สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2019 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

🍇ลูกขอบพระคุณสำหรับกางเขน
ขอบพระคุณสำหรับการทรงไถ่
ขอบพระคุณสำหรับความรักมากมาย
ขอบพระคุณที่ทรงให้กลับสู่ทางพระองค์

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต
https://www.youtube.com/watch?v=IvDp3KWwCHs&t=2s

❤ทรงรักเราถึงเพียงนี้
https://youtu.be/LSEFsIKMuas

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต
อ่าน :
ยรม 20:10-13
ยน 10:31-42

เมื่อมีคนคิดร้ายทำลายพระเยซูเจ้า 
พระองค์มิได้ตอบโต้ด้วยความรุนแรง
แต่เลือกที่จะใช้กิจการดี เพื่อให้พวกเขาได้สำนึก
ที่สุดแล้ว  คนที่เห็นในกิจการดีที่พระเยซูทำ
ได้เชื่อในพระองค์ 

แม้ประกาศกเยเรมีย์ ได้ยินว่า มีหลายคน
ซุบซิบนินทา  กล่าวหา ว่าร้ายต้องการทำลายท่าน
แต่ด้วยการตระหนักว่าพระเจ้าทรงอยู่เคียงข้าง 
ทำให้ท่านมั่นใจว่า จะไม่มีใคร ทำร้าย ทำลาย ท่านได้

หมายเหตุ..
การสวดมนต์ ไหว้พระ จะด้อยค่า 
ถ้าปล่อยปละ ละเลย ให้จิต คิดร้าย 
ปาก ทำลาย คนรอบข้าง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“พระคัมภีร์เรียกผู้รับพระวาจาของพระเจ้าว่า ‘เป็นพระเจ้า’...” (ยน 8:51-59)

ผู้ที่รับพระวาจาของพระเจ้าไว้ในชีวิต
คือผู้ที่รับเอาชีวิตพระเจ้าไว้ในชีวิตของตน
พระคัมภีร์เรียกผู้รับพระวาจาของพระเจ้าว่า เป็นพระเจ้า
เพราะกิจการดีที่เป็นผลของชีวิตของพระเจ้าในตัวเขา

วันนี้ ฉันถามตนเองว่า...
ฉันรับพระวาจาของพระเจ้าไว้ในชีวิตของฉันมากน้อยเพียงใด
มากน้อยเพียงใด หมายความว่า ฉันมีชีวิตของพระองค์ในชีวิตของฉันมากน้อยเพียงใด

เพราะกิจการดีที่เป็นผลจากการมีชีวิตพระเจ้าในชีวิตของฉัน
ต้องแสดงออกอย่างแท้จริง ว่า ฉันเป็น บุตรของพระเจ้ามากน้อยเพียงใด...

________________

ท่ามกลางคำถามระหว่างการเดินทางในวันเหล่านี้ของผม ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของการจราจร โลกที่กำลังเอารัดเอาเปรียบกัน หาความจริงใจกันค่อนข้างยาก ค่าโดยสารที่ไม่ชัดเจน เวลาเดินทางที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ การเอารัดเอาเปรียบผู้โดยสาร ความเห็นแก่ตัวในภาวะวุ่นวายและเร่งรีบเหล่านี้ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพราะอะไร... มันคือคำถามที่น่าไตร่ตรองระหว่างเทศกาลสงกรานต์ที่เริ่มขึ้นในวันเหล่านี้ ผมใช้เวลาในการเดินทางมากมายจริง แม้จะถึงเป้าหมายไม่ได้ดังที่คิดเอาไว้ก็ตาม แต่นี่คืออะไร...

ความรู้สึกตามประสามนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่เทวดาครับ แม้ผมจะไม่รู้สึกหงุดหงิด โมโหฉุนเฉียวที่เป็นอาการแสดงออกมากมายดังในอดีตที่เคยเป็นนิสัยของผม ตอนนี้ อารมณ์ผมคงเปลี่ยนไปเยอะกระมังครับ ด้วยในอดีตที่ผมเคยใจร้อน ลุยทุกเรื่องราว แบบไม่ยอมใคร เพื่อให้ได้คำตอบที่ตนต้องการ แต่มาวันนี้ บางที คำตอบอาจอยู่ที่ใจผมต่างหาก... ครับ และนี่แหละ ที่เป็นคำถามที่ผมไตร่ตรองแบบใจเย็นๆ ในสถานการณ์แบบนี้ ในเทศกาลสงกรานต์ที่ผมยอมรับว่า ผมไม่ค่อยประทับใจนักในสิ่งที่ได้พบเห็นระหว่างเทศกาลนี้ จนผมเองแทบไม่อยากร่วมสนุกร่วมสุขอะไรในเทศกาลนี้ไปแล้วล่ะครับ นอกจากทำสิ่งใหม่ แบบที่พระวาจาของพระเจ้าในวันเหล่านี้ได้พูดถึง...

พระเยซูเจ้าในวันเหล่านี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับชาวยิว พระองค์ไม่อาจปิดบังพระองค์เองจากความเป็นจริงในตัวตนได้... พระวาจาตอนที่ผมเลือกนำเอามาไตร่ตรองในเช้าวันนี้ท่ามกลางบรรยากาศที่แปลกใหม่และไม่ปกติของผม แบบที่ไม่คิดว่าต้องมาประสบพบในวันเหล่านี้... “พระคัมภีร์เรียกผู้รับพระวาจาของพระเจ้าว่า ‘เป็นพระเจ้า’...” (ยน 8:51-59) น่าคิดจริงๆ ครับ... เพราะนั่นหมายความว่า ผู้ที่รับพระวาจาของพระเจ้าไว้ในชีวิตของตน นั่นคือผู้ที่ได้รับเอาชีวิตของพระเจ้าไว้ในชีวิตของตน จนทำให้เขาเปลี่ยนไป และหากจะเปลี่ยนไปมากตามมาตรฐานของพระคัมภีร์ในวันนี้คือ นั่นคือ “เป็นพระเจ้า” ชีวิตที่ละม้ายคล้ายคลึงกับพระเจ้า ชีวิตพระเจ้าในชีวิตของเขา แทบเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าจริงๆ จนเรียกว่า เป็นพระเจ้าในความเป็นตัวตนของเขาก็ได้ นั่นคือ พระเจ้าทรงเป็นอย่างไร เขาก็เป็นอย่างนั้น ดังสามมิติที่ผมไตร่ตรองและแบ่งปันในวันเหล่านี้ เป็นเหมือนพระเจ้าคือ เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้เมตตากรุณา และเป็นผู้ดีอย่างสมบูรณ์ นั่นเองครับ

พี่น้องครับ เราคริสตชนเช่นเดียวกันไม่ใช่หรือ อาจจะไม่ใช่เราทำตัวภาคภูมิใจเหนือคนอื่น แต่แต่ในความเป็นจริงเราก็ต้องยอมรับว่า อะไรคือสิ่งที่เราภาคภูมิใจจริงๆ ... ผมคิดถึงเพลงเก่าแก่ในบรรดาหนังสือเพลงศักดิ์สิทธิ์ไทยเล่มแรกๆ ของเรา “คริสตังร้องเพลง” ... เราคริสตังไทย ภูมิใจล้นเกล้า เพราะเกียรติของเราคือเป็นคริสตัง เราได้ทิ้งทางปีศาจโอหัง เราเป็นคริสตัง เราเป็นคริสตัง...” และในเพลงนี้ ผมจำได้ว่า ยังบรรยายถึงธรรมชาติที่เปลี่ยนไปของเราหลังรับศีลล้างบาป เรากลายเป็นลูกของพระบิดา เรากลายเป็นน้องของพระเยซู เรากลายเป็นวิหารของพระเจ้า ฯลฯ ที่เป็นสิ่งที่วันนี้ผมถามตนเอง และถามพี่น้องว่า ... เรายังภูมิใจหรือเปล่า... และมากกว่านั้น พระธรรมล้ำลึกแห่งปาสกาที่เรากำลังมุ่งหน้าไปสู่นั้น เราร้องเพลง... “จงภูมิใจในกางเขนคริสตัง ชีวิตและจิตพลังย่อมไหลหลั่งมาจากกางเขน...” นี่ก็คือคำถามหนึ่ง เรายังภูมิใจหรือเปล่า ในกางเขนคริสตัง... ที่นำให้ชีวิตของเราเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของพระคริสตเจ้า และเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า จนพระคัมภีร์ที่กล่าวในวันนี้จะเป็นความจริงในตัวเราแต่ละคน เพราะ “พระคัมภีร์เรียกผู้รับพระวาจาของพระเจ้าว่า ‘เป็นพระเจ้า’...” คือเรามีความ... หรือสิ่งที่เรียกว่า ละม้ายคล้ายคลึงกับพระเจ้าที่สุด ในอัตลักษณ์สามอย่างที่ผมแบ่งปันการไตร่ตรองมากๆ ในวันเหล่านี้ คือ ความศักดิ์สิทธิ์ ความเมตตา และความดีอย่างสมบูรณ์ ดังพระบิดาของเรา และเมื่อเป็นดังนี้แล้ว เรากับพระเจ้า ก็ไม่ต่างกัน เพราะเราจะเป็นเหมือนพระองค์ เมื่อเรามีเลือดเนื้อของพระองค์จริงๆ ในชีวิตเรา ด้วยอาศัยพระหรรษทานของพระเจ้าในชีวิตเรา

“พระคัมภีร์เรียกผู้รับพระวาจาของพระเจ้าว่า ‘เป็นพระเจ้า’...”... สิ่งที่แสดงให้คนอื่นๆ เขามั่นใจดังนั้น อยู่ที่พระวาจาของพระเยซูเจ้าวันนี้ครับ... “ถ้าเราไม่ทำกิจการของพระบิดา ท่านก็อย่าเชื่อเราเลย แต่ถ้าเราทำ แม้ท่านทั้งหลายจะไม่เชื่อเรา อย่างน้อยก็จงเชื่อในกิจการที่เราทำนั้นเถิด...แล้วท่านจะรู้ว่า พระบิดาสถิตอยู่ในเรา และเราอยู่ในพระบิดา” นั่นก็หมายความว่า พระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา... ฉันใดก็ฉันนั้น สิ่งที่แสดงออกว่าเราคริสตชน เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า นั่นก็คือ “กิจการ” ของเราครับ กิจการของเรา พฤติกรรมของเราในวันนี้ ท่ามกลางโลกวันนี้ เราที่บอกว่าเราเป็นลูกของพระเจ้านั้น วันนี้เราเป็นอย่างไร เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า เราเป็นมากน้อยเพียงใด และอะไรคือกิจการที่แสดงออกว่าเราเป็นดังนั้น

“ที่รับพระวาจาของพระเจ้า” ไว้ในชีวิตของตนอย่างแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร ผมคงไม่ต้องพูดมากมายที่นี่ แต่พระวาจาของพระเจ้าทุกวันที่เราได้ไตร่ตรองร่วมกันได้นำทางเราแล้วครับ... พี่น้องครับ ผมคิดว่ามันไม่ง่ายครับ ไม่ง่ายเลยจริงๆ ในโลกเราวันนี้ ที่เราจะรับพระวาจาของพระเจ้าไว้ในชีวิต และแสดงออกมาในกิจการของเรา... สำหรับผม มันไม่ง่ายนัก สำหรับพี่น้องเป็นอย่างไร พี่น้องอาจจะรู้สึกง่ายกว่าผมก็คงเป็นได้ แต่ผมยอมรับในความอ่อนแอของผมครับ บางครั้งมันไม่ง่ายนัก แต่ผมยังต้องพยายามทุกวันครับ อ่านและฟังพระวาจา ไตร่ตรองทุกวันจริงๆ พระเจ้าตรัสอะไรกับผมในวันนี้ ในสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้... นี่คือเหตุผลที่ผมแบ่งปันสิ่งนี้กับพี่น้อง ไม่ใช่โชว์ความภูมิใจว่าผมเป็นพระสงฆ์ เป็นนักบวช แต่เพื่อเราจะแบ่งปันกัน เพื่อเราจะได้ประคับประคองกัน ในชีวิตคริสตชนที่ทั้งผมและพี่น้องเดินทางมาด้วยกัน แบ่งปันกันในสิ่งที่พระตรัสกับเรา... บทไตร่ตรองของผมจึงไม่ใช่บทเทศน์ คำสอนสำหรับพี่น้อง แต่เป็นเพียงสิ่งที่ผมวางไว้บนสื่อเหล่านี้ เพื่อแบ่งปันกัน พระเจ้าตรัสอะไรกับผมในแต่ละวัน... มันไม่เกี่ยวว่าผมจะทำได้มากน้อยเพียงใด แต่สิ่งแรก พระเจ้าตรัสอะไรในแต่ละวัน จากนั้น ผมก็ฟัง ไตร่ตรอง และพยายามเก็บเอาผลึกจากการไตร่ตรองนั้น มากลั่นเป็นชีวิตที่ยังหายใจในแต่ละวัน มันจะได้มากน้อยแค่ไหน นั่นก็ยังเป็นการบ้านที่ผมมีให้ทำทุกวันตลอดไป... นี่แหละครับ คือสิ่งที่ผมทำ และเชื้อเชิญพี่น้อง ไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้าทุกวัน แต่ละวัน เราเก็บผลึกการไตร่ตรอง กลั่นกรองออกมาเป็นชีวิตคริสตชน ที่มีชีวิตพระในตัวของเรามากขึ้นๆ ทุกวัน จนเราละม้ายคล้ายคลึงกับพระเจ้าทุกๆ วัน และนั่นแหละ คือพลัง ที่เราจะไม่ท้อถอยในชีวิตคริสตชน ที่แม้จะต้องลำบาก และถูกเบียดเบียนแบบเยเรมีย์ในบทอ่านที่หนึ่งก็ตาม (ยรม 20”10-13)

พี่น้องครับ พระวาจาวันนี้ท้าทายเราอย่างอบอุ่นจริงๆ เป็นกำลังใจจริงๆ สำหรับเรา เราที่ต้องยิ่งวันยิ่งคล้ายคลึงกับพระเจ้ามากขึ้น... เราต้องภูมิใจในส่งนี้นะครับ และเราต้องไม่ท้อถอยเลย... เพราะ “พระคัมภีร์เรียกผู้รับพระวาจาของพระเจ้าว่า ‘เป็นพระเจ้า’...”

ข้าแต่พระเจ้า พระวาจาของพระองค์เป็นจิตและชีวิต พระองค์มีพระวาจาแห่งชีวิตนิรันดร (บทก่อนพระวรสาร) ขอพระวาจาของพระเป็นเป็นชีวิต เป็นโลหิตที่ไหลเวียนในร่างกายของลูก เพื่อให้ชีวิตของลูกเติบโตในชีวิตของพระองค์ และจากชีวิตของพระองค์ ลูกจะได้เติบโตขึ้นเป็นลูกของพระองค์ ไม่ใช่ลูกใครอื่น...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 19 สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต
บทอ่าน ยรม 20:10-13 / ยน 10:31-42
พระเยซูเจ้าได้เสด็จไปบนเฉลียงของพระวิหาร ระหว่างเทศกาลการระลึกถึงการฟื้นฟูพระวิหารหลังที่สอง เป็นระยะเวลาแปดวัน ประชาชนได้มาห้อมล้อมพระองค์และได้ถามว่า “ท่านจะปล่อยให้ใจของพวกเราสงสัยอยู่นานเท่าใด ถ้าท่านเป็นพระคริสตเจ้า ก็จงบอกพวกเราให้ชัดเจนเถิด” (ข้อ24) เมื่อพระเยซูเจ้าได้ประกาศว่า พระองค์และพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน (ข้อ30) พวกเขาได้กล่าวหาพระองค์ว่าดูหมิ่นพระเป็นเจ้า เพราะพระองค์อ้างว่า พระองค์เป็นพระเป็นเจ้า พวกเขาได้พยายามที่จะใช้ก้อนหินทุ่มพระองค์ พระเยซูเจ้าได้บอกพวกเขาว่า พระองค์ได้ทรงใช้เวลา ในการบำบัดรักษาคนเจ็บป่วย เลี้ยงอาหารคนที่หิวโหย บรรเทาใจคนที่มีความทุกข์ ที่แสดงว่า พระองค์ได้มาจากพระเป็นเจ้า และเมื่อพระองค์ได้กระทำสิ่งที่ดีเหล่านี้ ทำไมพวกเขาจึงจะใช้ก้อนหินทุ่มพระองค์?พวกเขาได้ตอบว่าพวกเขาต้องการทำเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะกิจการที่ดีของพระองค์ แต่เพราะว่าพระองค์อ้างว่า พระองค์เป็นพระบุตรของพระเป็นเจ้า ที่ถือว่าเป็นการดูหมิ่นพระองค์ พระเยซูเจ้าได้ทรงตอบพวกเขาว่า ถ้าพวกเขาไม่สามารถเชื่อว่า พระองค์ได้รับแต่งตั้งจากพระเป็นเจ้า และได้ทรงกระทำโดยอำนาจของพระนามของพระเป็นเจ้า แต่อย่างน้อย พวกเขาก็ควรจะเชื่อในกิจการที่พระองค์ได้ทรงกระทำ เมื่อได้ฟังดังนั้น พวกเขาได้พยายามจะจับกุมพระองค์ แต่พระองค์ได้หลบเลี่ยงพวกเขาไป พระเยซูเจ้าได้ถูกปฏิเสธ เพราะข่าวที่พระองค์นำมาประกาศ เหมือนกับบรรดาประกาศก ผู้มีชีวิตก่อนพระองค์
ข้าแต่พระเยซูเจ้า ผู้ถูกตรึงกางเขน และบังเกิดจากพระนางพรหมจารีมารีอา ซึ่งทรงครรภ์ด้วยพระจิต พวกลูกถวายบูชาพระองค์ ให้เรานมัสการพระองค์...ข้าแต่พระเยซูเจ้า ผู้ถูกตรึงกางเขน พระบุตรของพระบิดา พระวจนาตถ์นิรันดร พวกลูกถวายบูชาพระองค์ ให้เรานมัสการพระองค์ ...ข้าแต่พระเยซูเจ้า ผู้ถูกตรึงกางเขน พระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเป็นเจ้า ประตูสวรรค์ พวกลูกถวายบูชาพระองค์ ให้เรานมัสการพระองค์

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view