบ่งปันกับพี่น้องในวันนี้ “ลุกขึ้น” และกลับไปหาพ่อ... พี่น้องที่รักครับ การกลับใจที่แท้จริงเริ่มต้นที่ตรงนี้ครับ นั่นคือการสำนึกผิด และให้อภัยตนเองครับ และสิ่งนี้สำคัญมากจริงๆ ในโลกเราวันนี้ หลายคนที่พลาดพลังลงไป และไม่สามารถเดินมาถึงจุดนี้ หลายคนปลิดชีวิตตนเองลงอย่างไร้ค่า ไร้ความหมาย และไม่มีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่เลย นั่นคือเขาไม่มีโอกาสได้กลับใจเลยจริงๆ

พี่น้องที่รักครับ ก่อนที่ผมจะจากงานในโรงเรียนมา ผมมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนขึ้นจากคำขอร้องของลูกศิษย์ของผม โดยผมใช้ชื่อว่า “บอกรักตนเองบ้าง” ผมเขียนเพื่อบอกเด็กๆ ของผมครับ เราต้องรู้จักบอกรักตนเอง เพราะในความเป็นจริงในชีวิตเรา เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะในยามตกอับ ในยามตกทุกข์ได้ยาก ตัวเรานี่แหละ ที่ควรเรียนรู้ที่จะเป็นกำลังใจของตนเอง แม้ในยามที่หากำลังใจจากใครที่ไหนไม่ได้ ตัวเรานี่แหละที่ต้องเรียนรู้ที่จะบอกรักตนเองก่อนใคร และดังนี้เอง ไม่ว่าใครจะเกลียดชังเรามากเท่าใด เราก็จะยังมีแรงพอที่จะทำสิ่งใหม่ เพราะเรายังรักตนเองอยู่ แต่ในทางกลับกัน หากเราไม่สามารถเรียนรู้ที่จะรักและให้อภัยตนเองแล้ว ต่อให้โลกทั้งโลกเป็นกำลังใจให้เรา แต่ให้ทุกคนให้อภัยเราหมดแล้ว เราอาจจะไม่รอดหรอกครับ หากเรายังด่าตนเอง เหยียบย่ำซ้ำเติมตนเองอยู่ตลอดเวลา สิ่งดีๆ รอบตัวเราที่คนอื่นพร้อมมอบให้ คงไม่มีค่าอะไร หากเราไม่สามารถเรียนรู้ที่จะรักและให้อภัยตนเอง... ดังนั้น จงเรียนรู้ที่จะรัก และเป็นกำลังใจของตนเองบ้างเถอะ แล้วเราจะพบกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ ที่จำทำให้เราลุกขึ้นได้ และกลับไปทำสิ่งใหม่...

นี่คือความโชคดีของลูกคนเล็กจริงๆ ที่เขาสำนึกผิด และให้อภัยตนเอง กล้าที่จะเดินกลับบ้าน ไม่กลัวแม้ว่าจะต้องเผชิญสิ่งใด แต่เขาจะไม่ยอมให้ความผิดความบาปของเขาเหยียบเขาไว้ตรงนั้นตลอดไปจนเขาอยากจะตายๆ ไป แต่นั่นคือการลุกขึ้น และกลับไปแก้ไข ทำสิ่งใหม่ มันคือการไม่ยอมตกอยู่ในกรงเล็บของบาปผิดที่เหยียบเขาไว้ใต้เท้าตลอดเวลา...

พี่น้องที่รักครับ การกลับไปหาพ่อ การกลับไปคืนดีกับพระเจ้า คงเริ่มต้นไม่ได้หรอก หากเราไม่เรียนรู้ที่จะให้อภัยตนเอง เป็นกำลังใจให้ตนเองบ้าง หากเรายังเหยียบย่ำซ้ำเติมตนเองอยู่เสมอ ไม่มีใครจะช่วยอะไรเราได้หรอกครับ... ณ ที่แก้บาป เมื่อรับการอภัยบาป พระสงฆ์บอกพี่น้องว่า “จงไปเป็นสุขเถิด” คือให้เรากลับเข้าบ้านครับ พ่อจะเลี้ยงฉลองการกลับบ้านของลูก... พี่น้องครับ พ่อบอกว่า “จงไปเป็นสุขเถิด” ไม่ได้บอกว่า “มึงไปตายเสียเถิด” ... แล้วทำไม เราจะไม่มองความรักของพ่อบ้างละครับ หรือเราจะเป็นลูกที่ไม่ให้อภัยตนเอง ขอเป็นเพียงคนใช้ของพ่อ และไม่อยากจะเป็นลูกพ่ออีกต่อไป... เราจะเลือกเช่นนั้นหรือ ???

ข้าแต่พระเจ้า บิดาของลูก ลูกขอบคุณพระองค์เหลือเกิน ที่แม้ความรักของลูกจะโลเลอยู่เสมอ แต่รักของพ่อนั้นยังเหมือนเดิมตลอดเวลา และไม่เคยเปลี่ยนแปลง... ลูกขอบคุณที่พระองค์ไม่เคยทำให้ลูกผิดหวัง แม้ไม่อาจจะมีหวังอะไรอีก... ลูกขอบคุณโอกาสที่ลูกอาจจะไม่สมควรได้โอกาสนั้นกลับมาอีก แต่เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ ดำรงนิจนิรันดร์.

สุขสันต์วันพระเจ้าครับ

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 19 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน ยชว 5:9ก,10-12 / 2คร 5:17-21 / ลก 15:1-3,11-32
สังคายนาวาติกันที่ 2 กล่าวถึงเทศกาลมหาพรตว่า " มหาพรตเป็นช่วงเวลาแห่งการฟังพระวาจา และสวดภาวนา เพื่อเตรียมใจในการฉลองธรรมล้ำลึกปัสกาอย่างสมควร " นอกนั้นยังตอกย้ำและบอกถึงลักษณะสำคัญ 2 ประการ ของมหาพรตด้วยว่า
1.มหาพรตเป็นเทศกาลที่ระลึกถึงศีลล้างบาป
2.มหาพรต เป็นช่วงเวลาของการใช้โทษบาป
อันที่จริงจำนวน 40 วัน ของการอดอาหารของพระเยซูเจ้าในถิ่นทุรกันดารและจากหลาย ๆเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของชาติอิสราเอล เช่น 40 วันของน้ำมห่วินาศ 40 วันที่โมเสสเฝ้าพระเจ้าอยู่บนภูเขาซีนาย 40 วันที่พระเจ้าเดินทางอยู่บนภูเขาโฮเรบ และ 40 ปีที่ชาวอิสราเอลเดินทางในทะเลทราย ฯลฯ
กระนั้นก็ดี 40 วันในเทศกาลมหาพรต ถือเป็นเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ และเป็นข้อผูกมัดให้พระศาสนจักรทำกิจการดังต่อไปนี้
1.ให้มีการเตรียมใจรับพระคริสตเจ้าผู้ทรงคืนพระชนม์อย่างเหมาะสม แลละให้มีลักษณะของการฟื้นฟูตัวเองโดยอาศัยพระวาจา การภาวนาการทำบุญให้ทานหรือกิจเมตตาต่าง ๆ รวมถึงการอดอาหารด้วย
2.ให้ผู้ใหญ่ที่เตรียมตัวรับศีลล้างบาปมีการเตรียมพร้อมอย่างเข้มข้น
3.ให้ผู้ที่ต้องทำการใช้โทษบาปที่เป็นแบบสาธารณะ เริ่มการใช้โทษบาปด้วยพิธีการโรยเถ้าในวันพุธ ดังนั้นการโรยเถ้าจึงเป็นเครื่องหมายเตือนการใช้โทษบาป
พระวรสารเรื่องบิดาผู้ใจดีสอนเราว่า แม้ลูกคนเล็กจะประพฤติตัวตกต่ำเพียงใด แต่บิดาก็ยินดียกโทษให้ เหมือนกับเราคนบาป แม้ทำผิดไป พระเป็นเจ้าก็ยินดียกบาปให้ ขอแต่เพียงให้เราเป็นทุกข์กลับใจเหมือนลูกคนเล็ก ที่บิดาได้อ้างกับลูกชายคตนโตว่า “ เพราะน้องชายคนนี้ของลูกตายไปแล้ว กลับมีชีวิตอีก หายไปแล้ว ได้พบกันอีก”

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view