สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2019 วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2019 วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์

🍒เพราะเรามีความเชื่อ .. เราจึงมีความหวัง
เพราะเรามีความหวัง .. เราจึงเดินไปในทางที่เราเชื่อ
จงอย่าสิ้นหวัง .. แม้ว่าดูเหมือนจะหมดหวัง

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2019
วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์
https://www.youtube.com/watch?v=ZLfcmz-t2RU

https://youtu.be/y1VduNV_jao

🍎Passion Song - The Story of Holy Week
https://youtu.be/MljFNaWoYEs

💦💦💦💦💦💦💦💦💦💦

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2019
วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์
อ่าน รม 6:3-11
ลก 24:1-12

นักบุญลูกา บันทึกไว้ว่า..
แม้พระเยซูเจ้า ในฐานะมนุษย์จะถูกมอบ
ให้ตกอยู่ในอำนาจของคนบาปแต่เมื่อผ่านความทุกข์ทรมาน
ทรงพบกับชีวิตใหม่ ที่สดใส ยิ่งใหญ่ ที่ไม่มีอำนาจใด
อยู่เหนือพระองค์อีกต่อไป

แม้มนุษย์เก่า ตกอยู่ภายใต้อำนาจของบาป และความตาย
นักบุญเปาโล ตอกย้ำ ทำให้เห็นว่า
การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า นำมนุษย์ผู้มีความเชื่อ
ที่ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้า
ในความทุกข์ทรมาน ให้ได้พบความชื่นชมยินดี
จากการกลับมีชีวิตใหม่ ที่สดใส

หมายเหตุ...
การเร่ิมต้นชีวิตใหม่..
บางทีอาจไม่ใช่ การหนีไปจากที่เดิม แล้วเร่ิมใหม่
เพียงแค่ เปลี่ยนความคิด ก็อาจพบชีวิตใหม่
ที่สดใสกว่าเดิม

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2019
วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ พิธีตื่นเฝ้า สมโภชปัสกา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ระลึกถึงพระวาจาของพระองค์ได้...” (ลก 24:1-12)

โธ่...
เพียงขอได้รักพระองค์เท่านั้น
เพียงขอให้ฉันได้ฟังพระองค์เท่านั้น
ได้เชื่อในพระองค์ และได้รักพระองค์สุดหัวใจเท่านั้น
ฉันคงไม่พลาดโอกาสดีๆ ในการทำสิ่งดีๆ เพื่อคนที่ฉันรัก

และก็ต้องมาถึงวันนี้ วันที่ฉันระลึกถึงพระวาจาของพระองค์ได้
ทำไม ฉันจึงไม่ฟังพระองค์ตั้งแต่แรก
หรือเพราะฉันยังรักตนเองมากว่าพระองค์
ฉันจึงยังไม่เชื่อพระวาจาของผู้ที่ฉันรัก
จนวันนี้ ฉันอาจจะมีเวลาไม่มากแล้ว
เพื่อรักพระองค์จริงๆ ในโลกนี้

วิญญาณข้าฯ เอ๋ย...
นี่คือเช้าตรู่วันต้นสัปดาห์...
จงทำเถอะ ทำสิ่งที่เจ้าควรทำกับผู้ที่เจ้ารักเถอะ
ก่อนที่เวลาของเจ้าในโลกนี้จะหมดลง...

________________

เช้าตรู่วันต้นสัปดาห์ บรรดาสตรีนำเครื่องหอมที่เตรียมไว้มาที่พระคูหา... นี่คือเหตุการณ์ที่เหมือนเป็นสิ่งแรก ในการรอคอยของพวกเธอ เพราะเมื่อวานนี้ พวกเธอดูเหมือนว่าอยากทำสิ่งนี้ แต่พวกเธอไม่สามารถทำได้ เพราะค่ำวานนี้เป็นวันสะบาโต พวกเธอทำได้เพียงรอ รอ รอ เพื่อทำสิ่งที่พวกเธอต้องการทำกับคนที่เธอแสนรักที่สุด นี่คือความรักของบรรดาสตรีต่อพระเยซูเจ้า และสิ่งแรกที่พวกเธอทำในวันต้นสัปดาห์ เมื่อพ้นวันต้องห้ามคือวันสะบาโตนั้น คือเธอต้องการชโลมพระศพของพระเยซูเจ้า เป็นดังสิ่งที่ไม่ได้ทำมาในเวลาที่ควรจะทำ เพราะวันสะบาโตจริงๆ กระนั้น... ภาพนี้ทำให้ผมคิดถึงภาพของมารีย์ ที่ดเหมือนว่าเธอได้ชโลมพระองค์ที่เบธานีครับ... เธอได้ทำสิ่งที่สตรีเหล่านี้มามีโอกาสทำ เพราะพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว แต่ความรักของพวกเธอก็ยังเป็นสิ่งที่น่าประทับใจไม่น้อยจริงๆ

เช้านี้ผมขอยังไม่ไปไหนไกลในการไตร่ตรอง เนื่องจากผมเขียนบทไตร่ตรองในเช้าตรู่วันสะบาโต (วันเสาร์) วันที่เรียกว่า Silentium Magnum คือความเงียบยิ่งใหญ่ในพระศาสนจักร ที่วัดที่ที่เราเคยไปนั้น ที่ที่เราเคยมีประสบการณ์กับพระเยซูเจ้านั้น เช้าวันนี้ หากเราไปที่วัด เราจะพบบรรยากาศเช่นไม่ต่างกับบรรดาสตรี ที่ที่เธอมีประสบการณ์น่าจำ นั่นคือ พวกเขาฝังพระศพของพระองค์ไว้ที่นี่ และเธอกลับไป เพื่อหวังจะพบพระองค์ที่นี่ แต่เช้าวันนี้ เธอไม่พบ บรรยากาศในใจของผมและพี่น้องด้วยเช่นเดียวกัน เช้าวันนี้ ที่วัดที่เราเคยมีประสบการณ์กับพระเยซูเจ้า วันนี้ที่วัดของเราเงียบเหงาเหลือเกิน ไม่มีศีลมหาสนิท รูปพระถูกปิดปังไปจากสายตาของเรา นี่คือโลกที่ไม่มีพระเจ้าเสียแล้วกระนั้นหรือ... เมื่อเช้าวันนี้ จนถึงพิธีตื่นเฝ้าค่ำนี้ คือช่วงเวลา คือบรรยากาศที่เรารำพึงถึงสภาพชีวิตที่เราไม่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่กับเรา เราได้สูญเสียพระองค์ไปเมื่อวานนี้ พระองค์ได้สิ้นพระชนม์ไปเพราะบาปของเรา ทรงถูกฝังไว้ในคูหา และวันนี้ เราระลึกถึงข้อความเชื่อที่เรากล่าวในบทข้าพเจ้าเชื่อ... ว่า พระองค์ทรงเสด็จลงสู่ใต้บาดาล ก่อนที่จะกลับคืนชีพในวันที่สาม นั่นคือการเสด็จเยี่ยมบรรดาผู้ที่สัตย์ซื่อต่อพระสัญญาของพระองค์ เพื่อปลุกพวกเขาขึ้นมาในความชื่นชมยินดี และไม่ต้องได้รับความอับอาย... ความสัตย์ซื่อของพวกเขาไม่มีวันต้องอับอายเลย

พระวาจาของพระเจ้าในค่ำคืนนี้ที่เราอ่านหลายๆ บทนั้น นั่นคือภาพรวม บทสรุปความรักของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เมื่อพระองค์ทรงนำประชากรของพระองค์ตลอดหนทางที่พระองค์ทรงเรียกเขา และไม่เคยทอดทิ้งเขาเลย และการเรียกนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ประชากรของพระองค์จะเกิดมาเสียอีก เพราะพระองค์ทรงเรียกเขา ก่อนที่เข้าจะปฏิสนธิ์ในครรภ์ของมารดา การสร้างสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงเตรียมไว้เพื่อเราผู้จะเกิดมาในวันสุดท้ายของการสร้างของพระองค์ พระองค์ยังทรงประทับอยู่กับพวกเขาตลอดมา แม้ในแดนทาส ทรงนำพวกเขาออกมาจากแผ่นดินทาส เสาเมฆ และเสาเพลิง ที่นำทางอิสราแอลตลอดเวลาในถิ่นกันดาร บัดนี้ ยังทรงนำทางพวกเราอิสราแอลใหม่ ประชากรใหม่แห่งพันธสัญญาใหม่ พระองค์ยังทรงนำเรา ไม่ใช่ด้วยเสาร์เมฆและเสาร์เพลิงอีกต่อไป แต่เป็นพระบุตรของพระองค์ ผู้ทรงเป็นความสว่างแท้จริง ที่เรามีเทียนปัสกาเป็นเครื่องหมายในคืนศักดิ์สิทธิ์ที่เราเฉลิมฉลองในคืนนี้...

ประวัติศาสตร์ได้ดำเนินต่อไป และดูเหมือนว่ามันเร็วเหลือเกิน เมื่อวันนี้ บรรดาสตรีที่รักพระเยซูเจ้ามากมายเหลือเกิน กลับไม่ได้ทำสิ่งที่นางปรารถนาจะทำเพื่อพระองค์ ในขณะที่มารีย์ น้องสาวของลาซารัส ชายคนที่พระองค์ทรงปลุกให้กลับเป็นขึ้นมาจากความตาย เธอได้ชโลมน้ำมันหอมด้วยน้ำพักน้ำแรงของเธอที่ทำงานมาทั้งปีแด่พระเยซูเจ้า เธอได้ทำสิ่งที่หลายคนมองดูว่า น่าเสียดาย แต่พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า เธอได้ชโลมเราก่อนวันฝังศพของเรา... แต่เธอได้ทำครับ

เอาแค่ตรงนี้ก่อนนะครับสำหรับเสาร์แห่งความเงียบยิ่งใหญ่นี้ ผมขอไตร่ตรองพระวาจาแค่ตรงนี้ก่อนครับ... “ระลึกถึงพระวาจาของพระองค์ได้...” บรรดาสตรีได้ระลึกถึงสิ่งที่พระองคืได้ตรัสกับพวกเธอว่า พระองค์เอง บุตรแห่งมนุษย์จะต้องได้รับการมอบไว้ในมือของคนบาป จะต้องถูกตรึงกางเขน และจำกลับคืนชีพในวันที่สาม... นี่คือสามครั้งสามคราที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับบรรดาศิษย์ มันอาจจะไม่เป็นเพียงสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจเท่านั้น แต่นี่อาจจะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ยอมรับมากกว่า เพราะความหวังของพวกเขาในพระเยซูเจ้านั้น ดูจะเป็นสิ่งที่พวกเขาทำเพื่อตนเองมากกว่า แต่ไม่ได้เชื่อ ไม่ได้ฟังสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้เลย และที่สุด บรรดาศิษย์ก็ไม่เพียงแต่ไม่มีโอกาสทำสิ่งมารีย์ได้ทำก่อนวันสิ้นพระชนม์ของผู้ที่พวกเขารัก... โอ้ นี่เป็นความรักที่เสียโอกาสจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย เมื่อทุกอย่างดำเนินมาถึงตรงนี้แล้ว พวกเขาพลาดครับ พลาดโอกาสที่จะทำสิ่งที่เขาควรทำกับคนที่เขารัก

ผมจบการไตร่ตรองที่เรื่องนี้แล้วกันครับสำหรับเช้าวันนี้... พี่น้องครับ พระเยซูเจ้าอยู่กับเราในประสบการณ์มากมายในชีวิตคริสตชนของเรา และเราเองก็มีประสบการณ์ไม่น้อยกับพระองค์ไม่ใช่หรือ... แต่วันนี้ สายไปหรือเปล่า สายเกินไปไหม ที่เราเองด้วยเช่นกัน อาจจะไม่มีโอกาสนำสิ่งที่เราควรทำกับพระเยซูเจ้า กับผู้ที่เราบอกว่าเรารัก เรารับพระองค์เป็นพระเจ้าของเรา แต่เรากลับไม่ได้มีโอกาสทำสิ่งที่เราควรทำกับผู้ที่เรารักเลย...

เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อตนเองเท่านั้น และสงสัย หากฉันยังไม่เข้าใจ หากฉันยังไม่อาจระลึกได้ถึงที่พระองค์ได้ตรัสไว้ หากฉันยังไม่ฟังพระองค์อีกในวันนี้ ฉันอาจจะพลาด และอาจจะพลาดตลอดไป ซึ่งสิ่งที่ฉันควรจะทำกับพระคริสตเจ้า ผู้ที่ฉันบอกว่า ฉันแสนรักพระองค์เป็นที่สุด... บรรยากาศชีวิตของฉันวันนี้เป็นอย่างไร ฉันเป็นคริสตชนมาอย่างไร ฉันเป็นศิษย์ของพระองค์มากอย่างไรเล่า...

พี่น้องที่รักครับ เช้านี้ ในบรรยากาศของเช้าก่อนพิธีตื่นเฝ้านี้ คือ “โอกาส” คือสิ่งนี้ครับ ที่ผมขอไตร่ตรอง และแบ่งปันกับพี่น้องครับ... ชีวิตคริสตชนที่เดินตามองค์พระผู้เป็นเจ้ามา เวลานี้เป็นอย่างไร ฉันได้ฟังพระองค์มากน้อยเพียงใด เมื่อพระองค์ได้ตรัสถึง พระทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนม์ชีพ คือสิ่งที่พระองค์จะต้องก้าวผ่านให้ได้ แลพะเราก็กำลังก้าวตามพระองค์... ตลอดเวลาที่เราอยู่กับพระองค์ ตลอดเวลาที่เรามีประสบการณ์กับพระองค์... ฉันเกาะพระองค์กินจริงๆ กระนั้นแล... ฉันอยู่เพื่อตนเอง เพื่อกอบโกยทุกสิ่งเพื่อตนเองเท่านั้นหรือเปล่า ฉันได้รักพระองค์อย่างจริงใจมากน้อยเพียงใด... เอาเถอะ เวลาของฉันมีจำกัดบนหนทางที่ฉันเดินกับพระองค์... คำถามที่น่าไตร่ตรองของผมเช้านี้คือ... มีอะไรอีกที่ฉันควรทำเพื่อพระองค์ได้แล้ว ฉันยังไม่ได้ทำ และฉันต้องรีบทำ ก่อนที่ฉันจะไม่มีโอกาสทำเพื่อพระองค์... นักบุญเทเรซา แห่งพระกุมารเยซูพูดน่ารักมาก... “ฉันมีเพียงเวลาวันนี้ ฉันมีเพียงวันนี้เท่านั้นที่จะรักพระองค์ในโลกนี้...” พี่น้องที่รักครับ ในโลกนี้ เรารักพระเจ้ามากน้อยเพียงใด และเราได้เจริญชีวิตอย่างไร เพื่อบอกว่าเรารักพระองค์จริงๆ หรือเราเพียงกอบโกยประโยชน์ทุกอย่างจากการเป็นศิษย์ของพระองค์ แต่หากได้รักพระองค์จริงๆ ไม่ ไม่เคยฟังสิ่งที่พระองค์ตรัสเลย คือการยอมรับพระองค์ด้านเดียวจริงๆ ในความเรืองโรจน์เท่านั้น แต่ไม่ยอมรับพระองค์ในความทุกข์ทรมาน และการสิ้นพระชนม์ และดังนี้ ฉันจะเป็นศิษย์ของพระองค์อย่างไร...

เมื่อวานในบทตัดพ้อฯ ในพิธีนมัสการกางเขน... “มีอะไรอีก มีอะไรบ้าง ที่เราสามารถทำเพื่อเจ้า แล้วเรายังไม่ได้ทำ จงตอบเราซิ...” วันนี้ คือคำถามที่ยังต้องก้องกังวานในจิตวิญญาญของฉันหรือเปล่า... มีอะไรบ้างไหม ที่ฉันสามารถทำได้เพื่อพระองค์ แล้วฉันยังไม่ได้ทำ และฉันอาจจะหมดโอกาสทำ... ระวังให้ดี เพราะฉันมีเพียงวันนี้เท่านั้นที่ฉันจะรักพระองค์ในโลกนี้

ข้าแต่พระเจ้า วันนี้ลูกเป็นคริสตชน ลูกเดินตามพระองค์ ลูกเป็นนักบวช ลูกเป็นพระสงฆ์... แต่ลูกคงต้องถามตนเองล่ะว่า ลูกเป็นสิ่งเหล่านี้ในความเป็นของพระองค์ผู้ที่ลูกรักจริงๆ หรือเปล่า หรือลูกเป็นเพียงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเองเท่านั้น ลูกเพียงอยากกอบโกยทุกสิ่งไว้เป็นของตนเองเท่านั้น แต่ไม่ได้มีพระองค์ในจิตวิญญาณของลูกจริงๆ พระองค์ตายไปแล้วจริงๆ จากใจลูกหรือเปล่า... พระเจ้าข้า... เมตตาลูกผู้อ่อนแอ และลูกที่ช่างเขลาเหลือเกิน ที่มองข้ามพระองค์ไป ที่มองแต่ประโยชน์ส่วนตัว จนลืมไปเลยว่า ลูกควรทำสิ่งใดบ้างเพื่อพระองค์... พระเจ้าข้า ก่อนที่จะหมดเวลาของลูกในโลกนี้ ขออย่าให้มีนาทีใดเลย ที่ลูกต้องพรากจากพระองค์ ขออย่าให้ลูกสูญเสียโอกาสดีๆ ที่ลูกจะทำสิ่งที่ลูกควรทำ ต่อผู้ที่ลูกรักที่สุด... ขออย่าให้ลูกเสียโอกาสนั้นเลย ขอพระองค์ทรงกลับคืนชีพในจิตวิญญาณของลูกอีกครั้ง เพื่อลูกจะรักพระองค์ในวันเวลาที่เหลือของชีวิตเถิด พระเจ้าข้า.

สุขสันต์วันปัสกาแด่ทุกคนครับ

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน 19 สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์
บทอ่าน ปฐก 1:1-2:2 / รม 6:3-11 / ลก 24:1-12
ในปี 1997 มีนักประพันธ์ได้แต่งหนังสือเล่มหนึ่งที่ให้ข้อคิดแก่คนอ่านอย่างมาก เขาจะขีดเส้นใต้คำที่เขาประทับใจ และเมื่อมีอีกคนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เขาก็รู้สึกประหลาดใจ ที่หนังสือเล่มนั้นมีการขีดเส้นใต้ที่ให้ข้อคิดอย่างมากมายสำหรับการดำเนินชีวิต
เราสามารถสรุปให้ข้อคิดของหนังสือดังนี้:บ่อยๆเราจะให้ความสำคัญกับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไปในการดำเนินชีวิต เช่น คนขับรถแซงหน้าแซงหลังรถอีกคันหนึ่ง จนทำให้คนขับรถทั้งสองทะเลาะกัน หรือในเวลาที่เราเร่งรีบ และต้องการค้นหาบางสิ่งบางอย่าง จนเกิดอารมณ์เสียอย่างรุนแรง จนลืมไปประชุม เป็นต้น วันนี้เราฉลองวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ วันที่เรารอคอยการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า:
วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ จงพักผ่อนอย่างดี เพราะวันพรุ่งนี้ จะมีงานให้ทำ และหลุมศพที่พระองค์ประสบชัยชนะ
วันเสาร์ที่ยิ่งใหญ่ และศักดิ์สิทธิ์ คือ วันที่พระคริสตเจ้าทรงพักผ่อนในหลุมศพ พระศาสนจักรเรียกว่า วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์
วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นวันที่มืดมิด ที่พระกายขององค์ฝังอยู่ในดิน แสงสว่างของโลกที่หายไป เพราะความมืด จงรับรู้มัน วันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ดีขึ้น
วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ จงฉลองศีลศักดิ์สิทธิ์ของความซื่อสัตย์ ความสงสัยมีก่อนการกลับคืนชีพ และความเชื่อ
วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ คือ เวลาที่ดูเหมือนวันที่มืดมิด และเป็นสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ คือ การรอคอยพระเป็นเจ้าในวันพรุ่ง ที่มีความหวังว่าพระองค์จะกลับคืนชีพ
วันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ จงสวดภาวนา สำหรับให้ทุกอย่างสำเร็จไป คือ พระเมสสิยาห์จะกลับคืนชีพจากหลุมศพ ที่ถูกประทับตราจากผู้มีอำนาจ บรรดาทหารยาม ที่ยืนอยู่ เพื่อเฝ้าบรรดาสานุศิษย์ ที่สับสน รอคอย หมดหวัง สมหวัง คำทำนายเป็นจริง และพระองค์ทรงกลับชีพหรือไม่? พวกเขารอคอย เป็นความโชคดีของเรา เรารู้ว่า เรื่องราวที่เหลือได้รับการเปิดเผยแก่พวกเขา ในเช้าตรู่วันปัสกา.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/m8SmptAdJWQ

view