สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

นจันทร์ที่ 8 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

นจันทร์ที่ 8 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

☘เมื่อจิตใจเต็มไปด้วยความกลัว
พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้าง
และจะนำเราผ่านพ้นการทดลอง
อันยากลำบากนั้นไปได้

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=cfJ7H7uhQZc&t=227s

🌕Shine Jesus Shine
https://youtu.be/uaTwx0ehbvM

💠💠💠💠💠💠💠💠💠💠

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
ดนล 13:41ค-62
ยน 8:12-20

แม้มาตรฐานแบบมนุษย์ ไม่มีใครใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำ
เพื่อนำมาเป็นพยานสำหรับตนเองได้ พระเยซูเจ้าทรงใช้
“การกระทำ” เพื่อสอนผู้ที่ใช้กฎเกณฑ์ เป็นพยาน
สร้างฐานความคิดว่าชีวิตตนดีได้มีความเข้าใจใหม่ว่า
สำหรับพระเจ้าแล้ว พระองค์ต้องการ “ชีวิต” ที่เป็นพยาน

สวรรค์มีตา ฟ้ามีหู เมื่อนางสุสันนา
ผู้ดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยาน ถึงความเชื่อ
ร้องหาความช่วยเหลือจากพระเจ้า
เพราะถูกพยานเท็จปรักปรำ ทำให้เดือดร้อน
พระเจ้าทรงสดับฟัง ทั้งยังดลใจดาเนียล
ให้เป็นผู้ช่วยเหลือ คลี่คลายสถานการณ์

หมายเหตุ..
เพื่อจะเป็น พยานชีวิต
ให้การกระทำชี้นำ คำพูด

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เราเป็นแสงสว่างส่องโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีแสงสว่างส่องชีวิต...” (ยน 8:12-20)

ผู้ที่เดินตามแสงสว่าง
ย่อมไม่ตกอยู่ในอันตรายของความมืด

พระคริสตเจ้าคือแสงสว่าง
การเดินตามวิถีชีวิตของพระองค์
คือหนทางที่มีแสงสว่างส่องชีวิต
บนวิถึทางของพระองค์
จะไม่มีความมืดใดเข้าครอบงำ

วันนี้ ฉันเดินตามพระองค์
ผู้ทรงเป็นความสว่าง
หรือฉันกำลังเดินทางออกจากความสว่าง???

________________

พระเยซูเจ้าตรัสว่า พระองค์คือความสว่าง หมายถึงพระองค์ทรงเป็นความสว่างบนหนทาง ที่จะนำทุกคนที่เดินตามพระองค์ไปพบทางออกที่สว่างไสว คนที่เดินตามพระองค์จะไม่เดินในความมืด แต่จะมีแสงสว่างส่องทางชีวิต คือมีคำตอบของชีวิตเสมอ ทุกคำถามบนหนทางนี้ พระองค์คือแสงสว่างและคำตอบนั้น

ผู้อาวุโสทั้งสองในบทอ่านที่หนึ่ง (ดนล 13:1-9, 15-17, 13-30, 33-62) เป็นภาพของผู้ที่เดินในทางที่มืดมิด และไร้ซึ่งแสงสว่าง ทำให้เขาตกอยู่ในความครอบงำของความชั่วร้าย และไม่สามารถเอาชนะความต้องการในทางร้ายของตนได้ ถึงกับกล่าวหาผู้บริสุทธิ์ซึ่งไม่เดินตามทางของความมืดเช่นเดียวกับตน

นาง สุซานนา คือภาพของผู้ที่เดินในทางแห่งความสว่าง เธอเดินตามหนทางของพระเจ้า และดังนั้น ชีวิตของเธอผู้ที่ฝากตนเองไว้ในความวางใจต่อพระเจ้า ผู้เป็นหนทางและความสว่างของชีวิต แม้บนหนทางนี้ เธออาจต้องเผชิญหน้ากับความตายและการเบียดเบียนก็ตาม เธอก็วางใจ เธอจึงเป็นดังผู้ที่ขับร้องอยู่เสมอในบทสร้อยวันนี้ว่า “แม้ข้าพเจ้าอยู่กลางเงาความตาย ข้าพเจ้าก็ไม่กลัวสิ่งร้ายทั้งสิ้น”

ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ทรงเป็นแสงสว่างส่องนำทางชีวิตของลูกอยุ่เสมอเถิด ขอให้ลูกเดินตามแสงสว่างของพระองค์ เพื่อความมืดจะไม่สามารถปิดบังไปจากลูกซึ่งความจริงแห่งพระประสงค์ของพระองค์ แม้ลูกจะอยู่ท่ามกลางเงามืดแห่งความตาย ลูกก็จะไม่กลัวสิ่งร้ายใดๆ ทั้งสิ้น.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน 19 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน ดนล 13:41ค-62 หรือ13:1-9,15-17,19-30,33-62 / ยน 8:12-20
พระเยซูเจ้าได้ประกาศว่า พระองค์คือแสงสว่างส่องโลกนี้ พระองค์คือผู้ที่ทำให้ความยินดีและความหวังของการฉลองวันอยู่เพิงสำเร็จไป แสงสว่างที่มีในวันฉลองนี้ สามารถทำให้กรุงเยรูซาเล็มสว่างไสว
แต่พระเยซูเจ้าทำให้ทั้งโลกสว่างไสว การตอบสนองต่อแสงสว่างสามารถเกิดขึ้นได้ ในสองกรณีต่อไปนี้ กรณีที่หนึ่ง คือ การที่ใครคนใดคนหนึ่งสามารถที่จะเดินตามแสงสว่าง จึงมีแสงสว่างนำทางชีวิต หรือกรณีที่สอง คือ การเดินในความมืด การเลือกความสว่างและความมืดยังมีอยู่ในทุกวันนี้ หลายครั้งด้วยกัน ที่เราเลือกความมืดมากกว่าความสว่าง เช่นเดียวกับบรรดาฟาริสี ที่เป็นคู่อริของพระเยซูเจ้า และหลายครั้งด้วยกัน ที่เราคิดว่า ความมืดดีกว่าความสว่าง เพราะว่าความมืดทำให้เรามีความสะดวกสบายและได้ประโยชน์มากกว่า แต่เราต้องทำตัวเหมือนพระเยซูเจ้า ที่มองอะไรลึกลงไปมากกว่าเพียงสิ่งภายนอกที่เราเห็น จนทำให้เรามองเห็นความสว่าง
อคติของคนใดคนหนึ่ง ทำให้คนนั้นมีมุมมองที่เต็มไปด้วยการตกแต่งสีสันให้กับความเป็นจริง ที่เราจะอ่านพบในพระวรสารวันนี้ บรรดาฟาริสีไม่เข้าใจสิ่งที่พระเยซูเจ้าตรัส เพราะว่าพวกเขามีอคติต่อพระองค์ ขบวนการคิดของเขาเป็นการตัดสิน ที่แตกต่างไปจากมุมมองของพระเยซูเจ้า ซึ่งได้ตรัสถึงความสัมพันธ์กับพระบิดาเจ้า ที่พวกฟาริสีไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงต้องการคำอธิบาย ที่พระเยซูเจ้าทรงเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด เพราะว่ากิจการของพระองค์ คือ ประจักษ์พยานที่ชัดแจ้งอยู่แล้วว่า พระองค์กับพระบิดาเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน บรรดาฟาริสีจึงไม่สามารถที่จะรับสิ่งที่พระองค์ตรัสได้ เขาได้ตัดสินพระองค์ด้วยเบาความ ไม่ยอมรับในทุกสิ่งที่พระองค์ตรัส และได้ใช้สิ่งนั้นต่อสู้กับพระองค์ พวกเขาจึงเหมือนคนที่เดินทางในความมืดมากกว่าความสว่าง
เราเองก็มีอคติ ในระหว่างเทศกาลมหาพรตนี้ ให้เราอ้อนวอนขอพระเยซูเจ้า โปรดให้เราได้ระลึกถึงอคติของเรา และขอให้พระองค์ช่วยบำบัดรักษาด้วย

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view