สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

🍉 จิตใจของข้าเอ๋ย
จงกตัญญูต่อพระเจ้าของเจ้า....
จงระลึกถึงสิ่งดีที่ทรงทำเพื่อเจ้า...ครั้งแล้วครั้งเล่า
จงตอบแทนพระคุณ...ด้วยความรัก...สิ้นสุดจิตใจ

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=_cIDf_D_L5w&t=1s

🍁 ความรักมั่นคง
https://youtu.be/8NU6ClgZU_E

🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
ยรม 11:18-20
ยน 7:40-53

เมื่อทหารยามเปิดใจ สื่อสารกับพระเยซูเจ้า
พวกเขาเปลี่ยนท่าที มีความประทับใจ
ต่างจากหัวหน้า สมณะ และชาวฟาริสี
ที่ยึดติดกับอำนาจ เกียรติยศ
ไม่สามารถยอมรับความดี ของคนที่คิด
ปฎิบัติ แตกต่างจากกลุ่มของตน
จนไม่สามารถ ตัดสิน อย่างเที่ยงธรรม

ประกาศกเยเรมีย์ ย้ำเตือน เมื่อใครก็ตาม
ดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึก นึกคิด ชีวิตจิตใจ ที่ใสซื่อ
เขาจะได้พบว่า พระเจ้าจะทรงตัดสินเขาอย่างเที่ยงธรรมเช่นกัน

หมายเหตุ..
แรงส์...แต่จริงใจ
ดีกว่า ทำหน้าใส
ใจตอแหล

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

““ไม่มีคนใดพูดจาเหมือนกับชายผู้นี้เลย”...” (ยน 7:40-53)

เพราะพระองค์ทรงมีพระวาจาที่ให้ชีวิต
พระวาจาของพระองค์เป็นพลัง
เพื่อให้ลูกเห็นความหมายของชีวิตคริสตชน
คือชีวิตที่ต้องผ่านความทุกข์ยากลำบาก
จากความตายไปสู่ชีวิต

ใครที่ยึดพระวาจาไว้ด้วยความเพียรจนเกิดผล
ย่อมเป็นสุข...

________________

เราจบสัปดาห์ที่สี่แล้ว สำหรับเทศกาลมหาพรตในปีนี้... บางทีผมเองก็ไม่ทราบในเหตุผลว่า พลังของชีวิตคริสตชนมาจากไหน นอกจากประสบการณ์ของความเชื่อเท่านั้นที่ตอบใจตนเองได้ แม้แต่ไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูดได้... เมื่อค่ำวานนี้ เมื่อประจวบฯ ร้อนมาก ผมมีอาการแปลกๆ แบบว่า ดูเหมือนจะไม่ไหวแล้วในการเดินรูปค่ำวานนี้ เสียงหายไป หมดแรง อ่อนเพลีย หมดสภาพไปเลย ทำความสะอาดวันเสร็จ ขาผมแทบยืนไม่ติด ต้องเดินออกจากวัดไปหาน้ำดื่มและนั่งพักสักครู่ จนเวลานั้น จนบัดนั้นผมได้คิดว่า จะให้สัตบุรุษเดินรูปกันเองดีไหม เพราะผมกำลังเผชิญกับความหมดสิ้นเรี่ยวแรงแบบนั้น แต่แล้ว เมื่อถึงเวลาจริงๆ ผมตัดสินใจอุทิศการเดินรูปนี้ เพื่อเป็นพระพรสำหรับชุมชนคริสตชนที่นั่น พวกเราผนวกความรู้สึกของเราเข้ากับพระทรมานของพระเยซูเจ้าที่เรากำลังจะรำพึงถึงอยู่นั้น นั่นหมายความว่า คนที่มาเดินรูปกันเมื่อวานนี้ ทุกคนล้วนมีคำถามในความเป็นคริสตชนกันทั้งนั้น เราเหนื่อย เราเจ็บป่วย และหมดแรง แต่เราก็ยังมาเดินรูปด้วยกัน... พวกเราถวายความรู้สึกที่ไม่เข้าใจนี้ แด่พระเยซูเจ้าในการเดินรูปเมื่อวานนี้ ผมเองก็ไม่ทราบว่าพลังและความสดชื่นของตนเองมาจากไหน เมื่อถึงเวลา อุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นก็หายไป ทำให้พวกเราได้รับการเติมพลังใจอย่างดี เราจากกันหลังการเดินรูปด้วยการให้กำลังใจแก่กันและกัน เราจะไม่ท้อถอยต่อความยากลำบากและอุปสรรคต่างๆ ของชีวิตคริสตชน

เป็นคริสตชน เราทั้งเหนื่อย เราเจ็บป่วย เรายากจน เรารู้สึกยากลำบากเหลือเกิน... นี่เป็นสิ่งที่เราคุยกัน เราแบ่งปันความรู้สึกที่แสนเหนื่อยล้าของกันและกัน และจบลงที่กำลังใจจากการได้มาภาวนา และเดินรูปสิบสี่ภาคด้วยกัน ที่หน้าประตูวัน ก่อนที่เราจะจากกัน เรามีกำลังเพียงพอ ที่จะกลับไปด้วยชีวิตคริสตชนที่ได้รับพระพร และเราก็จะเข้มแข็ง ก้าวเดินกันต่อไป เพื่อเราจะพบสิ่งที่เราคาดหมายในพระองค์... มีคนหนึ่งทักผมว่า คำนี้สำคัญจริงๆ “พลังแห่งพระวาจา” ครับ เพราะนี่คือ พลังของชีวิตจิตคริสตชนจริงๆ ครับที่ทำให้เราก้าวเดินต่อไปอย่างมีแรง และผมคนหนึ่งล่ะ ที่ได้รับพลังจากพระวาจาของพระองค์ และขอบคุณพระองค์ ที่ให้ผมยังมีแรงเดินต่อ

เมื่อวานนี้ การอภิบาล ส่งศีลมหาสนิทในวันศุกร์ต้นเดือนในฐานะพ่อเจ้าวัดของผม คงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะย้ายไปรับหน้าที่ใหม่ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ผมได้มีโอกาสอำลาสัตบุรุษ ระหว่างนั้น ก็มีสัตบุรุษอำลาผมด้วยเช่นกัน แต่เป็นการอำลากลับบ้านเลยครับ กลับบ้านพระบิดาจริงๆ ท่านจากไปก่อนผมไปถึงบ้านของท่านไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แต่ภาพที่ท่านจากไป คือการหลับไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ท่านยังปกติอยู่เลย แต่สักพัก ท่านจากไป หลับไป แบบไม่มีใครตั้งตัวเลย... สัตบุรุษหลายๆ คน แบ่งปันความรู้สึกต่างๆ ต่ออุปสรรคของชีวิตคริสตชนวันนี้ ที่สุดท้าย พวกเขาก็ฝากความเชื่อ ความหวังของเขาไว้ในความรักของพระเจ้า ที่พวกเขาวางใจจริงๆ เอาเถอะ แม้ว่าจะเหนื่อยเพียงใด แม้ว่าจะล้มลุกคลุกคลานสักเพียงใด พวกเราขอเพียงสิ่งเดียวเมื่อวิญญาณอาจจะล้มพับไปเพราะความเหนื่อยยาก จนแทบจะไม่มีแรงลุกขึ้นอีก และเวลานั้น เราขอเพียงสิ่งเดียวคือ เมื่อเราเงยหน้าขึ้น ขอให้เราเห็นพระองค์เถิด ขอให้เราพบพระองค์เป็นเป้าหมายของชีวิตที่เดินทางมาทั้งหมด เท่านั้น เราคงหายเหนื่อยแล้วล่ะ เท่านั้น เราคงพอแล้วล่ะ หนทางที่ก้าวผ่านมามันเทียบไม่ได้เลย หากฉันจะพบพระองค์ ณ ที่ปลายทางนั้น

บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ ประกาศกผู้ระทมทุกข์ เยเรมีย์ ได้แสดงความรู้สึกน้อมรับต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับท่าน ดุจดังลูกแกะที่ต้องถูกนำไปฆ่า และฝากชะตากรรมของท่านไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า (ยรม 11:18-20) เราอาจจะไตร่ตรองต่อถึงชีวิตคริสตชนของเรา ดังบทอ่านที่หนึ่งเมื่อวานนี้จากหนังสือปรีชาญาณได้ด้วย นี่แหละคือชีวิตและชะตากรรมของเราคริสตชน รางวัลของเราอยู่ที่พระองค์เท่านั้นจริงๆ หากว่าชีวิตของเรา ไม่ว่าเราจะอยู่หรือตาย เราก็เป็นคนของพระองค์ และเพื่อพระองค์

ในพระวรสารวันนี้ (ยน 7:40-53) พระเยซูเจ้า พระเจ้าผู้มีทางเลือก และสามารถเลือกได้ด้วย พระองค์ก็ไม่ได้ยกเว้นชีวิตของพระองค์เหนือธรรมชาติของความเป็นมนุษย์เลย ความเป็นต้นแบบคริสตชนของพระองค์นั้น เป็นบทสอนและบทสรุปสำหรับเราที่เป็นศิษย์ผู้ติดตามพระองค์... สามครั้งสามคราที่พระองค์ทรงแจ้งให้บรรดาศิษย์ทราบถึงชะตากรรมของพระแมสซิยาห์ พระองค์จะต้องผ่านความทุกข์ทรมาน การสิ้นพระชนม์ และพระองค์จะกลับคืนพระชนมชีพ... หากเราต้องการเดินตามพระองค์ เราจึงต้องยอมรับพระองค์ในทุกด้าน หากเราต้องการร่วมชีวิตกับพระองค์ในการกลับคืนพระชนมชีพ เงื่อนไขเดียวคือ เราต้องอยู่กับพระองค์เสมอ ทั้งเมื่อทรงรับทรมาน สิ้นพระชนม์ คือประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตของเราที่เราจะก้าวผ่าน และต้องก้าวผ่านให้ได้ คือการเดินไปบทหนทางของพระองค์ ด้วยแบบอย่างชีวิตของพระองค์ แล้วเราจะพบสันติสุข และความรุ่งโรจน์แห่งการกลับคืนชีพร่วมกับพระองค์

“ไม่มีคนใดพูดจาเหมือนกับชายผู้นี้เลย” นี่คือการยืนยันของหลายๆ คนที่ได้เปิดใจฟังพระวาจาของพระเยซูเจ้า แม้แต่ทหารที่ถูกส่งไปจับพระเยซูเจ้า แต่เมื่อพวกเขาพบกับพระองค์จริงๆ แม้สำนึกของพวกเขา ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาเมื่อได้มีประสบการณ์กับการฟังพระองค์จริงๆ พวกเขาเองก็ยังไม่พบอะไรที่จะเป็นข้อกล่าวหาในการเป็นเหตุให้พระองค์ต้องถูกประหารชีวิตได้... พวกเขากลับพบคำตอบในพระวาจาของพระองค์ และไม่มีใครจับกุมพระองค์เลย...

บทไตร่ตรองที่ทรงพลังจากพระวาจาของพระเจ้า ผมพบบทสรุปที่บทก่อนพระวรสาร... “ผู้ที่ฟังพระวาจาด้วยใจดีเลิศ ยึดพระวาจาไว้ด้วยความพากเพียรจนเกิดผลย่อมเป็นสุข” (เทียบ ลก 8:15) นี่แหละครับ บทสรุปการไตร่ตรองของผมจากค่ำวานนี้ถึงเช้าวันนี้ “ความเพียรทน” ครับ ใครที่อดทนจนถึงที่สุด เขาก็จะรอดพ้นได้... ดังนั้น แม้จะล้มลุกคลุกคลานเพียงใด ขอให้สุดท้าย เมื่อเงยหน้าขึ้น ขอเพียงได้เห็นพระองค์ ทุกอย่างที่ก้าวผ่านมาก็ไม่มีอะไรให้ต้องถามอีก

ข้าแต่พระเจ้า เอาเถอะพระองค์ ลูกขอสิ่งนี้จริง ลูกมั่นใจในสิ่งนี้จริงๆ ไม่ว่าจะล้มลุกคลุกคลานเพียงใด เมื่อลุกเงยหน้าขึ้น ขอให้ลูกเห็นพระองค์ ขอให้ลูกพบพระองค์ที่ ณ ปลายทางนั้น ลูกก็มีความสุขที่สุดแล้ว ไม่ว่าหนทางที่ก้าวผ่านมาจะเป็นเช่นใด...โปรดเถิดพระเจ้าข้า โปรดให้พระเมตตาของพระองค์ โน้นนำจิตใจข้าพเจ้าทั้งหลายไปหาพระองค์ หากไม่ทรงช่วยแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ไม่อาจเป็นที่พอพระทัยได้เลย. (บทภาวนาของประธาน)

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 19 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน ยรม 11:18-20/ ยน 7:40-53
พระเยซูเจ้าคือศูณย์กลางของความขัดแย้ง แม้ว่าพระองค์จะไม่ใช่ผู้เริ่มการต่อสู้ก็ตาม ประชาชนได้ถกเถียงกันเรื่องแหล่งกำเนิดของพระองค์ สมญานามว่า “พระเมสสิยาห์หรือประกาศก” ดูเหมือนจะไม่เข้ากับพระเยซูเจ้า ที่สอดคล้องกับแหล่งกำเนิดของพระองค์ พระเยซูเจ้าได้ทรงเชื้อเชิญให้ผู้ที่หิวกระหาย ให้มาหาและดื่มน้ำทรงชีวิต ที่พระองค์จะมอบให้ และเรื่องนี้ได้นำไปสู่การถกเถียงกันในระหว่างประชาชนว่า บางคนต้องการจะจับกุมพระองค์ แต่ไม่มีใครลงมือจับกุม
บรรดาผู้นำศาสนาดูเหมือนจะไม่สนใจ ในการที่ประชาชนยอมรับองค์พระเยซูเจ้า และข้อโต้แย้งของพระองค์ พวกเขาต้องการจะหันการถกเถียงจากพระเยซูเจ้า ไปยังกฎหมายและคำสั่งสอนของพวกเขา พวกเขาได้กล่าวหาบรรดาผู้ที่ยอมรับอำนาจของพระองค์ ที่ไม่ตรงกับกฎหมาย
บรรดาผู้ที่ปกป้องพระเยซูเจ้า เช่น นิโคเดมัส ได้ถูกบรรดาผู้นำศาสนาดูถูก สำหรับพวกเราคริสตชนในปัจจุบันนี้ ไม่มีปัญหาเรื่องการยอมรับพระเยซูเจ้า เป็นพระเมสสิยาห์ว่า เป็นพระบุตรของพระเป็นเจ้า ที่ทรงบังเกิด ณ เมืองเบธเลเฮ็ม เราจึงต้องฟังผู้ที่มีความเชื่อในพระเยซูเจ้า ไม่ใช่เชื่อในบรรดาผู้ที่ยุยง ไม่ให้เราเชื่อในเรื่องศีลศักดิ์สิทธิ์และพระศาสนจักร
เป็นสิ่งที่ดีกว่า ที่เราจะสวดบทข้าแต่พระบิดาด้วยความตั้งใจและศรัทธา มากกว่าการสวดเป็นพันครั้ง โดยไม่มีความศรัทธาและวักแวก...พระองค์ที่สามารถเดินบนทะเล และสามาระงับคลื่นลมได้ พระองค์ผู้ที่ให้ชีวิตแก่ผู้กำลังสิ้นชีวิต พระองค์ที่สามารถปลดปล่อยโซ่ตรวนของความตาย และหลังความมืดเป็นเวลาสามวัน พระองค์สามารถทำให้ลาซารัสกลับคืนชีพ ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าพระองค์จะทำให้พวกเราได้กลับคืนชีพเช่นเดียวกัน...เป็นสิ่งที่ดีกว่า ที่จะเป็นบุตรของพระเป็นเจ้า มากกว่าเป็นกษัตริย์ของแผ่นดินนี้...ถ้าต้องการให้ตะเกียงลุกและมีแสงสว่าง เราจะต้องเติมน้ำมันตลอดเวลา.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/ITT4aqd2rPU

view