สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 10 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

วันพุธที่ 10 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

🌺เมื่อข้าพเจ้าเดินไม่ไหว...
พระองค์ทรงแบกข้าพเจ้าไว้บนบ่า
เมื่อข้าพเจ้าหลงทางไกลจากพระอุรา
ทรงตามหาและนำมากอดไว้ในพระทรวง

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 10 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=sY-YDaf-dbw&t=175s

♥ You Raise Me Up
http://youtu.be/8mn1dePo9gw

🍎🍎🍎🍎🍎🍎🍎🍎

วันพุธที่ 10 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
ดนล 3:14-20,24-25,28
ยน 8:31-42

บาป มีอิทธิพล กักขัง หน่วงเหนี่ยวให้คนที่ทำ
ขาดอิสระ และบ่อยครั้ง ยังบงการให้ทำ
ในสิ่งที่ไม่ปรารถนาจะกระทำ
สำหรับผู้ที่เชื่อ พระเยซูเจ้าให้แนวทาง
เพื่อให้ตนเองเป็นอิสระ คือการยืนหยัดในความจริง

เมื่อถูกข่มขู่ ตอกย้ำ ให้ทำในสิ่งที่เป็นบาปผิด
ขัดต่อความเชื่อ และข้อตั้งใจของตน
ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก เลือกที่จะปฎิเสธ
เพราะมั่นใจในความจริง พระเจ้าจะทรงปกปักษ์พิทักษ์รักษาผู้ที่เชื่อ

หมายเหตุ.....
คุก ที่มองไม่เห็น คือ
ความกลัว …
อิสระ ที่แท้จริง คือ
การหลุดพ้น .. จากความกลัว

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันพุธที่ 10 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เราไม่ใช่ลูกไม่มีพ่อ บิดาเดียวที่เรามีคือพระเจ้า...” (ยน 8:31-42)

ถ้าท่านเป็นบุตรของอับราฮัม
ท่านจงทำกิจการของอับราฮัมเถิด...

และ ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า
ท่านก็จงกระทำกิจการเดียวกับที่พระบิดาเจ้าของท่านทรงกระทำเถิด

คือ...
เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์
เป็นผู้มีเมตตากรุณา เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้เมตตากรุณา
เป็นผู้ดีอย่างสมบูรณ์ เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้ดีอย่างสมบูรณ์

วันนี้...
ชีวิตของฉัน แสดงออกถึงความเป็นลูกของพระเจ้ามากน้อยเพียงใด
หรือฉันเป็นลูกใครไปแล้วหรือ...

________________

“ลูกใครวะ???” สิ่งที่ได้ยินบ่อยๆ เมื่อเป็นเด็ก เรียกว่า สิ่งที่ผมทำนั้น มันส่งผลถึงพ่อแม่หมดครับ กีหรือไม่ดี ก็คำนี้แหละ “ลูกใครวะ???”... เป็นเกียรติหรือไม่ก็เรื่องนี้แหละ ฉันอ่ะ ลูกใคร...

พระวาจาของพระเยซูเจ้าในวันนี้ สะท้อนภาพนี้ในจิตวิญญาณของเราแต่ละคนจริงๆ คริสตชนที่บอกว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า และเราก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อเราเกิดใหม่ในศีลล้างบาป... วันนี้ พระเยซูเจ้าตรัสกับชาวยิวว่า “ถ้าท่านเป็นบุตรของอับราฮัม ท่านจงทำกิจการของอับราฮัมเถิด” คือทำตามที่พ่อของท่านกระทำ คือแสดงให้เห็นว่า ท่านเป็นลูกของอับบาฮัมจริงๆ... และประโยคต่อมาที่พวกเขาทูลพระเยซูเจ้าคือ... “เราไม่ใช่ลูกไม่มีพ่อ บิดาเดียวที่เรามีคือพระเจ้า...”... โดนใจจังครับ... นั่นหมายความว่า เรานั้นมีพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของเรา เราเรียกพระองค์เป็นพระบิดา เราภาวนาบทข้าแต่พระบิดาฯ ตามที่พระเยซูเจ้าทรงสอน... “ถ้า... มึงไม่ต้องมาเรียกกูว่าพ่ออีก...” คำโบราณเขาว่าอย่างนั้น นั่นหมายถึงชีวิตและพฤติกรรมของลูกที่มักจะสอดคล้องกับความเป็นบิดา... แล้วเราคริสตชนที่เรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา” วันนี้ ผมเอง พร้อมกับพี่น้องด้วย เราคงต้องไตร่ตรองถึงชีวิตของเราที่ผ่านมา ด้วยเรามีพระองค์เป็นพระบิดาของเราจริงๆ นั่นแหละครับ แต่ แต่ แต่ ชีวิตของเรา พฤติกรรมของเรา ท่าที ความคิดความรู้สึกของเรา การเจริญชีวิตของเรา... เราคงต้องถามตนเองกันหน่อยแล้วล่ะว่า... “เราไว้หน้าพ่อเรามากน้อยเพียงใด...”

ลูกพระเจ้าที่ต้องแสนสัตย์ซื่อต่อพระองค์ วันนี้ เขาไปเรียกใครเป็นพ่อของเขาอีกหรือเปล่า พ่ออื่น พระเจ้าอื่น ที่โน้มนำชีวิตของเขาไปจากบิดาผู้ให้กำเนิดเขา... ชายหนุ่มทั้งสามในบทอ่านที่หนึ่ง ที่ยืนยันว่าเขาไม่ต้องการพ่อใหม่ ไม่ต้องการมีพระเจ้าอื่น นั่นคือ เขาทั้งสามยืนยันชัดเจนแน่นอนว่า เขาไม่ใช่ลูกไม่มีพ่อ แต่พระเจ้าทรงเป็นบิดาของเขา และเขาเป็นลูกของพระองค์ (ดนล 3:14-20,24-25, 28)

“ถ้าพระเจ้าทรงเป็นบิดาของท่านจริง ท่านคงจะรักเรา...” นี่คือภาพสะท้อนความเป็นพี่น้องกันไม่ใช่หรือ... ถ้าเรารักพระเจ้า เราก็คงรักพระเยซูเจ้าด้วย เพราะพระองค์มาจากพระเจ้า... นั่นคือ... ถ้าเรารักพระเจ้า เราก็ต้องรักพี่น้องของเราด้วยไม่ใช่หรือ พระเยซูเจ้าที่เป็นดังพี่ชายคนโตของเรา พี่น้องมากมายของเราที่พระเจ้าทรงประทานให้กับเรา... ชีวิตของผู้ที่มีพระเจ้าเป็นพระบิดาเดียวกันนั้น เรารักใครจริงๆ เรากำลังรักใครอยู่... เรารักพระเจ้า เรารักพี่น้องของเรา หรือเรารักสิ่งอื่นให้เป็นพระเจ้าของเรา เป็นเป้าหมาย เป็นจิตวิญญาณของเรา จนเราลืมไปว่า เราเป็นใครกัน... วันนี้ เราเฝ้านมัสการใคร เราเฝ้าฟูมฟักใครจริงๆ ในชีวิตของเรา... พระเจ้ายังคงเป็นบิดาของเราจริงๆ หรือเปล่า สมาชิกในครอบครัวของเรา หมู่คณะนักบวชของเรา พวกเขาเหล่านั้นยังเป็นพี่น้องของเราจริงๆ หรือเปล่า เรามีท่าทีต่อกันและกันอย่างไร

วันเหล่านี้ ผมกำลังอยู่กับพี่น้องในหมู่คณะนักบวชที่บ้านศูนย์กลางของคณะที่ลำไทร พวกเราที่เรียกว่า เรามีพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของเรา ด้วยสายสัมพันธ์ในความศักดิ์สิทธิ์นี้ เราก็ยังมีนักบุญฟรันซิส เป็นบิดาผู้ให้กำเนิดเรา... โอ้ น่าไตร่ตรองทีเดียว เราที่เรียกตนเองเป็นดังลูกๆ ของนักบุญฟรันซิส ขอทานแห่งอัสซีซี วันนี้ เราเป็นลูกของท่านจริงๆ หรือเปล่า เลือดเนื้อเชื้อไขของเราเป็นดังนั้นจริงๆ หรือเปล่า เรายังเป็นลูกจริงๆ หรือว่า เรากลายพันธุ์ไปมากจนไม่มีอะไรเหมือนท่านเลยนอกจากเครื่องแบบหรือเปล่า...

ชีวิตคริสตชนที่เป็นพื้นฐานของความเป็นนักบวชของเรา วันนี้เป็นเช่นใด หากเรามองดูสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องให้เราเป็นเหมือนพระองค์ วันนี้ เรามีอะไรที่เหมือนพระองค์บ้างล่ะ... จงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์... จงเป็นผู้เมตตากรุณา... จงเป็นผู้ดีอย่างสมบูรณ์ ดังที่พระบิดาของท่านเป็น... หากเราเชื่อในพระเจ้า หากเราเป็นลูกของพระเจ้า เรามีสิ่งเหล่านี้ที่ละม้ายคล้ายคลึงกับพระเจ้ามากน้อยเพียงใด

ผมและพี่น้องในคณะ วันเหล่านี้ เราต้องไตร่ตรองจริงๆ เรายังเป็นพี่น้องกันจริงๆ หรือเปล่า... เรายังมีพระเจ้าเป็นบิดาของเราจริงๆ หรือเปล่า... นักบุญฟรันซิส ยังเป็นบิดาผู้ตั้งคณะของเราจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าเรากลายพันธุ์ไปมากเกินกว่าจะจำได้ว่า “ฉันเป็นใคร...”

เรากำลังจะเข้าสู่วันอาทิตย์พระทรมาน ที่เราระลึกถึงการเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาแลมของพระเยซูเจ้า เราจะต้อนรับพระองค์อย่างไร เมื่อพระองค์เสด็จมา ใบลานที่เราเอาไปโบกต้อนรับพระองค์ในฐานะกษัตริย์ครอบครองจิตวิญญาณของเรา จะให้ความหมายอะไรในชีวิตของเราบ้าง... หรือเป็นใบลานที่เราโบกต้อนรับพระองค์ และเพียงไม่นาน “โฮซานนา แด่โอรสของดาวิด ขอถวายพรแด่ผู้มาในพระนามของพระเจ้า...” อีกไม่นาน เราก็กลับตะโกนใส่พระองค์ “เอาไปตรึงกางเขน เอาไปตรึงกางเขน...” โอ้ วิญญาณข้าเอ๋ย ความโลเล ไม่สัตย์ซื่อ ไร้ความจริงใจ... ฉันจะให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้งในชีวิตคริสตชนของฉันหรือ...

ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ลูกตระหนักและรู้ตัวอยู่เสมอว่า พระองค์คือพระบิดาของลูก และลูกก็เป็นลูกของพระองค์ ลูกไม่ใช่ลูกไม่มีพ่อ... ลูกควรจะมีอะไรบ้าง ที่แสดงว่า ลูกเป็นลูกของพระองค์... ขอให้ชีวิตของลูก เป็นที่ประจักษ์บ้างเถอะว่า ลูกคือลูกของพระองค์... ให้ลูกได้มีความคิด ความรู้สึก ความปรารถนา และทำสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเถิด... เพื่อวันที่ลูกจะกลับบ้าน ลูกจะได้มีความเป็นลูกของพระองค์ ณ ที่ประตูสวรรค์ บ้านของพระองค์ บิดาของลูก และลูกจะได้เหมาะสมเข้าไปอยู่กับพระองค์.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันพุธที่ 10 เมษายน 19 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน ดนล 3:14-20,24-25,28 / ยน 8:31-42
ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ประชากรอิสราเอลได้ตกเป็นทาสของต่างชาติ ครั้งแล้วครั้งเล่า ในสมัยพระเยซูเจ้า พวกเขาตกอยู่ในอำนาจของจักรวรรดิโรมัน พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า ถ้าพวกเขาเจริญชีวิตตามพระวาจาของพระองค์ พวกเขาจะพ้นจากการเป็นทาสของบาป พวกเขาคิดว่า ถ้าพระองค์หมายถึงอิสรภาพทางการเมืองแล้ว พวกเขาสามารถอวดอ้างว่า พวกเขาไม่เคยตกอยู่ในอำนาจของผู้ใด ในฐานะเป็นลูกหลานของอาบราฮัม พวกเขาคิดว่า พวกเขาไม่ต้องการผู้กอบกู้อิสรภาพแต่อย่างใด พระเยซูเจ้าจึงได้ตรัสกับพวกเขาว่า สายเลือดทางบรรพบุรุษไม่ได้ทำให้พวกเขาเป็นลูกหลานของอาบราฮัมแต่อย่างใด คนที่มีความเชื่ออย่างแท้จริง คือ คนที่เลียนแบบความเชื่อและความหวังของอาบราฮัม ที่มีต่อพระเป็นเจ้า บรรดาผู้ไม่มีความเชื่อล้วนแต่เป็นทาสของบาป ถ้าประชากรรู้ว่า พระองค์คือพระบิดาของพวกเขา พวกเขาจะได้รับอิสรภาพ และเชื่อว่าพระบิดาเจ้าได้ทรงส่งพระองค์มา เพราะว่าพระเป็นเจ้า คือ แหล่งที่มาของความจริง เพราะฉะนั้นยิ่งเราฟังพระวาจาของพระเป็นเจ้า เราก็ยิ่งจะมีความรู้และปรีชาญาณมากขึ้น ที่จะทำให้เราพ้นจากความสงสัยและความกลัว
ขอให้เราเรียนรู้ว่า เทศกาลมหาพรต คือ เวลาที่มุ่งไปสู่การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า และพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ มิได้ปรากฏองค์แก่บรรดาผู้นำ บรรดากษัตริย์ หรือแม้แต่บรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ แต่พระองค์ปรากฏองค์แก่สตรีผู้หนึ่ง ซึ่งความรักของเธอทำให้เธออยู่เคียงข้างพระองค์ ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน และได้วิ่งไปยังหลุมที่ฝังพระศพในเช้าตรู่วันต้นสัปดาห์ เธอคือมารีอา มักดาลา ที่เคยถูกปิศาจสิง การที่เธอเป็นประจักษ์พยาน ถึงการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระองค์ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการตัดสินในศาล เพราะเธอเป็นสตรี เธอคือบุคคลแรกที่เป็นประจักษ์พยานถึงการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระองค์ พระเยซูเจ้าทรงเผยแสดงพระองค์แก่ผู้ที่ต่ำต้อย และมีเฉพาะคนที่สุภาพถ่อมตนเท่านั้น ที่จะได้ยินเสียงของข่าวสารของความรักของพระองค์

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view