สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

💦โดยพระองค์
เราจึงมีชีวิตได้และมีชีวิตอยู่...
และ "โดยพระองค์"
เราจึงได้รับ "ชีวิตนิรันดร

📚บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=3TM99HPSa7Y&t=2s

💕พระเจ้าดีต่อฉัน
https://youtu.be/7EysH_CresM

🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
อสย 43:16-21
ฟป 3:8-14
ยน 8:1-11

พระเยซูเจ้าทำให้ฟาริสี และ
ธรรมาจารย์ เข้าใจชัดว่า ทุกคนล้วนมีอดีต ดังนั้น
เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่ทำผิด แทนที่จะพิพากษา
ตัดสิน ลงโทษ พระเยซูเจ้าสอนแบบอย่าง
ของการให้อภัย ด้วยใจเมตตา
ต่อหน้าหญิงคนบาป พระเยซูเจ้าไม่ได้ลงโทษ
บอกเพียงว่า “ไปเถอะ..แล้วอย่าทำอีก”...

แม้ชีวิตอาจมีบางช่วงเวลาที่ตกต่ำ
เสียงของพระเจ้าผ่านทางประกาศกอิสยาห์
อย่าไปจดจำอดีตที่ผ่านเลยมาแล้ว
แต่จงทุ่มเท ให้ความหวัง
ใช้พลัง กับสิ่งใหม่ที่กำลังจะทำ

นักบุญเปาโลตอกย้ำ ถึงประโยชน์ล้ำค่า
ของการได้มารู้จักพระคริสตเจ้า ที่เป็นพลัง
ทำให้ท่านลืมอดีตที่อยู่ข้างหลัง แล้วมุ่งไปสู่
สิ่งที่อยู่ข้างหน้า เพื่อคว้าเอามาให้ได้

หมายเหตุ..
อย่าปล่อยให้อดีต มาขีดเขียนอนาคต
แต่จงอยู่กับปัจจุบัน แล้วทำมันให้ดีที่สุด

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“นางเอ๋ย...ไม่มีใครลงโทษท่านเลยหรือ...” (เทียบ ยน 8:1-11)

ท่านผู้ใดไม่มีบาป
จงเอาหินทุ่มนางเป็นคนแรกเถิด...

บูชาไร้ค่า ศรัทธาไร้ความเป็นจริง
หากมีผ้ถูกทอดทิ้ง เหมือนหญิงที่โดนประจาน

เพราะ...บูชาแท้จริง ยิ่งกว่าบูชาใด
คือรักและเมตตา ดังบูชาขอบพระเยซู
หาใช่การพยายามประกาศตนเป็นคนดี
แล้วก็เหยียบย่ำซึ่งกันและกัน
เอาเป็นเอาตายกันและกัน
แต่คือการเจริญชีวิตอย่างรู้คุณต่อพระเจ้า
ผู้ทรงรักเราก่อน ทรงประคับประคองเรามาตลอด
เพื่อให้เราได้ประคับประคองกันและกันต่อไป

ประสบการณ์นี้ ไม่สอนอะไรฉันบ้างเลยหรือ ???

________________

เราก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 ของเทศกาลมหาพรตแล้ ช่วงเวลาแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า ช่วงเวลาของการกลับบ้านของลูกของพระองค์ กลับมาหาพระเพื่อรับการชำระล้างชีวิตจิตวิญญาณของเราให่อีกครั้ง เพื่อทำให้ศักดิ์ศรีการเป็นบุตรของพระเจ้ากลับคืนมาบริสุทธ์ดังเช่นพระองค์ คือเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์... เป็นผู้เมตตา เพราะพระเจ้าทรงพระเมตตา... และเป็นผู้ดีอย่างสมบูรณ์ เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้ดีอย่างสมบูรณ์... นี่คือกระแสเรียกของการเป็นคริสตชน การเป็นลูกของพระเจ้า ที่บัดนี้พระเจ้ากำลังเชื้อเชิญเราอีกครั้งให้เราได้รับการฟื้นฟูสิ่งนี้... พระวาจาของพระเจ้าน่ารักจริงๆ ... “อย่าจดจำเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว อย่าคิดถึงเรื่องราวในอดีตอีกต่อไป ดูเถิด เรากำลังจะทำสิ่งใหม่...” (บทอ่านที่หนึ่ง อสย 43:16-21) และนี่คือพระทัยของพระเจ้าผู้ทรงรักเรา

พี่น้องที่รักครับ หลายสัปดาห์แล้วในวันอาทิตย์ ที่บทอ่านที่หนึ่งท้าวความถึงประวัติศาสตร์ในชีวิตของประชากรของพระเจ้า สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ชีวิตของเราที่ได้ก้าวผ่านมาด้วย คือชีวิตที่หักหลังพระเจ้า เหมือนหญิงชู้ที่ไปมีพระเจ้าอื่น และทอดทิ้งพระองค์ไป ทั้งๆ ที่พระองค์เอง ทรงติดตามเรากลับมาหลายครั้งหลายครา จนสุดๆ แล้ว พระเจ้าทรงเสียพระทัยหนักๆ หลายๆ ครั้งต่อการทรยศของประชากรของพระเจ้า นั่นคือชีวิตที่ทรยศของเราด้วยนั่นเอง เหมือนเราสมควรที่จะถูกทอดทิ้งแล้ว เหมือนเราสมควรที่จะไม่ได้รับพระเมตตาของพระองค์แล้ว เราไม่น่าจะเป็นประชากรของพระเจ้าอีกต่อไป พระวาจาของพระเจ้าในเทศกาลมหาพรตที่ผ่านไป ให้เราเห็นถึงผลที่มันควรเกิดกับเราจริงๆ เมื่อเราหักหลังพระเจ้า เมื่อเราหลงทางไป และไม่อยากฟังพระสุรเสียงของพระองค์ เมื่อเราเอาแต่ผลประโยชน์ที่ได้รับจากพระเจ้าอื่น สิ่งอื่นๆ ที่เรารักและบูชา ด้วยเราได้รับความสุข ความสนุก สะดวกสบาย แม้จะเป็นเพียงความสุขเพียงชั่วคราว แต่หลายครั้ง ชีวิตของเราก็เป็นเหมือน “หมาสองราง” คำพังเพยที่หมายถึงชีวิตที่โลเล เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ ไม่ชัดเจนเสียทีว่าจะเอาอย่างไร ทั้งที่มีพระเจ้าเป็นพระเจ้าของตน แต่หลายครั้ง ก็ปรารถนาพระอื่นอีกมากมาย จนไม่อยากจะฟังเสียงของพระเจ้าของตน... นี่คือภาพสะท้านในหัวใจเราบ้างหรือเปล่า เมื่อพระวาจาของพระเจ้าในช่วงเวลามหาพรตที่ผ่านไป...

กระนั้นก็เถอะ... วันนี้ พระองค์ตรัสแบบนี้... “อย่าจดจำเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว อย่าคิดถึงเรื่องราวในอดีตอีกต่อไป ดูเถิด เรากำลังจะทำสิ่งใหม่...” เพราะพระเจ้าจะไม่ทรงกระทำอย่างที่มนุษย์คิด แต่พระองค์จะทรงทำสิ่งใหม่ เมื่อลูกของพระองค์กลับมา... เราคงยังไม่ลืมภาพของลูกชายคนเล็กของพ่อที่กลับมาหาพ่อ เราคงยังไม่ลืมคำพูดของเขาที่เขาเตรียมมาพูดกับพ่อ... ซึ่งเราพบว่า เขาพูดยังไม่ทันจบ แต่กระนั้นก็เถอะ พ่อไม่ได้ฟังสิ่งที่เขากำลังพูดเลย แต่ความปีติยินดีของพ่อนั้นมากเกินกว่าสิ่งใดๆ เมื่อเห็นการกลับมาของลูก... และสิ่งนี้เอง ที่ทำให้ประวัติศาสตร์ของลูกคนเล็ก เป็นสิ่งที่ไม่ต้องจมปรักอยู่ในความบาปนั้นอีก เพราะพ่อเปี่ยมด้วยความเมตตา... สิ่งเดียวที่เขาต้องทำคือ การกลับเข้าไปอยู่ในบ้านของพ่ออีกครั้ง และเจริญชีวิตให้สมกับเป็นลูกของพ่อ สมกับความรักที่พ่อมีต่อเขา... พี่น้องที่รักครับ นี่คือสิ่งที่ผมนำพี่น้องไตร่ตรองเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นี่คือการกลับใจที่เริ่มจากการให้อภัยตนเอง และนี่คือสิ่งที่พ่อบอกเราล่ะครับ... “อย่าจดจำเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว อย่าคิดถึงเรื่องราวในอดีตอีกต่อไป ดูเถิด เรากำลังจะทำสิ่งใหม่...” คุณพ่อท่านหนึ่งโพสต์ให้ผมประทับในในสัปดาห์ที่ผ่านไป... “ไม่เป็นไร หากวันนี้เราจะรู้สึกผิด... แต่อย่ารู้สึกผิดทั้งชีวิตเลย...” นี่คือการผ่านอดีตด้วยความกตัญญูรู้คุณ และกระตือรือร้นในปัจจุบันครับ เพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยความหวัง (นักบุญ ยอห์นปอลที่สอง พระสันตะปาปา ได้กล่าวไว้)... พระเจ้าได้ตรัสกับเราวันนี้ครับ “อย่าจดจำเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว อย่าคิดถึงเรื่องราวในอดีตอีกต่อไป ดูเถิด เรากำลังจะทำสิ่งใหม่...” นั่นคือสิ่งใหม่ นั่นคือการให้อภัย เมื่อเรากลับมาหาพระเจ้า... ดังนั้น อุปสรรคที่สำคัญคือ “การไม่ให้อภัยตนเอง” เมื่อพระเจ้าไม่ต้องการให้เราเป็นคนใช้ เพราะเรายังคงเป็นลูกของพระองค์ จงน้อมรับการอภัยจากพระเจ้า และให้อภัยตนเองเถิด...

อีกครั้งหนึ่งที่วันนี้ พระวาจาของพระเจ้า ทำให้เราเห็นพระทัยรักของพระองค์ต่อลูกที่กลับมาหาพระองค์ คือพระทัยของพระเจ้า ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ทรงพระเมตตา และผู้ทรงความดีอย่างสมบูรณ์ และสิ่งนี้มิใช่หรือที่ต้องทำให้เราพบประสบการณ์เช่นเดียวกับนักบุญเปาโล เมื่อท่านพบและรู้จักพระคริสตเจ้าแล้ว ชีวิตของท่านก็เปลี่ยนไปทั้งหมด ท่านกล่าวว่า... บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ทุกสิ่งไม่มีประโยชน์อีก เมื่อเทียบกับประโยชน์ล้ำค่าคือการรู้จักพระคริสตเยซู” (บทอ่านที่สอง ฟป 3:6-14) นั่นหมายความว่า บัญญัติทั้งมวลที่เคยถือมา บัดนี้ไม่มีอะไรมีค่าอีก เมื่อแม้แต่โมเสสและเอลียาห์ สองผู้ยิ่งใหญ่ของอิสราแอล ก็ยังมาสนทนากับพระเยซูเจ้า เมื่อทรงประจักษ์พระวรกายต่อหน้าบรรดาศิษย์ พระวาจายืนยันจากสวรรค์ที่ได้ตรัสว่า “ท่านผู้นี้คือบุตรสุดที่รักของเรา จงเชื่อฟังพระองค์เถิด...” และพวกเขาก็ไม่พบใครที่นั่น นอกจากพระเยซูเจ้าเท่านั้น นั่นหมายความว่า เหนือกฎเกณฑ์ทั้งหมดที่พวกเคยมี เคยปฏิบัติตาม บัดนี้ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่านี้แล้ว เมื่อที่นี่ พระคริสตเจ้า องค์พระวาจาของพระเจ้าประทับอยู่ที่นี่ พระองค์คือความครบครันแห่งธรรมบัญญัติทั้งหลายที่พวกเขาเคยยึดถือมา บัดนี้ พระองค์ตรัส... “นางเอ๋ย...ไม่มีใครลงโทษท่านเลยหรือ...เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย...ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไป อย่าทำบาปอีก”

“นางเอ๋ย...” ต้นฉบับพระคัมภีร์ใช้คำว่า “สตรีเอ๋ย...” หรือ “หญิงเอ๋ย...” ที่คงไม่ได้หมายถึงนางคนนี้คนเดียวแน่นอน แต่คำว่า “หญิงเอ๋ย...” คำนี้สำคัญมากสำหรับการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ “หญิงเอ๋ย...” คำนี้สะท้อนภาพของพระศาสนจักร สะท้อนภาพบรรดาบุตรของพระเจ้าทั้งหมดที่เราแต่ละคนก็ไม่ต่างกัน เราล้วนเป็นคนบาปด้วยกันทั้งนั้น พระองค์ตรัสด้วยพระทัยเมตตา และอ่อนโยน ต่อผู้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์... ตัวฉันเองด้วยไม่ใช่หรือ ที่กำลังยืนอยู่ต่อพระเจ้าผู้ทรงเป็นความดีบริบูรณ์ และฉันกำลังพลาดพลั้งตกในบาปด้วยเช่นกัน... ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องเดินจากไป เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ท่านผู้ใดไม่มีบาป จงเอาหินทุ่มนางเป็นคนแรกเถิด”

พี่น้องครับ เราคงต้องไตร่ตรองกันดีๆ ล่ะครับ หากพระเจ้าทรงทอดพระเนตรมองหญิงคนนี้ ด้วยพระทัยอ่อนโยนเพียงนี้ เราล่ะ เรามีท่าทีอย่างไรต่อพี่น้องของเราที่ได้พลาดพลั้งไป... ผมคิดถึงบทเทศน์ของพระสันตะปาปา ฟรันซิสของเรา เมื่อมหาพรตหลายปีก่อน (20 กุมภาพันธ์ 2015) เมื่อพระองค์เชื้อเชิญให้เราให้โอกาสกับคนอื่นๆ รวมไปถึงบรรดาผู้ที่ถูกจองจำด้วย ที่เราอาจจะบอกว่า... “ไม่ล่ะ คนประเภทนี้ ผมไม่อยากสุงสิงด้วย เขาอยู่ในคุกนะ” นั่นคือเขาไม่น่าคบค้าสมาคมด้วยเลย ...พระสันตะปาปาตรัสครับ... “เอาล่ะ ถ้าท่านไม่ติดคุก มันก็เป็นเพราะพระเจ้าทรงช่วยท่านไม่ให้ทำบาป พวกท่านมีที่ว่างในหัวใจให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำบ้างไหม ...”... เป็นไงครับพี่น้อง นี่คือสิ่งที่เราต้องไตร่ตรองล่ะครับ... เราเองที่ไม่อาจจะบอกว่า เราไม่เคยทำบาป ทำผิด... แม้ในบางเวลาที่เรามองดูพี่น้องที่ทำผิดหนักจนถึงกับต้องถูกจองจำ พระดำรัสนี้ทิ่มแทงเขาไปถึงหัวใจเราจริงๆ... หากเราที่ไม่ได้พลาดพลังแบบนั้น พี่น้องครับ นี่ก็ไม่ใช่เพราะพระเจ้าทรงค้ำจุนเราหรือ นี่ไม่ใช่เพราะพระเจ้าทรงช่วยเราไม่ให้ตกในบาปหรอกหรือ แล้วใย เราจะไม่มีที่ว่างในหัวใจ สำหรับพี่น้องของเราบ้างล่ะ... พี่น้องครับ เราไม่มีทางเลือก เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า เราถูกเรียกให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้มีเมตตา และเป็นผู้ดีอย่างสมบูรณ์ ดังพระบิดาเจ้าของเรา... วันนี้ เราที่เป็นคนบาปไม่ต่างกัน เรามีที่ว่างในหัวใจเราสำหรับพี่น้องของเรามากน้อยเพียงใด หรือเรายังเฝ้าตัดสินลงโทษกันและกัน อย่างกับว่า เราเองไม่เคยกระทำความผิดกระนั้นแล

“หญิงเอ๋ย...” คือพระวาจาที่หมายถึงพวกเราด้วย หมายถึงพระศาสนจักรทั้งหมด ที่พระเจ้าทรงค้ำจุนไว้ เพื่อให้เราประคับประคองค้ำจุนกันและกัน ไม่มีใครดีกว่ากัน หากพระเจ้าไม่ประทานความช่วยเหลือ... ดังนั้น อย่าได้มีใครทุ่มหินใส่กันและกันเลย

ข้าแต่พระเจ้า ขอประสบการณ์รักที่ลูกมีกับพระองค์ ให้กลับกลายเป็นสิ่งเดียวกัน ที่ลูกจะสร้างประสบการณ์แห่งรักกับพี่น้องของลูกเถิด เพราะลูกก็คือผู้ที่ได้รับพระเมตตาของพระองค์ค้ำจุนชีวิตของลูกไว้ไม่น้อยเช่นกัน... ขอให้ลูกมีเมตตาต่อผู้อื่น ดังที่พระองค์ทรงพระเมตตาต่อลูกเถิด.

สุขสันต์วันพระเจ้าครับ

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 19 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน อสย 43:16-21/ ฟป 3:8-14 / ยน 8:1-11
หญิงคนนั้นเป็นคนน่าสงสาร แน่นอนเธอเป็นคนที่น่าสงสารจริงๆ เธอไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ เป็นสนใจของประชาชน ที่ระเบียงของพระวิหารในตอนเช้า แล้วนั้น บรรดาฟาริสีและและธรรมาจารย์ ได้ประกาศให้พระเยซูเจ้าฟัง จนเป็นที่ได้ยินของบุคคลทั่วไปว่า “อาจารย์ หญิงคนนี้ถูกจับขณะล่วงประเวณี ในธรรมบัญญัติของโมเสส โมเสสสั่งเราให้ทุ่มหญิงประเภทนี้จนตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไร?” เมื่อหญิงคนนั้นได้ถูกจับได้ขณะทำผิดประเวณี เธอจะป้องกันตัวได้อย่างไร!ในเมื่อธรรมบัญญัติของโมเสสได้กำหนดให้เธอต้องถูกก้อนหินทุ่มจนตาย
พระเยซูเจ้าได้เปิดเผยหน้ากากของบรรดาฟาริสีและธรรมาจารย์ ด้วยการตอบคำถามที่พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่า “ท่านผู้ใดไม่มีบาป จงเอาหินทุ่มนางเป็นคนแรกเถิด” พระเยซูเจ้าทรงมองดูว่า จะมีใครยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาปสาธารณะ แน่นอน พวกเขาไม่มีสิทธิ์จะทำร้ายพระองค์ เช่นเดียวกัน พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์จะลงโทษเธอด้วย ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาผู้นำศาสนาจึงได้จากไปทีละคน
ก่อนและหลังจากที่พระองค์ได้หยิบยื่นการท้าทายให้แก่บรรดาผู้นำศาสนาแล้ว พระองค์ได้ก้มลงขีดเขียนบนพื้นดิน เช่นเดียวกับที่พระองค์จะก้มลงล้างเท้าของบรรดาอัครสาวก ในงานเลี้ยงอาหารค่ำครั้งสุดท้าย แน่นอนพระเยซูเจ้ามิได้ส่งเสริมให้คนทำบาป แต่ทรงช่วยชำระล้างคนบาปให้บริสุทธิ์ พระองค์มิได้ยกเลิกพระบัญญัติสิบประการ แต่พระองค์ตอ้งการที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เรา เป็นต้นในบุคคลที่ถูกสังคมตัดสินลงโทษ จากบรรดาคนที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น หรือจากบุคคลที่หน้าซื่อใจคด
หญิงคนนี้มิได้ปฏิเสธว่าเธอไม่ได้ทำบาป เธอรอรับก้อนหินที่จะถูกโยนมาสู่เธอ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกสิ่งอยู่ในความเงียบ พระเยซูเจ้าได้ถามเธอว่า “นางเอ๋ย พวกนั้นไปไหนหมด ไม่มีใครลงโทษท่านเลยหรือ?” หญิงคนนั้นทูลตอบว่า “ไม่มีเลยพระเจ้าข้า “พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราก็ไม่ลงโทษท่านด้วย ไปเถิด และตั้งแต่นี้ไป อย่าทำบาปอีก”

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view