สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2019 วันพฤหัสบดีในอัฐมวารปัสกา

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2019 วันพฤหัสบดีในอัฐมวารปัสกา

🍁 เราพูดกับพระเจ้า .. เมื่อเราภาวนา
เราฟังพระองค์ .. เมื่อเราอ่านพระวาจา
(*นักบุญอัมโบรส)
~~~
โปรดเถิดพระเจ้าข้า …
โปรดให้เกิดปัญญาขึ้นในตัวลูก
ทุกครั้งที่ลูกอ่านพระคัมภีร์

📚บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2019
วันพฤหัสบดีในอัฐมวารปัสกา
https://www.youtube.com/watch?v=OqFgZ1fUa8E

https://youtu.be/3WqhQG0clgc

♦ฮาเลลูยา
https://youtu.be/w7GBZeOIPvU

🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻🌻

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2019
วันพฤหัสบดีในอัฐมวารปัสกา
อ่าน :
กจ 3:11-26
ลก 24:35-48

การร่วมรับปัง ที่พระเยซูเจ้าทรงบิ แบ่งออก
เป็นสัญลักษณ์ ที่ทำให้ศิษย์ จำพระเยซูเจ้าได้
พร้อมกับ สันติสุขที่พระองค์ทรงมอบให้
พวกเขาจึงไม่กลัว ที่จะออกไปทำหน้าที่เพื่อ
เป็นพยาน ในงานที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายให้กระทำ

เมื่อเปโตร และยอห์น กำลังถูกทำให้เข้าใจผิด
ในอำนาจความสามารถของพระเจ้าที่ทรงทำงผ่านทาง
พวกท่าน ความซื่อตรง ต่อความเชื่อ เป็นพลัง
ที่ทำให้พวกท่าน กล้าที่จะประกาศ ลดบทบาทของตน
ว่าเป็นเพียง “พยาน” ถึงงานที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำ

หมายเหตุ...
แม้การจากลา ทำให้ หายไปจากการมองเห็น
แต่ความผูกพัน จะเก็บรักษา ภาพความทรงจำ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2019
อัฐมวารปัสกา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“แล้วพระองค์ทรงทำให้เขาเกิดปัญญาเข้าใจพระคัมภีร์...” (ลก 24:35-48)

ความเข้าใจพระประสงค์ของพระเจ้า
คืออานุภาพของพระองค์ ที่ประทานมาให้ศิษย์ของพระองค์
ลำพังมนุษย์นั้น สิ่งนี้เกินความสามารถในการเข้าใจเสมอ…

พระคริสตเจ้าจำเป็นต้องผ่านความทรมาน
สิ้นพระชนม์ และกลับคืนชีพ...

หนทางนี้ คือหนทางแห่งพระพร
ที่พระเจ้าทรงเปิดสติปัญญาของศิษย์ของพระองค์
เพื่อเข้าใจพระวาจาของพระองค์

วันนี้...
ฉันรักและวางใจในพระองค์มากพอไหม
มากพอที่จะไม่ทำให้ความสงสัยในรักพระองค์
ทำให้ความรักในพระองค์จืดจางลงไป...
และดังนั้น วันหนึ่ง ฉันก็คงทิ้งพระองค์ไป
เมื่อทุกอย่างจืดจางลงไป...

ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย พระเจ้าข้า...

________________

ศิษย์ทั้งสองคนที่กำลังเดินทางบนเส้นทางแห่งเอมมาอุส เพิ่งเดินทางกลับมาบนหนทางของพวกเขา เพื่อกลับเข้ามาที่กรุงเยรูซาแลมอีกครั้ง หลังจากที่รู้สึกผิดหวังและไม่เข้าใจบนหนทางที่เขาได้เดินตามพระเยซูเจ้ามาตลอดเวลาสามปี และพวกเขากำลังจะเดินทางกลับบ้านกันแล้วล่ะ แต่บนหนทางที่พวกเขากำลังเดินไปนั้น กลับยังมีพระเยซูเจ้าที่ยังร่วมทางกับเขาเหมือนที่ผ่านมา และเป็นพระองค์ที่เปิดตาแห่งดวงใจของพวกเขาให้สว่าง จนกระทั้งทำให้พวกเขากลับเข้ามาที่กรุงเยรูซาแลมอีกครั้ง เพื่อเป็นพยานถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่ามกลางความสงสัยและความไม่เข้าใจ …

เพื่อนพระสงฆ์อัครสังฆมณฑลกรุงเทพ ที่เคยเรียนด้วยกันกับผมเมื่อครั้งอยู่ที่วิทยาลัยแสงธรรม ได้แบ่งปันสิ่งที่พวกเขาได้ไตร่ตรองร่วมกันในการฟื้นฟูจิตใจ... “หากสงสัยในความเชื่อ บาปไหม...” และได้มีการแสดงความเห็นกันต่างๆ ... แต่สิ่งที่ผมประทับใจในการแบ่งปันทั้งหมดนั้น สิ่งแรกอาจจะไม่ใช่เรื่องที่กำลังไตร่ตรองกัน แต่เป็นเรื่องของการรวมตัวกัน คุยกันถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แสดงความคิดเห็น และหาบทสรุปที่เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยหัวใจที่พร้อมที่จะประคับประคองช่วยเหลือกัน นี่คงเป็นสิ่งแรกที่ผมประทับใจมากกว่า และนี่คือที่มาของคำตอบและข้อสงสัย ที่นำมาซึ่งการประคับประคอง เตือนความเชื่อของกันและกัน ที่ผมภูมิใจในแบบอย่างนี้มากๆ ขอบคุณคุณพ่อเพื่อนท่านหนึ่งที่แบ่งปันมาให้ผมได้รู้สึกประทับใจ... นี่แหละครับ “แบบอย่างของกลุ่มคริสตชน” นี่คือแบบอย่างจากบรรดาอัครสาวกครับ ยามที่มีปัญหาและสิ่งที่สงสัย เรารวมตัวกัน เพื่อปรึกษาหารือ และหาทางออกด้วยกัน นี่คือแบบอย่างที่เราพระสงฆ์ได้ให้กับพี่น้อง เราต้องไม่ท้อแท้ หรือท้อถอยเมื่อเกิดความสงสัยในความเชื่อ

จากการไตร่ตรองของเพื่อนๆ ที่แบ่งปันให้ผมเมื่อวานนี้ ทำให้ผมไตร่ตรองด้วยเช่นกันครับ... คำถามของผมมีอยู่ว่า “หากคริสตชน ศิษย์พระเยซูไม่แสวงหาความจริงเกี่ยวกับพระเจ้านั้น บาปไหม...” นี่เป็นคำถามเชิงจริยศาสตร์ในวันวิชาการปีหนึ่งของวิทยาลัยแสงธรรม ที่เวลานั้นผมยังไม่ได้เป็นนักศึกษาที่นั่นเลย แต่เมื่อได้ยินคำถามนี้ ผมติดตามทันทีครับ เพราะที่สุดแล้ว นี่คือเรื่องของ “การหล่อหลอมมโนธรรมคริสตชน” ครับ... เมื่อพระคริสตเจ้าได้ตรัสว่า “เราเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต” การแสวงหาความจริง จึงไม่ต่างอะไรกับการแสวงหาพระเจ้านั่นเอง

ดังนั้น ความสงสัยในความเชื่อ บาปไหม... แน่นอน เรามีสิทธิ์สงสัย แต่เราก็มีหน้าที่ในการแสวงหาความจริงในข้อสงสัยของเรานั้นด้วย หากเราปล่อยให้ความสงสัยนั้นทำให้ความเชื่อของเราคลอนแคลนไป จนที่สุด ความเชื่อของการเป็นคริสตชนนั้นอาจถูกทอดทิ้งไป ตรงนั้นนั่นแหละที่เราต้องถามตนเองว่า “หากเราไม่พยายามแสวงหาความจริงเกี่ยวกับพระเจ้านั้น บาปไหม”

พี่น้องที่รักครับ เราต้องไม่ลืมว่า พระเจ้าประทานสติปัญญาในการคิดและแสวงหาความจริงให้กับมนุษย์เท่านั้น และสุดยอดของความจริง นั่นคือ “ความจริงแห่งความรอดพ้น” ครับ ศิษย์ของพระเยซู หากไม่แสวงหาความจริงแห่งความรอดพ้น ก็เท่ากับเป็นการปฏิเสธไม่แสวงหาหนทางที่จะรู้จักพระเจ้ามากยิ่งขึ้นนั่นเอง

พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ แสดงให้เราเข้าใจ และมั่นใจจริงๆ ว่า สิ่งเหล่านั้นคือพระอานุภาพของพระเจ้า ชีวิตที่เป็นง่อย และได้รับการรักษานั้น (จากบทอ่านที่หนึ่งของสองวันนี้) คือพระอานุภาพของพระเจ้าครับ ความเข้าใจเรื่องพระธรรมล้ำลึกแห่งปัสกานั้นก็เช่นเดียวกัน คือพระอานุภาพของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงบันดาลให้เราเกิดปัญญาและเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้

ความเชื่อคือพระพรของพระเจ้าเพื่อเราจริงๆ ... ความเชื่อและการกลับใจ เป็นพละกำลังและอานุภาพของพระเจ้า หาใช่ความสามารถของใครคนใดคนหนึ่งไม่ ... การประกาศข่าวดีของนักบุญเปโตรและบรรดาศิษย์นั้น เป็นเพียงเครื่องมือแห่งประจักษ์พยานของการได้มีประสบการณ์และได้รู้จักพระคริสตเจ้าเท่านั้น แต่การกลับใจ คือพระอานุภาพของพระเจ้าจริงๆ ... นี่คือสิ่งที่เราต้องรักษาและสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระคริสตเจ้าเสมอ เพื่อความเชื่อของเราจะมั่นคงในพระองค์ ผู้ทรงรับสภาพมนุษย์ ผ่านความทุกข์ยากลำบาก สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพ เป็นแบบอย่างและความหวังของเรา และที่สุด เราที่เป็นศิษย์ของพระองค์ เราจะก้าวผ่านไปบนหนทางเดียวกันกับพระองค์ และจะประสบพบพระองค์ผู้ทรงเป็นเป้าหมายชีวิตเรา

ข้าแต่พระเจ้า วันนี้ ขอให้ลูกรักพระองค์ วางใจในพระองค์... เท่านี้ก็พอแล้ว.. เพราะเพียงมองกางเขนของพระองค์ ลูกก็ได้สัมผัสความรักของพระองค์ ที่ทรงรักพวกลูกถึงเพียงนี้... เพื่อหนทางที่ลูกเดินตามพระองค์ จะมีพระองค์เป็นปรีชาญาณและความเข้าใจทั้งมวล... เพราะรัก เท่านั้นเอง คือคำตอบขององค์ความรัก และคำตอบของผู้ที่รักพระองค์ นั่นคือการฟังพระวาจาของพระองค์.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)


วันพฤหัสที่ 25 เมษายน 19 อัฐมวารปัสกา
บทอ่าน กจ 3:11-26 / ลก 24:35-48
เรื่องราวเรื่องการประกฎองค์ของพระเยซูเจ้า ทั้งในพระวรสารของเมื่อวานนี้และวันนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์ เพื่อพิสูจน์ความเชื่อในเรื่องการกลับคืนชีพ แต่ต้องการที่จะยืนยันเรื่องความเชื่อในพระเยซูเจ้า ผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ เพื่อแสดงว่า พระองค์ยังมีชีวิต และต้องการเสด็จมาพบกับเรา ถ้าพระองค์ได้ปรากฏองค์แก่บรรดาสานุศิษย์ของพระองค์ เพราะพระองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ และพระบิดาเจ้าได้ทรงทำให้พระองค์กลับคืนพระชนม์ชีพ เรื่องราวที่ปรากฏในพระวรสารนักบุญลูกาบทที่ 24 ต้องการที่จะสอนเราว่า การกลับคืนพระชนม์ชีพของพระองค์ มีมิติทั้งด้านส่วนตัวและส่วนรวม จุดประสงค์ของเรื่องเหล่านี้ ต้องการที่จะระลึกถึงการมีชีวิตของบรรดาสานุศิษย์ พร้อมกับพระเยซูเจ้า สำหรับพระเยซูเจ้าแล้ว พวกเขาสามารถจำพระองค์ได้ในเวลาบิขนมปัง หรือในเวลาที่ร่วมโต๊ะอาหารพร้อมกับพระองค์ และได้ทรงสอนพวกเขาว่า พระราชัยของพระเป็นเจ้านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง: ประกอบด้วยกลุ่มคริสตชน ที่มารวมตัวกันในพระนามของพระเยซูเจ้า ที่แสดงว่า พระองค์จะมีชีวิตอยู่ในการเลี้ยงอาหาร ในพระวรสารวันนี้ เราเดินก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ในเรื่องของความเชื่อในการกลับคืนพระชนม์ชีพ ถ้าพระคูหาที่ฝังพระศพว่างเปล่า และการปรากฏองค์ของพระเยซูเจ้า คือ เครื่องหมายแรกของความเชื่อในการกลับคืนชีพ บัดนี้ พระวรสารและความเชื่อในพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ จะต้องมีการทำพันธกิจและการประกาศ ด้วยการส่งบรรดาสานุศิษย์ออกไป พวกเขาจะต้องประกาศสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับพระบุตรของพระเป็นเจ้า ผ่านทางการมอบชีวิตของพระจิตเจ้า พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ จะต้องได้รับคำอธิบายจากพระคัมภีร์ และจากพิธีบิขนมปัง เมื่อเรามาประชุมและแสดงกิริยาอาการเดียวกัน พระองค์ก็จะประทับอยู่ท่ามกลางเรา เป็นพระเยซูเจ้าเอง ทีทรงนำพวกเรามาพร้อมกัน และส่งพวกเราทำพันธกิจ ด้วยการนำของการกลับคืนชีพ มิสวาทุกครั้ง เราก็ระลึกถึงการพบกับพระเยซูเจ้า ผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ ทำให้เราเข้าใจพระคัมภีร์ และพระองค์จะทรงแบ่งปันชีวิตของพระองค์กับเรา โดยประทานพระองค์เป็นอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อความรอดของเรา.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view