สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

🍁ความยากลำบาก …
ทำให้ฉันรู้ซึ้งถึงวันสุขสบาย
การสูญหายของบางอย่าง …
ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของสิ่งที่มี

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=dggY-rzPMrs&t=12s

🍒 Give Thanks
https://youtu.be/KMTmZKotTYw

🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
อพย 32:7-14
ยน 5:31-47

คำพูดที่ใช้เป็นพยานเพื่อตนเองนั้น
ใช้การไม่ได้ แต่พระเยซูเจ้าทรงย้ำเตือนให้คิด
ชีวิต กิจการ งานที่ทำ สำหรับตัวเอง
จะเป็นพยาน ให้กับคำที่เราได้พูด

เมื่อโมเสส อ้อนวอน ขอโอกาส
แทนประชากรของพระเจ้าที่หลงผิด
และเป็นพยาน ด้วยกิจการที่ตนได้ทำ
พระเจ้าทรงเปลี่ยนพระทัย ไม่ลงโทษ
ประชากรของพระองค์

หมายเหตุ..
คนรอบข้าง อาจสงสัย
ในสิ่งที่คุณพูด แต่เขาจะเข้าใจ
เมื่อเห็นสิ่งที่คุณได้ทำ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“พอใจที่จะชื่นชมกับแสงสว่างของเขาอยู่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น...” (ยน 5:31-47)

นี่แหละมนุษย์
นี่แหละพวกเรา
ประชากรของพระเจ้าที่มีใจโลเล
ไม่ชัดเจนอะไรซะที
แม้มีพระเจ้าเป็นพระเจ้าของตน
แต่ก็ยังรับผลประโยชน์จากพระเจ้าอื่น
และยอมรับพระเจ้าอื่น ยามได้รับประโยชน์
ทิ้งพระเจ้าของตนไป ในยามทุกข์ยาก
คิดว่าพระองค์ไม่ทางช่วยเหลือ
และทอดทิ้งตนไป

เราจะว่าอย่างไร
หากพระคริสตเจ้า ทรงเสด็จมา
และรับสภาพมนุษย์เหมือนเรา...

________________

อีกครั้งหนึ่งของการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าในเช้าวันนี้ เมื่อพระเจ้าต้องพบกับหัวใจรักที่แสนโลเลของประชากรของพระองค์ เมื่อพวกเขาในยามโดดเดี่ยว ในยามที่โมเสสไม่ได้อยู่กับพวกเขา พวกเขาก็มีใจออกห่างจากพระเจ้า และแสวงหาพระเจ้าองค์ใหม่ ที่ทำให้พวกเขามีความสุข ความยินดี และดูเหมือนว่าจะมั่นคงในการมีพระเจ้าที่สร้างขึ้นจากความคิดของมนุษย์ และสิ่งนี้ทำให้พระเจ้าเสียพระทัย ในการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเพราะใจที่ไม่มั่นคง ใจที่โลเลอยู่ตลอดเวลา (บทอ่านที่หนึ่ง อพย 32:7-14)

พระวรสารในวันนี้ ผมพบคำที่สะกิดใจส่วนหนึ่งจากแรงการผลักดันของความรู้สึกภายใน เมื่ออ่านบทอ่านที่หนึ่ง ประโยคที่พระเยซูเจ้าตำหนิบรรดาชาวยิว “ยอห์นเป็นเหมือนตะเกียงสว่างไสวที่จุดอยู่ ท่านทั้งหลายก็พอใจที่จะชื่นชมกับแสงสว่างของเขาอยู่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น...” พระวาจาตอนนี้โดนใจผมอีกครั้ง เหมือนตรัสย้ำถึงความไม่มั่นคงในความรักของผมต่อพระเจ้า อาจเป็นรักที่โลเลด้วยหรือเปล่า เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ ขึ้นกับสิ่งที่ทำให้ชื่นชมหรือไม่ชื่นชม และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปมาได้ทุกเมื่อ...

แม้ชีวิตนักบวช พระสงฆ์ และพ่อเจ้าวัดอย่างผม ในยามท้อแท้ ในยามยากลำบากหนักๆ หลายครั้งหลายครา ผมยอมรับจริงๆ ที่หลายครั้งหัวใจของผมโลเลในความรักต่อพระเจ้าจริงๆ คำถามมากมายที่มันเกิดในหัวใจ เหมือนบทอ่านที่หนึ่งเมื่อวาน เมื่อศิโยนกล่าวว่า พระเจ้าทรงทอดทิ้งเขาเสียแล้ว หรือพระองค์จะช่วยอะไรได้ พระองค์อยู่ที่ไหนในยามที่ฉันทุกข์ยากท้อแท้มากมายเหลือเกิน แล้วพระองค์ช่วยอะไรได้บ้างล่ะ... มีหลายครั้งนะครับ ที่ผมเองก็ท้อแท้กับความเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ของผมเอง ผมยอมรับว่าผมก็คนเหมือนกับพี่น้องครับ มีครับ ยามที่ท้อแท้ หมดหวัง สิ้นหวังในพระเจ้า... และความหมดหวังในพระเจ้านี้เอง มันเป็นเหตุให้ผมต้องเข้าไปสารภาพบาป ความผิดในความรู้สึกเช่นนี้ต่อพระเจ้า หลายๆ ครั้ง นี่อาจจะเป็นบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชีวิตของผมด้วย แต่นี่แหละครับ ศีลอภัยบาปที่พระเยซูเจ้าทรงประทานให้นี่แหละครับ ที่ผมมองเห็นพระองค์เป็นโมเสสใหม่ ที่ทูลวิงวอนพระเมตตาของพระเจ้าเพื่อเราเสมอไป พระองค์ทรงนำพระพิโรธให้พ้นไปจากเรา และอาศัยพระหรรษทานและคำภาวนา และพิธีกรรม สิ่งเหล่านี้เพิ่มพลังในชีวิตของผมขึ้นเสมอ แม้ว่าชีวิตของผม หัวใจของผมจะแสนโลเลก็ตาม แต่พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งให้ผมโดดเดี่ยวนานๆ พระองค์มักกลับมาทันเวลาเสมอ

แม้การไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าทุกวัน การถวายมิสซาทุกวัน การภาวนาทุกวัน จึงเป็นสิ่งที่ยิ่งต้องรักษาไว้เป็นยาบำรุงกำลังแห่งจิตวิญญาณ มิให้เป็นเพียงแรงบันดาลใจที่วูบวาบขึ้นในหัวใจเพียงชั่วครั้งชั่วคราวหรือชั่วขณะ และสุดท้ายก็เจือจางลงไป ไม่ต่างอะไรที่การได้พบยอห์นที่ได้เป็นดังแสงสว่าง และเขาก็ชื่นชมกับแสงสว่างของยอห์นอยู่ชั่วขณะ แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ เมื่อแสงสว่างแห่งความจริงนั้น เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในหัวใจ พวกเขาก็ถอยออกไป และไม่ต้องการแสงสว่างนั้นอีก... เป็นไปได้ไหม เมื่อเราอ่านพระวาจา พระวาจาบันดาลใจให้เราเข็มแข็งและชุ่มชื่นอยู่ได้สักพักหนึ่ง และเมื่อพระวาจาของพระเจ้าเรียกร้องการกลับใจ เปลี่ยนแปลงตนเอง เราก็หมดความชื่นชม หมดพลังใจจากพระวาจานั้นเสียสิ้น เพราะเราไม่อยากแก้ไขความประพฤติของเรา หรือไม่ เราก็ไม่มีพลังใจ แรงผลักดันที่เพียงพอในหัวใจเรา เพื่อจะปรับเปลี่ยนชีวิตและพฤติกรรมของเรา พระเจ้าเดิมของเราเราก็บอกว่าเรารักพระองค์ แต่ยามทุกข์ยาก เราก็เข้าพึ่งพระเจ้าอื่น บนมาตรฐานที่แสนไม่มั่นคงและโลเลของเรา ใครให้อะไรเรา ให้เป็นประโยชน์แก่เรา ใครทำให้เราสุขสบายกว่า เราก็โลเลและเลือกเอาหมดทุกอย่าง คือไม่จริงใจอะไรสักอย่าง ไม่เลือกจริงๆ สักครา... พี่น้องที่รักครับ แท้จริง ผมว่า ลำพังมนุษย์เรา เราช่างอ่อนแอ เราช่างอ่อนไหวอย่างง่ายดายจริงๆ การรักษาความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไว้เสมอๆ การร่วมพิธีกรรม การสวดภาวนา การอ่านและรำพึงพระวาจาของพระเจ้า จึงเป็นสิ่งที่เราต้องรักษาไว้ในความสัมพันธ์กับพระเจ้า เพื่อหัวใจเราจะผูกมัดไว้กับพระองค์ และไม่พรากห่างไกลจากพระองค์เลย ไม่ว่าความทุกข์ยากจะถาโถมเข้ามามากมายเช่นใด

ถามใจตนเองเถอะ... ใกล้ปาสกาแล้ว เราพร้อมแล้วหรือยังที่จะร่วมชีวิตกับพระคริสตเจ้า ในพระธรรมล้ำลึกแห่งปาสกาของพระองค์ ให้ชีวิตนี้ เป็นชีวิตที่ผูกมัดไว้กับพระองค์ตลอดไป... เราพร้อมแล้วหรือยัง ที่จะเดินไปอย่างมั่นคงกับพระองค์ แม้ว่าจะยากลำบากสักเพียงใด แต่เบื้องหน้าเรา คือความรุ่งโรจน์แห่งการกลับคืนชีพ และเป็นความรุ่งโรจน์กับพระองค์ในนิรันดรภาพ ฉันพร้อมแล้วหรือยัง ??? ฉันมั่นคงในรักนี้มากน้อยเพียงใด... พอแล้วนะ บัดนี้ ฉันต้องเข้มแข็ง และรักของฉันต้องไม่โลเลแล้วนะ !!! ชัดเจนเสียทีเถอะ ฉันจะเลือกใคร !!!

ข้าแต่พระเจ้า พระธรรมล้ำลึกแห่งปาสกาที่ลูกกำลังจะก้าวไปสู่การสมโภชนี้ คือการต้องผ่านความทุกข์ยากลำบาก ตายต่อตนเองในพระคริสตเจ้า เพื่อกลับคืนชีพพร้อมกับพระคริสตเจ้า... บนหนทางสายนี้ ข้าแต่พระเจ้า ขอพระหัตถ์ของพระองค์อย่าเหินห่างจากลูกเลย เกรงว่า หัวใจโลเลของลูก จะหันเหไปทางอื่นและหลงไปจากพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าให้พระหัตถ์ของพระองค์ถอนไปจากจิตวิญญาณของลูกเลย.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันพฤหัสที่ 4 เมษายน 19 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน อพย 32:7-14 / ยน 5:31-47
พระเยซูเจ้าทรงมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพระเป็นเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่า พระบิดาเจ้า พระองค์ได้ยอมรับว่า พระองค์มาจากพระบิดา พระองค์ทำพันธกิจที่พระองค์ได้รับมา และการเป็นประจักษ์พยานถึงพระบิดานั้น ไม่อาจเป็นสิ่งหลอกลวงได้
พระองค์ได้ท้าทายชาวยิว ให้ทบทวนพระคัมภีร์เสียใหม่ ถ้าพวกเขาแปลถูกต้อง พวกเขาก็จะรู้ว่า โมเสสเป็นผู้ที่เขียนพระคัมภีร์ ได้พูดถึงพระเยซูเจ้าเป็นการล่วงหน้า เพราะพระคัมภีร์ได้เป็นประจักษ์พยาน ยอมรับอำนาจของพระเยซูเจ้า ที่พระบิดาเจ้าได้ส่งพระองค์มา
นักบุญออกัสตินได้เคยกล่าวว่า “มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่สอนเรา และอาจารย์คนนั้น คือ พระเยซูเจ้า แรงบันดาลใจและการเจิมของพระองค์ได้สอนเรา เมื่อใดที่แรงบันดาลใจและการเจิมของพระองค์หายไป คำพูดที่เราได้ยิน ก็ไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด เหมือนอย่างที่นักบุญเปาโล อัครสาวกได้เคยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ปลูก อพอลโลเป็นผู้รดน้ำ แต่พระเป็นเจ้าเป็นผู้ทำให้เจริญเติบโตขึ้น “ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราเป็นผู้ปลูกและผู้รดน้ำ ด้วยคำพูดของเรา ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด เป็นพระเป็นเจ้าต่างหาก ที่ทำให้ทุกสิ่งเพิ่มขึ้น การเจิมของพระองค์จะสอนทุกสิ่งแก่ท่าน” (บทเทศน์ของนักบุญออกัสติน จากบทจดหมายนักบุญยอห์น (1ยน 3:13)
นอกจากนี้นักบุญออกัสตินยังได้เขียนไว้ว่า “ในฐานะเป็นคริสตชน งานของเรา คือ ต้องทำให้ตัวเราก้าวหน้าไปหาพระเป็นเจ้าทุกวัน การที่เรากำลังแสวงบุญบนโลกนี้ คือ โรงเรียนที่พระเป็นเจ้า คือ ครูแต่ผู้เดียว และพระองค์ต้องการนักเรียนที่ดี ไม่ใช่คนที่เหลวไหล ในโรงเรียนแห่งนี้ เราเรียนรู้บางอย่างทุกวัน เราเรียนรู้จากพระบัญญัติ จากตัวอย่างที่ดี และจากศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้ คือ ยาที่ใช้สมานแผลของเรา และเป็นวัตถุที่เราจะต้องศึกษาต่อไป”

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view