สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 23 เมษายน 2019 วันอังคารในอัฐมวารปัสกา

วันอังคารที่ 23 เมษายน 2019 วันอังคารในอัฐมวารปัสกา

☘พระเจ้าโปรดให้เขามีปรีชาญาณ
เสมือนน้ำดับความกระหาย
ปรีชาญาณจะมั่นคงและคอยดูแลเขา
และจะยกย่องเขาตลอดไป
อัลเลลูยา.....

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 23 เมษายน 2019
วันอังคารในอัฐมวารปัสกา
https://www.youtube.com/watch?v=qq6hMLt9k5I

https://youtu.be/HFyJ_2LWdA4

🌺I Know Who Holds Tomorrow
http://youtu.be/4GKNbmYOAow

🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼

วันอังคารที่ 23 เมษายน 2019
วันอังคารในอัฐมวารปัสกา
อ่าน :
กจ 2:36-41
ยน 20:11-18

ความเศร้าโศกเสียใจ ในการจากไปของพระเยซูเจ้า
บดบังสายตาของมารีย์ ทำให้นางมองไม่เห็นความจริง
เกี่ยวกับพระเยซูเจ้า แต่เมื่อนางยอมรับ ปรับตัว
ฟังเสียงของพระเยซูเจ้า และทำตาม
นางพบความสุข ความชื่นชมยินดีอีกครั้ง
และยังกลับกลายเป็นผู้นำข่าวดี สำหรับคนอื่นๆ

เมื่อเปโตรและบรรดาอัครสาวก เปิดใจ ฟังเสียงของพระจิตเจ้า
และร่วมมือ พระพรของจิตเจ้า ปลุกเร้า พวกเขา
ให้ประกาศยืนยันความเชื่อ ถึงพระเยซูเจ้า
กับผู้คนทั่วทุกชาติ ผู้คนตอบรับ ด้วยการกลับใจ

หมายเหตุ..
ความเปลี่ยนแปลง..
สอนให้เข้าใจ สรรพพร้อม น้อมรับ
ปรับตัว เลิกยึดมั่น เพื่อหันมาปล่อยวาง

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันอังคารที่ 23 เมษายน 2019
อัฐมวารปัสกา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“แต่จงไปบอกพี่น้องของเรา และบอกเขาว่า เรากำลังขึ้นไปเฝ้าพระบิดาของเรา และพระบิดาของท่านทั้งหลาย...” (ยน 20:11-18)

ชีวิตที่ก้าวเดินผ่านมาพร้อมกับพระคริสตเจ้า
ประสบการณ์กับพระองค์
ไม่ได้หมายถึงการดึงรั้งพระองค์ไว้เป็นความยินดีของฉันแต่เพียงผู้เดียว
แต่หมายถึงชีวิตหลังการกลับคืนชีพของพระองค์
ที่ทำให้ฉันต้องกลับเป็นสิ่งที่ทดแทนท่ามกลางพี่น้องของฉัน
บัดนี้ พระองค์กำลังเสด็จกลับไปเฝ้าพระบิดา
แต่ ณ ที่นี้ ที่ฉันยังอยู่นี้
ท่ามกลางพี่น้องของฉัน
หากฉันมีความชื่นชมยินดีในการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้าแล้ว
เป็นหน้าที่ของฉันล่ะ ที่จะต้องเป็นกำลังใจสำหรับกันและกัน
เพื่อก้าวหน้าต่อไปด้วยกัน หนหนทางของพระองค์...

________________

หนทางจากกาลิลีสู่เยรูซาแลมนั้น หลายครั้งไม่ใช่หนทางที่เข้าใจอะไรทั้งหมดได้ง่ายๆ นัก แม้เมื่อพระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว พระวรสารบันทึกว่า พวกเขาเชื่อ แต่ก็ยังไม่เข้าใจ... ดังนี้เอง เมื่อวานนี้ พระวาจาของพระองค์เชื้อเชิญเรา ให้กลับไปที่กาลิลี และ ณ ที่นั่นที่เรา บรรดาศิษย์ของพระคริสตเจ้า เราจะมีโอกาสพบกับพระองค์อีกครั้ง ในบรรยากาศแบบที่จะสามารถหวนคิดถึงประสบการณ์วันนั้น เมื่อเรารับศีลล้างบาป เหมือนกับว่า บัดนี้ เมื่อพระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว เราต้องกลับไปครับ เราต้องกลับไปด้วยความกล้าหาญ เริ่มก้าวเดินบนหนทางนี้ใหม่อีกครั้ง หลังจากครั้งหนึ่งที่บรรดาศิษย์ได้เริ่มเดินไปพร้อมกับพระคริสตเจ้า แต่พวกเขาอาจจะยังไม่เข้าใจอะไรเท่าไรนัก บัดนี้ พระองค์ทรงเชื้อเชิญพวกเขาให้กลับไป และเริ่มเดินทางสายนี้ใหม่อีกครั้ง และสิ่งนี้เอง ที่ทีละเล็กทีละน้อย พวกเขาก็เริ่มที่จะเข้าใจ “หนทางจากกาลิลีสู่เยรูซาแลม” ได้มากยิ่งหนึ่ง ด้วยหนทางสายนี้เอง คือหนทางปัสกาที่สามของเรา ที่เรากำลังก้าวเดิน คือ การผ่านจากโลกนี้ ไปสู่บ้านแท้นิรันดรในสวรรค์

วันนี้ พระวรสารเล่าให้เราฟัง ถึงเรื่องราวของสตรีที่รักพระเยซูเจ้ามากเหลือเกิน พวกเธอเฝ้าคอยที่จะพบพระองค์ และอยู่กับพระองค์ พวกเธอพร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อได้มีพระองค์อยู่กับพวกเธอตลอดไป แต่พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับเธอว่า “อย่างหน่วงเหนี่ยวเราไว้เลย เพราะเรายังไม่ได้ขึ้นไปเฝ้าพระบิดา แต่จงไปบอกพี่น้องของเรา และบอกเขาว่า เรากำลังขึ้นไปเฝ้าพระบิดาของเรา และพระบิดาของท่านทั้งหลาย”

“อย่าหน่วงเหนี่ยวเราไว้เลย” นั่นหมายความว่า บัดนี้ ชีวิตการเป็นศิษย์ของพระคริสตเจ้า ต้องเติบโตครับ ประสบการณ์ที่เรามีกับพระองค์ จนได้พบการกลับคืนชีพของพระองค์ บัดนี้ เราต้องเติบโตครับ วันนี้เมื่อพระองค์จบพันธกิจของพระองค์แล้ว เราครับ เราต้องเริ่มบ้างแล้วล่ะครับ... บัดนี้ไม่มีพระเยซูเจ้าแล้ว เรานี่แหละครับ เราต้องเรียนรู้ เราต้องเติบโต และได้รับแรงบันดาลใจ จากการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า หนทางปาสกาของเราต้องทำให้เรามั่นใจ และมุ่งมั่นก้าวเดินตามพระองค์ ผู้ทรงเดินนำหน้าเราไปก่อน... บรรยากาศในชีวิตของผมวันนี้ที่ประจวบฯ ที่ไม่นาน ผมจะต้องไปจากสัตบุรุษที่ผมรักแล้วครับ ผมดีใจครับ ที่ในเวลาท้ายๆ นี้ ที่สุด ก็มีบางคนเริ่มคิดว่า “เมื่อคุณพ่อไปแล้ว เราจะอยู่กันอย่างไร” ผมดีใจครับ ที่ประสบการณ์ที่เราอยู่ร่วมกันสี่เกือบห้าปีนี้ มันทำให้พวกเขาเติบโตในความเชื่อ ที่ผลักดันในหัวใจของพวกเขา นั่นคือพวกเขาได้เติบโต แม้จะเพียงบางคนก็ตาม

แต่ประโยคต่อไป น่ารักครับ... “แต่จงไปบอกพี่น้องของเรา และบอกเขาว่า เรากำลังขึ้นไปเฝ้าพระบิดาของเรา และพระบิดาของท่านทั้งหลาย”... เหมือนพระเยซูเจ้ากำลังทำให้เราเห็นประสบการณ์ใหม่อีกมุมหนึ่งของเรา จากชีวิตที่ได้เดินตามพระองค์มา แม้ได้เรียนรู้ ได้เชื่อ แต่ยังไม่เข้าใจ... มันจะเป็นไปได้อย่างไรอ่ะ... ที่ฉันจะเจริญชีวิตตามแบบอย่างของพระองค์ เพราะมันไม่ง่ายนัก...

“แต่จงไปบอกพี่น้องของเรา”... พระองค์กำลังตอกย้ำว่า พวกเขากลายเป็นพี่น้องของพระองค์.... และยังตรัสอีกว่า “เรากำลังขึ้นไปเฝ้าพระบิดาของเรา และพระบิดาของท่านทั้งหลาย”... คือพระบิดาของพระองค์และพระบิดาของเรา... นั่นหมายถึงชีวิตที่เราต้องตระหนักว่า เราเป็นพี่น้องกัน และบัดนี้ นี่คือเวลาที่เราต้องเป็นกำลังใจกันและกันบนหนทางของปัสกาที่สามนี้ เรามีประสบการณ์กับพระคริสตเจ้าอย่างไร บัดนี้ เป็นเราแล้วล่ะครับ ที่เราต้องเป็นดังพระคริสตเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง ท่ามกลางกันและกัน เพื่อรัก และเป็นกำลังใจแก่กันและกัน บนหนทางที่เรากำลังก้าวเดินตามพระองค์ไปสู่บ้านแท้นิรันดรของเราในสวรรค์นี้

บทไตร่ตรองของผมที่ขอแบ่งปันกับพี่น้องในเช้าวันนี้... เราได้ร่วมสมโภชการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า เราได้ผ่านบทไตร่ตรองมากมายจากชีวิตของพระเจ้าผู้ทรงรักเราถึงเพียงนี้ จนมาถึงวันที่เราเฉลิมฉลองชัยชนะของพระองค์ในการกลับคืนพระชนมชีพ... ปัสกาของพระคริสตเจ้านำความหวังให้เราได้มากน้อยเพียงใด นั่นแหละ คือสิ่งที่เราต้องเป็นความหวังให้แก่กันและกัน คือให้เราที่กลับกลายเป็นพี่น้องกันในพระคริสตเจ้า ได้กลับไปอยู่ท่ามกลางบรรดาพี่น้องของเรา เพื่อเจริญชีวิตเป็นกำลังใจสำหรับกันและกัน จนกว่าจะบรรลุถึงปัสกานิรันดรในสวรรค์กับพระองค์ ผู้ทรงล่วงหน้าเราไปก่อนแล้ว เมื่อทุกสิ่งเป็นไปได้ในชีวิตของพระคริสตเจ้า ผู้นอบน้อมเชื่อฟังพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า ทุกสิ่งก็ย่อมเป็นไปได้ด้วย เมื่อเราได้กลับใจ เปลี่ยนแปลงตนเอง กลายเป็นพระคริสตเจ้าอีกพระองค์หนึ่งท่ามกลางพี่น้องของเรา ดังบทอ่านที่หนึ่งในวันนี้ เมื่อนักบุญเปโตรได้บอกกับประชาชนว่า “จงกลับใจและรับศีลล้างบาป” นั่นหมายถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของพระคริสตเจ้า เพื่อเป็นพระผู้ไถ่โลกนั่นเอง

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ประสบการณ์แห่งความชื่นชมยินดีในโอกาสสมโภชปัสกานี้ นำหัวใจของลูกให้ได้รับการฟื้นฟู และตระหนักถึงหน้าที่ชีวิตของคริสตชน ที่ต้องเจริญชีวิตท่ามกลางพี่น้องทุกคน ด้วยการเป็นกำลังใจให้แก่กันและกัน อาศัยผลแห่งความชื่นชมยินดีของการกลับคืนชีพของพระองค์ ซึ่งพวกลูกทุกคนมีสิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจ เป็นกำลังใจในการก้าวเดินไปสู่ปัสกานิรันดรร่วมกับพระองค์และชาวสวรรค์

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 23 เมษายน 19 อัฐมวารปัสกา
บทอ่าน กจ 2:36-41 / ยน 20:11-18
ดูเหมือนว่า มารีย์ ชาวมักดาลาได้คิดว่า พระศพของพระเยซูเจ้านั้นคงจะอยู่ในพระคูหาที่ฝังพระศพ ขณะที่เธอมีความโศกเศร้า และมองเข้าไปข้างในคูหาที่ฝังพระศพ เธอกลับไม่เห็นพระเยซูเจ้า ที่ประทับยืนอยู่นอกพระคูหา พวกเราก็เช่นกัน ซึ่งอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยกิจการต่างๆมากมาย เราอาจจะมุ่งความสนใจไปยังความวิตกเรื่องการงาน จนบางครั้ง ทำให้เราลืมบุคคลที่ได้ช่วยเรา ให้ทำตามความฝันหรือแรงบันดาลใจ จนในที่สุด บุคคลเหล่านั้น ก็ได้จากเราไป จนทำให้เรารู้สึกเสียใจ
เมื่อพระเยซูเจ้าได้เรียกชื่อ “มารีย์” เธอจำได้ทันทีว่า นั่นคือ พระเยซูเจ้าพระอาจารย์ ในตอนั้นเอง ที่มารีย์ได้พบกับพระเยซูเจ้า ผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ ทำให้เธอหมดความเศร้าโศกและความกลัว เธอมีแต่ความยินดี และกลับไปหาบรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ “ดิฉันได้พบพระเป็นเจ้าของดิฉันแล้ว”
ในสังคมยุคปัจจุบันนี้ เราสามารถจะพบพระเยซูเจ้าในที่ใดบ้าง คงจะไม่ใช่เฉพาะในวันคริสต์มาส หรือวันปัสกาเท่านั้น แต่เราสามารถจะพบพระองค์ได้ ในชีวิตประจำวันของเรา ขอให้เราพยายามหาเวลา สถานที่ และความเงียบ เพื่อค้นพบพระองค์ในจิตใจของเรา พระองค์ประทับอยู่ในตัวบุคคลที่เราพบ และพูดจาด้วย ในบุคคลที่เรารัก ในบุคคลที่เราอาจมองข้าม ด้วยความโกรธ ด้วยความเกลียด หรือ ด้วยอคติ
แม้การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า ได้เกิดมานานแล้ว...แต่ความยินดีครั้งแรกในวันปัสกานั้น...ได้เกิดขึ้นในหัวใจของผู้ที่มีความเชื่อ...ที่ดูเหมือนว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง...บรรดาทหารยามที่เฝ้าหลุมที่ฝังพระศพ...ในเช้าตรู่วันปัสกา...ทูตสวรรค์ได้กล่าวว่า “พระองค์ไม่ได้อยู่ ณ ที่นี้”...เป็นเสียงตอกย้ำจากหลุมที่ฝังพระศพ...และความยินดีในหัวใจของมารีย์...ขณะที่อยู่ในสวน...ได้เห็นพระเป็นเจ้าที่เธอรักได้ปรากฏมา...บนเส้นทางที่อยู่บริเวณนั้น...แม้เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นนานแล้ว...แต่เป็นเหตุการณ์ที่ดูเหมือนเกิดขึ้นจริงในทุกวันนี้ ...ขอให้หัวใจของเรายินดีและร้องเพลงออกมา...หินที่ปิดปากประตูพระคูหาได้เลื่อนออกไปแล้ว.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view