สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพุธที่ 24 เมษายน 2019 วันพุธในอัฐมวารปัสกา

วันพุธที่ 24 เมษายน 2019 วันพุธในอัฐมวารปัสกา

🧡สิ่งสำคัญคือ หัวใจที่เปิดกว้าง ...
สิ่งสำคัญคือ หัวใจที่วางใจ ...
สิ่งสำคัญคือ หัวใจที่เชื่อ ...
สิ่งสำคัญคือ หัวใจที่รัก …

📚บทอ่านประจำวันพุธที่ 24 เมษายน 2019
วันพุธในอัฐมวารปัสกา
https://www.youtube.com/watch?v=mmIOf_Dep_g

https://youtu.be/RiRkgV5CECM

🍎 เมื่อลูกได้เชื่อ
http://youtu.be/T1jREr72LsU

🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷🌷

วันพุธที่ 24 เมษายน 2019
วันพุธในอัฐมวารปัสกา
อ่าน : กจ 3:1-10
ลก 24:13-25

ดวงตาของศิษย์มืดมิด จิตใจห่อเหี่ยว
เมื่อคิดถึงความคาดหวังของตนกับพระเยซูเจ้า
ที่ไม่เป็นไปดั่งที่ตั้งใจ
แต่เมื่อพวกเขาเชิญพระองค์เข้ามา
ประทับอยู่ในชีวิต ผ่านทางศึลมหาสนิท จิตใจกลับเร่าร้อน
ดวงตาเปิดออก พร้อมที่จะออกไป บอกเล่า แบ่งปัน
เรื่องราวเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า ให้กับผู้อื่นต่อไป

ผ่านทางชีวิตภาวนาในวันเวลาที่ไม่มีทรัพย์สิน เงินทอง
ความสุข ความชื่นชมยินดี จากความเชื่อ
กลับกลายเป็น คุณค่าแห่งพระพร
ที่เปโตร พร้อมกับยอห์น ได้นำผู้คน
ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของพวกท่าน ให้เข้าไปใกล้ชิดพระ

หมายเหตุ...
เพื่อน มีค่า ตรงที่ ได้รู้จัก
เพื่อนซี้ มีค่า ตรงที่ ได้รู้ใจ
เพื่อนร่วมทาง รู้จัก รู้ใจ
แม้จากกันไกล ก็ยังคงอยู่
ในความทรงจำที่ดีของกันและกัน

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันพุธที่ 24 เมษายน 2019
อัฐมวารปัสกา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เดินทางไปยังหมู่บ้านเอมมาอุส...” (ลก 24:13-35)

พระเยซูเจ้าทรงนำบรรดาศิษย์ของพระองค์
เดินมาพร้อมกับพระองค์
จากกาลิลีสู่กรุงเยรูซาแลม

แต่บัดนี้ พวกเขากำลังเดินสวนทางกลับไป
จากเยรูซาแลมสู่เอมมาอุส
เหมือนเดินกลับบ้าน
ด้วยความผิดหวังตลอดเวลาสามปีที่ได้ติดตามพระองค์
มันไร้ค่า ไร้ความหมาย และไม่มีประโยชน์อะไรเลย
พอเหอะ กลับบ้านเถอะ

วันนี้ ฉันกำลังเดินทางสวนทางกลับไปหรือเปล่า
เมื่อเป้าหมายของอาจารย์และศิษย์คือกรุงเยรูซาแลม
พระองค์ทรงนำฉันมาถึงแล้ว
แต่ฉันกลับเดินทางไปที่อื่น...

________________

พระวรสารโดยนักบุญลูกาบทที่ 24 ตอนที่เราอ่านและฟังกันในบูชาขอบพระคุณในวันนี้ เรื่องราวหลังการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่คลาสสิคยิ่งนักในพระวรสารของท่าน... วันนี้ ผมอาจจะไม่แบ่งปันอะไรมากมาย แต่อยากนำพี่น้องไตร่ตรองตรงๆ เลยในสิ่งที่เกิดขึ้นตามเรื่องเล่าที่นักบุญลูกาได้บันทึก อันเป็นประสบการณ์ของบรรดาศิษย์ของพระองค์

ศิษย์ทั้งสองคนเดินทางไปยังหมู่บ้านเอมมาอุส ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเยรูซาแลมประมาณ 11 กิโลเมตร... คือหนทางของการกลับบ้าน มันช่างตรงกันข้ามเหลือเกินกับหนทางที่พระองค์ทรงนำพวกเขาจากกาลิลีสู่กรุงเยรูซาแลม ที่หมายของพันธกิจของพระองค์ และเหมือนต้องเป็นที่หมายของพันธกิจของพวกเขาด้วย แต่ทว่า บัดนี้ พวกเขากำลังเดินทางกลับออกไปนากกรุงเยรูซาแลม เพราะที่นี่เหมือนที่ที่พวกเขาผิดหวัง บนหนทางที่ได้เดินติดตามพระองค์มาตลอดเวลาสามปี... ฉันติดตามพระองค์มานานบนหนทางของการเป็นคริสตชนนี้ บัดนี้ ฉันรู้สึกอย่างไร ฉันกำลังเดินห่างออกไปจากทางของพระองค์บ้างหรือเปล่า หรือฉันกำลังผิดหวังอะไรบนหนทางสายนี้บ้างไหม ฉันกำลังเดินกลับบ้านแล้วกระมัง พอแล้วกับการติดตามพระองค์

ทั้งสองสนทนากันถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ใบหน้าเศร้าหมอง... แม้ในความไม่เข้าใจนั้น พระคริสตเจ้าก็ทรงเดินร่วมทางกับพวกเขา แต่เขาจำพระองค์ไม่ได้ เหมือนดวงตาถูกปิดบัง... ดวงตาที่ถูกปิดบังด้วยสิ่งที่เรียกว่าอัตตาของตนเองหรือเปล่า ศิษย์ที่เคยติดตามพระองค์ ด้วยหวังว่าจะได้เป็นใหญ่กับพระองค์ในการเป็นกษัตริย์ที่กรุงเยรูซาแลม แต่บัดนี้ หนทางที่เดินมาทั้งหมดนั้นดูไร้ค่า เมื่อเขาเป็นศิษย์ แต่พยายามที่จะกำหนดหนทางของพระอาจารย์เจ้าเสียเอง

“ท่านเป็นเพียงคนเดียวในกรุงเยรูซาแลมหรือที่ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันมานี้”... แสดงให้เห็นว่า เรื่องราวเมื่อไม่ดีวันนี้ เป็นเรื่องราวที่ทุกคนในหรุงเยรูซาแลมต้องรู้ เพราะนี่คือเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องราวที่สำคัญเหลือเกิน ไม่มีใครไม่รู้หรอก แต่พระองค์จะไม่รู้หรือ...

“เรื่องอะไรกัน”... พระวาจาที่ถามด้วยความอ่อนโยน ที่ดูเหมือนว่าพระองค์กำลังต้องการให้เขาทบทวนความทรงจำของพวกเขาอีกครั้ง... แล้วเรื่องอะไรหรือ...

“ก็เรื่องพระเยซูชาวนาซาแร็ธ ประกาศกทรงอำนาจในกิจการและคำพูด เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้าประชาชนทั้งปวง บรรดาหัวหน้าสมณะและผู้นำของเราได้มอบพระองค์ให้ต้องโทษประหารชีวิต และตรึงพระองค์บนไม้กางเขน... เราเคยหวังว่าพระองค์จะทรงปลดปล่อยอิสราแอลให้เป็นอิสระ...” นี่คือความหวังของพวกเขาในพระองค์ แต่ก็... ก็แล้วทำไม วันนี้สิ่งที่พวกเขาเคยหวังไว้ในพระองค์กลับทำให้พวกเขาเดินกลับบ้านเล่า เพราะเขาหวังอะไรจากพระองค์หรือ อะไรคือสิ่งที่ฉันหวังจากพระองค์บนหนทางสายนี้จริงๆ

“เจ้าคนเขลาเอ๋ย ใจของท่านช่างเชื่องช้าที่จะเชื่อข้อความที่บรรดาประกาศกได้กล่าวไว้ พระคริสตเจ้าจำเป็นต้องทนทรมานเช่นนี้ เพื่อจะเข้าไปรับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์มิใช่หรือ...” นี่คือพระวาจาที่พระองค์ตรัสกับพวกเขา หลังจากที่ได้ตรัสมาแล้วสามครั้งสามคราไม่ใช่หรือ แต่ฉันไม่ค่อยอยากฟังพระองค์ ฉันเข้าใจแต่เพียงอย่างเดียวว่า ฉันจะต้องเป็นใหญ่กับพระองค์ ฉันจะต้องได้นั่งข้างซ้ายหรือข้างขวาของพระองค์ เมื่อพระองค์จะเป็นกษัตริย์ แต่ทว่า กษัตริย์พระองค์นี้ มีพระบัลลังก์ของพระองค์บนไม้กางเขน ฉันพร้อมหรือเปล่าล่ะ ที่จะถูกตรึงที่นั่นพร้อมกับพระองค์...

แล้วพระองค์ทรงอธิบายข้อความพระคัมภีร์ทุกข้อที่กล่าวถึงพระองค์ให้พวกเขาฟัง โดยเริ่มตั้งแต่โมเสสจนถึงบรรดาประกาศก... นั่นคือทางออกเพื่อจะสามารถเข้าใจพระคริสตเจ้าผู้ที่เขาติดตามครับ นั่นคือการอ่านและฟังพระวาจาของพระเจ้า สิ่งนี้สิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้พวกเขาเข้าใจพระองค์ แต่วันนี้ พระวาจาของพระเจ้าคือสิ่งที่ฉันฟังมากน้อยเพียงใด หรือฉันเลือกฟังเพียงความต้องการของฉันเท่านั้นเอง

เมื่อพระองค์ทรงพระดำเนินพร้อมกับศิษย์ทั้งสองคนใกล้จะถึงหมู่บ้านที่เขาตั้งใจจะไป... โห นั่นคือ พระองค์ทรงประทับและร่วมทางกับพวกเขาตลอดหนทางเลยนะ พระองค์ไม่ได้ห่างไปไหน แม้บนหนทางที่เขากำลังเดินกลับบ้าน ซึ่งพระองค์ได้นำเขามาสู่เยรูซาแลม แต่พวกเขากำลังเดินออกจากกรุงเยรูซาแลมซะงั้น...

พระองค์ทรงทำท่าว่าจะทรงพระดำเนินเลยไป แต่เขาทั้งสองรบเร้าพระองค์ว่า “จงพักอยู่กับพวกเราเถิด เพราะใกล้ค่ำ และวันก็ล่วงไปมากแล้ว”... น่าแปลกใจ ว่าตลอดหนทางที่เดินผ่านมากับพระองค์ พวกเขาจำพระองค์ไม่ได้ แต่เวลานี้ อะไรเป็นเหตุให้พวกเขารบเร้าชายแปลกหน้าคนนี้ให้พักอยู่กับพระองค์ เพราะใกล้ค่ำแล้ว... นี่คือสิ่งที่พวกเขาสารภาพภายหลังว่า เขาเกิดความเร่าร้อนในจิตใจเมื่อได้ฟังพระวาจาของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ให้พวกเขาฟัง... นั่นคือผลของพระวาจาของพระเจ้ามิใช่หรือ ที่ทำให้หัวใจของเขาเร่าร้อน ด้วยความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนพี่น้อง และบัดนี้ เขาก็เป็นห่วงพี่น้องที่กำลังเดินทางในความมืด และชักชวนพระองค์ให้พักอยู่กับพวกเขาก่อนเถอะ อย่าเพิ่งจากไปเลย... แต่ นั่นคือองค์ความสว่าง ที่พวกเขากำลังชักชวนให้ประทับอยู่กับพวกเขา...

ขณะที่ประทับที่โต๊ะกับเขา พระองค์ทรงหยิบปังถวายพระพร ทรงบิขนมปังแล้วยื่นให้เขา เขาก็ตาสว่างและจำพระองค์ได้ แต่พระองค์ก็หายไปจากตาของเขา... นั่นหมายถึงสภาพของพระองค์หลังจากการกลับคืนพระชนมชีพ คงเป็นสภาพใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม เขาจึงไม่สามารถจำพระองค์ได้ มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาจะจำพระองค์ได้ คือ การฟังพระวาจาของพระองค์ และมองดูการกระทำอันเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ ที่ไม่เหมือนอาจารย์ท่านอื่น... ชีวิตที่เป็นประดุจปังที่ถูกบิ... นี่คือกายของเราที่จะมอบเพื่อท่าน... จงทำการนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด... นี่คือสิ่งที่เป็นพระองค์ล่ะ ไม่มีอาจารย์คนไหนเป็นแบบนี้ และนี่คือพระองค์ จะเป็นใครไม่ได้นอกจากพระองค์เท่านั้นเอง

จำพระองค์ได้เมื่อทรงบิขนมปัง... เพราะนี่คืออัตลักษณ์ของพระคริสตเจ้า นี่คืออัตลักษณ์ของคริสตชน ผู้ที่ติดตามมาเป็นศิษย์ของพระองค์ด้วยไม่ใช่หรือ... พวกเขาจำพระองค์ได้ในชีวิตที่เป็นประดุจปังที่ถูกบิ... ฉันล่ะ ฉันเป็นดังนั้นหรือเปล่า ชีวิตของฉันเป็นประดุจปังที่ถูกบิหรือเปล่า ที่ฉันจะทำให้ทุกคนจำฉันได้ ว่าฉันเป็นศิษย์พระเยซู หรือว่า ชีวิตฉันเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับชีวิตของพระองค์ไปซะหมด... แล้วใครจะสัมผัสพระเจ้าในชีวิตของฉันได้เล่า

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเรียกลูกให้มาอยู่กับพระองค์ เพื่อซึมซับชีวิตของพระองค์ ขอพระองค์โปรดอย่าให้ความหวังของลูกที่มอบไว้ในพระองค์ต้องหมดหวังเจือจางลงไป และกำลังเดินสวนทางกลับไป เพียงเพราะลูกกำลังดำเนินชีวิตเพื่อกำหนดหนทางของพระองค์ด้วยอัตตาหรือสิ่งที่เป็น EGO ของลูก แล้วดวงตาของลูกก็ถูกปิดบัง จำพระองค์ไม่ได้ ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงเป็นประดุจปังที่ถูกบิ โปรดประทับอยู่กับลูกเถิด เพราะหลายครั้งลูกกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาที่มืดและใกล้ค่ำแล้ว เพราะพระองค์เท่านั้นคือองค์ความสว่างในดวงใจของลูก.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)


วันพุธที่ 24 เมษายน 19 อัฐมวารปัสกา
บทอ่าน กจ 3:1-10 / ลก 24:13-35
ในเรื่องของการเดินทางของสานุศิษย์สองคนไปยังเอมมาอุส ได้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน 2 ประการด้วยกัน ประการที่ 1 การเดินทางจากเยรูซาเล็มไปเอมมาอุส เป็นความรู้สึกของความผิดหวัง ประการที่ 2 การเดินทางจากเอมมาอุสไปกรุงเยรูซาเล็ม เป็นความรู้สึกของความชื่นชมยินดี อีกครั้งหนึ่ง ที่พระวรสารได้เชิญชวนให้เรา มองดูชีวิตและความเชื่อของเรา เรามีความรู้สึกอย่างไร? ความรู้สึกผิดหวังบนเส้นทางไปยังเอมมาอุส หรือ ความชื่นชมยินดีบนเส้นทางไปสู่กรุงเยรูซาเล็ม หลายครั้งในชีวิต เราอยู่บนเส้นทางไปเอมมาอุส ที่เต็มไปด้วยความเศร้าและความผิดหวัง...และบนเส้นทางไปกรุงเยรูซาเล็ม ที่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี ความดีใจ และความหวัง การที่มีพระเยซูเจ้าอยู่เคียงข้าง และเสด็จไปพร้อมกับพระองค์ ได้เปลี่ยนความเศร้าโศกเป็นความดีใจ เปลี่ยนความหมดหวังเป็นความหวัง สานุศิษย์ทั้งสองคน ซึ่งรีบเร่งกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อประกาศการพบพิเศษกับพระเยซูเจ้า พระองค์ได้เดินนำหน้าพวกเขาไป เหมือนกับคนแปลกหน้า เดินพร้อมกับพวกเขาเหมือนกับคนที่เดินทางแสวงบุญด้วยกัน พระองค์ได้ทรงทำให้พวกเขาเข้าใจชีวิตของพระองค์ เหมือนกับประกาศกคนหนึ่ง เหมือนกับพระคริสตเจ้า ซึ่งได้สอนพวกเขาถึงเหตุผล ในเรื่องการยอมสละชีวิตของพวกเขา ด้วยความรัก เหมือนกับแขกแปลกหน้า ซึ่งอยู่กับพวกเขา และมอบขนมปังของพระองค์ ให้เป็นอาหารบำรุงวิญญาณของพวกเขา ที่สุดพวกเขาได้จำพระองค์ได้ ในฐานะผู้ทรงกลับคืนชีพ และได้เป็นประจักษ์พยาน ในการประทับอยู่ของพระองค์ และสำหรับตัวเราเองในทุกวันนี้ การเดินทางไปเอมมาอุสได้สอนเราว่า เรากำลังเดินพร้อมกับพระองค์ การอยู่เคียงข้างพระองค์ ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไป ในการเดินเคียงข้างในฐานะเป็นคนแปลกหน้า พระองค์ได้เดินไปพร้อมกับสานุศิษย์ทั้งสอง เป็นการสอนเราว่า หลายครั้งความเชื่อ คือ การเดินทาง…ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดเสด็จไปพร้อมกับลูก เพื่อว่าทุกครั้ง ที่ลูกพบความผิดหวังในชีวิต พระองค์จะได้สอนลูกให้เข้าใจถึงการมีชีวิตอยู่ เป็นต้น เมื่อกลางคืนและความมืดผ่านพ้นไปแล้ว ลูกจะเดินพร้อมกับพระองค์ด้วยความยินดี.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view