สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

🍀เมื่ออธิษฐาน....
จงรอคอยพระเจ้า
นิ่งสงบและไว้วางใจ

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=daWrRGvrrSo&t=16s

🌼 เมื่อลูกได้เชื่อ
http://youtu.be/T1jREr72LsU

💠💠💠💠💠💠💠💠

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
อสย 65:17-21
ยน 4:43-54

พระเยซูเจ้าได้รับการต้อนรับอย่างดี
ด้วยความชื่นชมยินดี จากชาวเมืองกาลิลี
นั่นก็เพราะว่า พวกเขาได้เห็น ความดีที่พระเยซูเจ้ากระทำ

ประกาศกอิสยาห์ ป่าวประกาศถึง ความชื่นชมยินดี
ระหว่างพระเจ้า กับ ประชากรของพระองค์
ที่สามารถก้าวผ่านเรื่องราวในอดีต ด้วยการ
ไม่จดจำความผิด แต่พร้อมเริ่มชีวิตใหม่ ที่สดใสกว่าเดิม

หมายเหตุ...
หากวันนี้ได้พบความสุข ความชื่นชมยินดี...
ก็อย่าลืมแปรเปลี่ยน เพื่อเป็นพลัง
ในการขับเคลื่อนชีวิต..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ไปเถิด บุตรของท่านพ้นอันตรายแล้ว...” (ยน 4:43-54)

ไปเถิด สิ่งนั้นเป็นไปตามที่ลูกขอแล้ว

หากพระองค์ตรัสกับฉันดังนี้
สีหน้า ความรู้สึกของฉันจะเป็นอย่างไร
เมื่อฉันเดินเข้ามาหาพระองค์ฉันเปี่ยมด้วยความหวัง
แต่ฉันต้องกลับไปด้วยความเชื่อ

ในชีวิตของฉัน
ความเชื่อ คือการเจริญชีวิตตามพระวาจา
ฉันเชื่อในพระองค์จริงๆ หรือเปล่า...

ผู้ที่มีความเชื่อ
เขาย่อมเปี่ยมด้วยความยินดี
แล้วฉันล่ะ
ชีวิตของฉันเปี่ยมด้วยความยินดีหรือเปล่า...

________________

พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงพบกับข้าราชการคนหนึ่ง ที่มีบุตรป่วยหนักอยู่ และเมื่อทราบว่า พระเยซูเจ้าผู้ที่เขาได้ยินกิตติศัพท์ของพระองค์บ้าง บัดนี้พระองค์เสด็จมาที่เมืองคานาในแคว้นกาลิลีแล้ว ซึ่งที่นั่นไกลจากคาเปอรนาอุมบ้านของเขาพอสมควร หากเขาจะต้องเดินทางมาพบพระเยซูเจ้า แต่สิ่งที่เขาได้ยินเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า ประกอบกับความรักต่อบุตรที่กำลังเจ็บป่วยอยู่นั้น เขาก็ตัดสินใจเดินทางไปพบพระเยซูเจ้าด้วยความหวัง... หวังว่าพระองค์คงจะช่วยอะไรได้บ้างแน่ๆ และเขาก็ตัดสินใจเช่นนั้น คือเดินทางไป...

พี่น้องคงจิตนาการได้ ความรู้สึกอย่างไรที่เป็นความรู้สึกของพ่อที่ลูกกำลังป่วยหนัก ทั้งหวัง ทั้งต้องการความช่วยเหลือ หวังในความเป็นไปได้ว่า ลูกจะมีอาการดีขึ้น การเดินทางของเขาคงเป็นไปด้วยความรีบเร่ง พยายามไปถึงพระเยซูเจ้าให้เร็วที่สุด หวังว่าจะได้พระองค์เดินทางกลับมาพร้อมกับเขาด้วย เพื่อรักษาลูกของเขาที่กำลงป่วยหนัก ยิ่งหากเราไปเชิญหมอมารักษาลูกของเราที่บ้าน เพราะลูกคงมาไม่ไหวแล้วล่ะ จึงต้องเชิญหมอไปที่บ้าน แต่หมอกลับบอกว่า “ไปเถิด ลูกของท่านพ้นอันตรายแล้ว...”

“ไปเถิด ลูกของท่านพ้นอันตรายแล้ว...” นั่นคือพระองค์บอกให้เขาเดินทางกลับไป... พี่น้องที่รักครับ คำนี้แหละที่ผมไตร่ตรอง หากสิ่งนี้มันเกิดขึ้นกับผมบ้าง ผมไม่รู้ผมจะเดินทางกลับไปอย่างไรนะครับ ผมมาหาพระองค์ด้วยความหวัง แต่บัดนี้ ผมต้องกลับไปด้วยความเชื่อ... เมื่อเดินทางมา ผมต้องการพาพระองค์กลับมาด้วย แต่ผมก็ต้องกลับมาคนเดียว ทุกอย่างมันไม่เป็นอย่างที่หวัง... ผมจะเดินกลับมาด้วยสีหน้าอย่างไร หากพระองค์ไม่กลับมาพร้อมกับผม คนที่บ้านจะมองผมอย่างไร อุตสาห์เดินทางไปเชิญพระองค์ แล้วก็กลับมาตามลำพัง...

“ไปเถิด ลูกของท่านพ้นอันตรายแล้ว...” แล้วเขาจึงได้เรียนรู้ “พลังแห่งพระวาจา” ครับ เพียงพระองค์ตรัสเท่านั้น ทุกอย่างก็เกิดขึ้น... “เราจะทำสิ่งใหม่” ประโยคที่บทอ่านที่หนึ่งพูด ท้าทายความรู้สึกของเราในความสัมพันธ์กับพระเจ้าจริงๆ ความเชื่อของเราที่เชื่อในพระองค์ เราต้องการเครื่องหมายอัศจรรย์ หรือเรามั่นใจเชื่อมั่นในพระวาจาของพระองค์...

“ไปเถิด ลูกของท่านพ้นอันตรายแล้ว...” เพียงสิ่งนั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ทุกอย่างก็เป็นไปได้เสมอ เขาเดินทางกลับบ้าน ด้วยความเชื่อในพระวาจาของพระองค์ และเขาก็ทราบจากคนใช้ที่ออกมาพบเขากลางทางว่า บุตรของเขาพ้นอันตรายแล้วจริงๆ เมื่อเวลาบ่ายโมงวานนี้ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า... “ไปเถิด ลูกของท่านพ้นอันตรายแล้ว...”

นี่คือความเชื่อในพระวาจาของพระเยซูเจ้า นี่คือความเชื่อของคนที่เดินทางไปด้วยความหวังในพระเจ้า แต่ต้องกลับมาด้วยความเชื่อในพระวาจาที่พระองค์ได้ตรัส... นี่คือพลังแห่งพระวาจาจริงๆ เพียงพระองค์ตรัสเท่านั้น ทุกสิ่งก็เป็นไปได้... เพียงพระองค์ตรัสเท่านั้น ทุกสิ่งก็อุบัติขึ้น

พี่น้องที่รักครับ ผมถามตนเองด้วยเช้านี้... เราเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า ความเชื่อของเราขึ้นอยู่กับเรื่องหมายอัศจรรย์ที่เราอยากเห็นหรือเปล่า เราฟังพระวาจาของพระองค์ทุกวัน แล้วเราเชื่อมั่นในพระวาจาของพระองค์มากน้อยเพียงใด เมื่อวานนี้ฉันเดินไปวัดวันอาทิตย์ ฉันฟังพระวาจาของพระเจ้า แล้วชีวิตของฉันชุ่มชื่นขึ้นด้วยพระวาจาของพระองค์บ้างไหม หรือฉันยังเดินทางกลับบ้านแบบซังกะตาย ฉันไม่มีความหวังในพระวาจาของพระองค์เลย “มันจะเป็นไปได้อย่างไร” และพระองค์ไม่เสด็จมากับฉันที่บ้านด้วยอ่ะ พระองค์ทำอะไร พระองค์จะช่วยอะไรฉันได้บ้างเล่า แววตาของคนอื่นๆ ที่มองฉันมาวัดวันอาทิตย์ทุกอาทิตย์ พวกเขาจะมองฉันอย่างไร พระเจ้าของฉันจะช่วยอะไรฉันได้กระนั้นหรือ สุดท้าย ฉันพาพระองค์กลับมาไม่ได้ ฉันคงต้องกลับบ้าน และเผชิญชีวิตของฉันตามลำพังต่อไป อะไรจะเกิด มันก็คงจะเกิด... พี่น้องครับ พระวาจาของพระเจ้าที่เราได้ฟัง ทำให้ความเชื่อของเรามีชีวิตชีวามากขึ้นไหม หากเราไปหาพระเจ้าด้วยความหวังในพระองค์ แต่เรากลับต้องกลับออกมาในความเชื่ออย่างเปี่ยมล้นในพระองค์ เพราะพระองค์ได้ตรัสว่า “ไปเถิด ลูกของท่านพ้นอันตรายแล้ว...”

ผมนับถอยหลังแล้ววันนี้ อีกสามสิบวัน ผมต้องไปแล้วล่ะครับ หลังจากที่เวลามันยืดเยื้อมานานแสนนานแล้ว บัดนี้ คือเวลานั้น ที่ผมต้องกลับไป กลับไปทำเพื่อตามพระประสงค์ของพระเจ้า ที่พระองค์ตรัสว่า “เราจะทำสิ่งใหม่” เมื่อพระเจ้าทรงส่งผมไป หัวใจของผมเป็นอย่างไร... ทั้งที่เวลานี้ ผมกังวลถึงงานใหม่ที่ต้องไปทำ กังวลถึงปัญหาเดิมที่ยังแก้ไม่ได้สักที เป็นห่วงหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกิน แต่วันนี้ พระเยซูเจ้าตรัสกับผมว่า “ไปเถิด...” ผมต้องเชื่ออย่างไรเกี่ยวกับพระวาจาของพระองค์... ผมคงต้องก้าวเดินหน้าต่อไปด้วยความเชื่อและวางใจในพระองค์จริงๆ เท่านั้นเอง...

สิ่งที่ผมไตร่ตรอง สิ่งที่ควรออกมาในชีวิตจริงๆ วันนี้ มันควรเป็นความชื่นชมยินดีไม่ใช่หรือ ผมคงเดินกลับไปด้วยความสงสัย ใบหน้าเศร้าหมองไม่ได้แน่ๆ แต่ชีวิตคริสตชนของผม หากผมเชื่อมั่นวางใจในพระเจ้า สิ่งที่แสดงออกมา นั่นคือความชื่นชมยินดีครับ... สัปดาห์นี้คือสัปดาห์ของความชื่อชมยินดีครับ นี่คือบทสอน นี่คือบทเรียนว่า ชีวิตความเชื่อของคริสตชนนั้น คือชีวิตที่ก้าวเดินไปด้วยความเชื่อ ความหวัง รักและวางใจในพระเจ้าเสมอ ฉันจึงจะมีแต่ความยินดีในหัวใจของฉัน ไม่ว่าฉันต้องเผชิญกับเหตุการณ์ใดๆ ในชีวิตก็ตาม

ข้าแต่พระเยซูเจ้า พระองค์ได้ตรัสว่า “เราจะทำสิ่งใหม่” ข้าพเจ้าวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าจะชื่นชมยินดีในความรักมั่นคงของพระองค์ เพราะพระองค์ทอดพระเนตรความทุกข์ยากของข้าพเจ้า... (เพลงเริ่มพิธี เทียบ สดด 31:6-7)

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน 19 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน อสย 65:17-21 / ยน 4:43-54
นักบุญยอห์น ครีโซสโตม สอนว่า “การภาวนารวมเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ดวงตาของเราสว่าง เมื่อเราเห็ นแสงสว่างฉันใด จิตใจของเราก็จะได้รับการส่องสว่างไม่มีขอบเขต เมื่อเราจดจ่ออยู่ในพระเป็นเจ้าฉันนั้น” แต่ท่านนักบุญก็ยังสอนต่อไปอีกว่า “จิตใจของเราต้องมุ่งหาพระเจ้าเสมอ มิใช่ในเวลารำพึงภาวนาเท่านั้น แต่ในเวลาอื่นด้วย จิตใจเราควรใฝ่หาพระเจ้าและคิดถึงพระองค์อยู่เสมอ เพื่อเราจะได้หล่อเลี้ยงกิจการต่างๆ ด้วยความรักและการคิดถึงพระองค์อยู่เสมอ”

ดังนั้น อาศัยการภาวนาทั้งในพิธีกรรม และการภาวนาด้วยความศรัทธาส่วนตัว จะทำให้จิตใจของเราใฝ่หาพระเจ้าเสมอ และทำกิจการต่างๆ ในชีวิตเพราะความรักต่อพระองค์
บาปเป็นต้นเหตุุทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระเป็นเจ้าและมนุษย์ขาดลง แต่พระเป็นเจ้าทรงมีความรักที่มั่นคงต่อมนุษย์ พระองค์ทรงรื้อฟื้นพันธสัญญากับมนุย์ขึ้นใหม่ โดยการส่งพระบุตรลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อให้มนุษยชาติได้รับความรอดทั้งฝ่ายกายและวิญญาณ พระองค์ได้ทรงทำอัศจรรย์รักษาคนเจ็บป่วย ให้หายจากโรค ในเวลาเดียวกัน พระองค์ก็ได้รักษาโรคฝ่ายวิญญาณ โดยโปรดให้เขามีความเชื่อมากขึ้นและมั่นคงขึ้น “ เมื่อวานนี้เวลาบ่ายโมงอาการไข้ก็หาย” บิดาจึงรู้ว่านั่นเป็นเวลาที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ บุตรของท่านพ้นอันตรายแล้ว”
ตามที่พระเยซูได้ตรัสไว้ แม้แต่ความเชื่อเพียงเล็กน้อยก็สามารถเคลื่อนภูเขาไปได้ ความเชื่อนั้นสามารถทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ “…เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ดเมล็ดหนึ่ง พวกท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า ‘จงเคลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น’ มันก็จะเคลื่อนไป และสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพวกท่านจะไม่มีเลย” (มัทธิว 17:20) อย่างไรก็ตามพระองค์ไม่ต้องการให้คุณคงอยู่ที่ระดับความเชื่อเล็กๆ เท่านั้น พระองค์ต้องการให้คุณเสริมสร้างความเชื่อของคุณ ไม่เพียงแต่ให้มากขึ้นเท่านั้น แต่ให้เข้มแข็งขึ้นด้วย

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view