สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2019 วันศุกร์ในอัฐมวารปัสกา

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2019 วันศุกร์ในอัฐมวารปัสกา

🍊 ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปได้ "ดั่งใจ"
ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่า …
"ความไว้วางใจในพระเจ้า"
เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ....

📚บทอ่านประจำวันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2019
วันศุกร์ในอัฐมวารปัสกา
https://www.youtube.com/watch?v=bDL5jsueXIQ&t=12s

https://youtu.be/p5lmPSVTNLc

💠El Shaddai
http://youtu.be/jrjOM5Y42zM

🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2019
วันศุกร์ในอัฐมวารปัสกา
อ่าน :
กจ 4:1-12
ยน 21:1-14

บางครั้ง สถานการณ์ที่ดูเหมือนสิ้นหวัง
พระเยซูเจ้าเองเป็นผู้ที่เข้ามาชี้หนทาง วิธีแก้ปัญหา
ศิษย์พบกับความสำเร็จ สมหวัง จับปลาได้เป็นจำนวนมาก
เมื่อพวกเขาฟัง คำแนะนำของพระเยซูเจ้า และปฎิบัติตาม

บางทีในชีวิต คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร
ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การเปิดใจ แล้วฟังเสียงรอบข้าง
ก็อาจพบทางออกที่ดีที่สุด
เหมือนกับ สถานการณ์ของเปโตร และยอห์น

ท่ามกลางสถานการณ์ของการถูกไต่สวน
เปโตรในฐานะผู้นำที่เปิดใจฟังเสียงของพระจิตเจ้า
สามารถพายอห์นผ่านพ้นสถานการณ์ที่เลวร้าย
ทั้งยังสามารถประกาศยืนยันความเชื่อ
เรื่องการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้าได้อย่างกล้าหาญ

หมายเหตุ...
บางที ทางออกของปัญหา
มิใช่แค่เพียง ต้องแก้ปัญหาให้หมดไป
แต่มันอาจเป็น การเปิดใจ เรียนรู้ ที่จะยอมรับ
ปรับตัว เพื่อเติบโต จากปัญหานั้น..

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2019
อัฐมวารปัสกา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เห็นถ่านไฟติดอยู่ มีปลาและขนมปังวางอยู่บนไฟ...” (ยน 21:1-14)

“ลูกเอ๋ย มีอะไรกินบ้างไหม”
“ไม่มี!!!”

มันเป็นคำตอบที่ห้วนไปหน่อยไหม
สะท้อนอารมณ์ของความสิ้นหวัง
ผิดหวัง ท้อแท้ และไม่อยากจะเจอหน้าใคร…

แต่ถ่านไฟที่ติดอยู่
ปลาและขนมปัง ที่วางอยู่บนไฟนั้น
เพื่อใครกันล่ะ...
สำหรับพระผู้สร้างที่พระองค์เป็นเจ้าของทุกสิ่งหรือ...

แต่... นั่นไม่ใช่หรือ คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับฉัน
พระวาจาที่ตรัสว่า “ลูกเอ๋ย มีอะไรกินบ้างไหม...”
แท้จริง นั่นคือสิ่งที่พระองค์ทรงเตรียมไว้สำหรับฉันแล้ว มิใช่หรือ...
.
ฉันต่างหาก เคยแบ่งปันอะไร ถวายคืนให้กับพระองค์บ้างไหมอ่ะ...
“จงเอาปลาที่เพิ่งจับได้มาบ้างซิ...”
คงไม่ต้องให้พระองค์ร้องขอนะ วิญญาณข้าเอ๋ย...
________________

ท่ามกลางความรู้สึกท้อแท้ ผิดหวัง และความยังไม่เข้าใจ ยังไม่ชัดเจนของบรรดาศิษย์ พวกเขากำลังคิดที่จะกลับไปทำสิ่งเดิมๆ กลับไปยังอาชีพเดิมๆ ของพวกเขา เปโตรกำลังจะไปจับปลา เพราะพวกเขาเป็นชาวประมง และเพื่อนๆ อีกบางคนก็กำลังจะกลับไปกับท่านด้วย... ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาคงรู้สึกเสียเวลา ติดตามพระเยซูเจ้ามา หวังว่าจะมีอะไรดีขึ้น หวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นบ้าง แต่เวลานี้ หมดกัน จบกัน ไม่มีอะไรดีขึ้นมา พอเถอะ พอแล้ว

กี่ครั้งกี่หน ที่ฉันเอง อาจจะสิ้นหวังในพระเยซูเจ้าด้วยเช่นกัน เป็นคริสตชน เป็นพระสงฆ์ เป็นนักบวช ที่พยายามติดตามพระคริสตเจ้าอย่างใกล้ชิด แล้วฉันกำลังรู้สึกว่าไม่มีอะไรดีเลยกับการตัดสินใจแบบนี้ ชีวิตนักบวชที่เป็นอดีตของใครบางคน ที่อาจจะบอกว่า ฉันถูกพระเจ้าหลอก ในอารามฉันเสียเวลา และฉันก็ออกจากอาราม เวลานี้ ชีวิตฉันดีกว่าเยอะ... คริสตชนอีกหลายคนที่บอกว่า ฉันไม่เชื่อในพระเจ้าแล้วล่ะ ไม่มีพระองค์ฉันก็อยู่ได้ และชีวิตของฉันดีกว่าการเป็นคริสตชนตั้งเยอะ ฉันไม่ต้องไปวัดวันอาทิตย์ ไม่มีกฎมากมายที่ฉันต้องถือปฏิบัติ... อาจจะมีหลายคนกำลังท้อแท้และสิ้นหวังในการเป็นศิษย์ติดตามพระเยซู... ฉันล่ะ ฉันจะทิ้งพระองค์ไปด้วยกระนั้นหรือ...

พระวรสารบันทึกว่า... แต่คืนนั้นทั้งคืน เขาจับปลาไม่ได้เลย...” นั่นก็เป็นความผิดหวังที่กำลังประดังชีวิตของเขาอีกครั้ง... บัดดลนั้น พระเยซูเจ้าทรงเดินอยู่ที่ชายฝั่ง คือภาพของพระองค์ที่ประทับอยู่กับศิษย์ของพระองค์แบบไม่เคยห่างหายไปไหน...

พระองค์ตรัสถามว่า “ลูกเอ๋ย มีอะไรกินบ้างไหม...” เสียงของพระเยซูเจ้าแบบนี้ หากดังเข้ามาในหูของฉันบ้างเล่า ฉันจะคิดอย่างไร ฉันกำลังยากจน ฉันกำลังทำมาหากิน และมันไม่ประสบความสำเร็จ ฉันกำลังผิดหวังมากมายในชีวิตของฉัน และเวลานี้มีใครบางคนมาถามฉันว่า “มีอะไรกินบ้างไหม...” ... โอ้ มีอะไรกินบ้างไหม มันสะท้านใจฉันเหลือเกิน อารมณ์ไม่ค่อยดีเพราะผิดหวัง ฉันรู้สึกอารมณ์เสีย เหมือนฉันกำลังอยากจะตะโกนตอบกลับไปว่า “ไม่เห็นหรือไง เราจับปลาอะไรไม่ได้เลย... ไม่เห็นหรือไง ฉันเองก็จะตายอยู่แล้ว ยังจะมาถามหาอะไรกันอีกเล่า...”... “ไม่มี” พวกเขาตอบ... และมันช่างเป็นคำตอบที่ห้วนมาก ตัดเยื่อใยเสียจริง... นี่คือบรรยากาศในชีวิตคริสตชนของฉันในยามที่ต้องผิดหวัง สิ้นหวัง นี่คือบรรยากาศที่เกิดขึ้นในชีวิตคริสตชนของฉันบ้างหรือเปล่า

“เหวี่ยงแหไปทางกราบเรือด้านขวาซิ แล้วจะไปได้ปลา...” ... เอาอีกแล้ว ใครก็ไม่รู้ มาสั่งชาวประมงมืออาชีพ ให้เหวี่ยงแห และจับปลาในเวลาเช้า และในที่น้ำตื้นริมฝั่งขนาดนั้นอ่ะนะ... แต่ก็เถอะ โชคดีที่ในความสิ้นหวัง ในความผิดหวังของพวกเขา พวกเขายังมีแรงบันดาลใจที่ดี ที่พอจะพยายามทำอีกครั้ง แม้จะเป็นอะไรที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ก็เถอะ... แล้วพวกเขาก็ได้ปลามากมาย... และนี่แหละที่เป็นประสบการณ์อีกครั้ง ที่ทำให้พวกเขาสำนึกว่า ในความเป็นไปไม่ได้นั้น หากเมื่อมีองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับอยู่ด้วย ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรต้องกังวล...

ผมกำลังจะก้าวออกไปรับหน้าที่ใหม่อีกไม่นานนี้ และเป็นการก้าวไปอย่างเต็มตัวแล้ว ผมยอมรับนะครับ ว่าผมยังมีความกังวล ยังมีความไม่สบายใจ เพราะประสบการณ์ที่แสนเจ็บปวดที่ผ่านมามากมายในชีวิต... เมื่อคืนนี้เอง ผมคิดเรื่องนี้และก็นอนไม่ค่อยหลับเท่าไร เหมือนรู้ชะตากรรมของตนเอง ที่ต้องไปเผชิญความยากลำบาก ความเจ็บปวดในหัวใจอีกครั้ง เยี่ยงอีกหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา... ผมกลัว ผมกังวลครับ บนหนทางที่กำลังจะเดินไปในอนาคต มันคงไม่ผิดนะครับ หากพระสงฆ์ นักบวช อย่างผม เมื่อผมมันก็คน และก็เป็นศิษย์คนหนึ่งที่สามารถมีความรู้สึกได้ แต่สุดท้าย ความรู้สึกนั้น ก็เป็นสิ่งที่ผมต้องยอมรับ และกล้าที่จะเผชิญ และสามารถอยู่กับมันให้ได้ ด้วยการมีพระเจ้าประทับอยู่ด้วยเท่านั้น คงจะพอแล้วล่ะ

แต่สิ่งที่น่าทึ่ง ในประสบการณ์ของบรรดาศิษย์... นั่นคือสิ่งนี้ คือประโยคนี้ครับ เมื่อพวกเขาขึ้นจากเรื่อมาบนฝั่ง ก็เห็นถ่านไฟติดอยู่ มีปลาและขนมปังวางอยู่บนไฟ… แล้วทำไมพระเยซูเจ้าต้องขอจากพวกเขาด้วย... พระองค์ทรงมีทุกอย่างอยู่แล้ว แต่ทำไมต้องถามว่า “ลูกเอ๋ย...มีอะไรกินบ้างไหม...”

“จงเอาปลาที่เพิ่งจับได้มาบ้างซิ...” ปลาที่เพิ่งจับได้นั่นหรือ นั่นมันไม่ธรรมดาเลยนะ มันไม่ใช่ปลาที่จับได้แบบธรรมดาๆ ในเวลาเช้าตรู่แบบนั้น เมื่อกลับมาจากการหาปลา และไม่ได้อะไรกลับมาเลย แต่เมื่อทำตามพระสุรเสียงของชายผู้นี้ เขาก็ได้ปลามามายมายอย่างน่าอัศจรรย์... สิ่งนี้ทำให้ฉันสะท้อนคำถาม ถามใจตนเอง... ฉันเกิดมาอย่างไร ชีวิตที่ผ่านมามันเป็นเพียงบทละครที่เพิ่งจะชมจบไป และก็ไม่ได้เคยสนใจอ่านอักษรเลื่อนบนจอเลยหรือ ใครคือผู้ประพันธ์... สะท้อนคำถามมากมายให้ความท้อแท้ถูกสยบลงไป... ที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น หากพระเจ้าไม่ทรงพระเมตตาแล้ว ฉันจะยังอยู่ที่นี่ไหม ฉันจะยังอยู่ตรงนี้ไหม... แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฉันเคยถวายคืนสิ่งใดให้แด่พระองค์บ้างไหม... และเมื่อพระองค์ทรงผ่านมา ทรงถามอย่างอ่อนโยน “ลูกเอ๋ย มีอะไรกินบ้างไหม...” ฉันตอบกลับไปแบบอารมณ์เสีย ห้วนๆ ... “ไม่มี”

ภาพที่บนฝั่งทะเล มันสะท้านใจฉันเหลือเกิน... “ลูกเอ๋ย มีอะไรกินบ้างไหม...” พระวาจาที่พระองค์ตรัสถามฉันเมื่อสักครู่ ดูเหมือนจะไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงขออะไรจากฉัน แต่เหมือนกับกำลังถามว่า “ลูกเอ๋ย มีอะไรกินบ้างไหม...” กลับเป็นพระวาจาของความรักและความห่วงใยมากกว่าหรือเปล่า ลูกของพระองค์มีอะไรกินกันบ้างไหม และฉันก็ตอบอย่างสิ้นเยื่อใย “ไม่มี” เหมือนกำลังบอกว่า “อย่ามายุ่งกวนใจฉัน”

สำหรับผมเอง... เช้านี้ เมื่อผมเพิ่งตื่นขึ้นมาจากความกังวลก่อนนอนหลับไปในคืนก่อนนั้น พระวาจาที่ได้อ่านในเช้าตรู่วันนี้ เป็นบทสอน เป็นกำลังใจอย่างดียิ่งของผู้ที่เป็นศิษย์พระเยซู... มันมากพอที่จะทำให้ผมกล้าขึ้น และไม่กลัวที่จะก้าวออกไปทำงานของพระองค์... คงกลัวได้บ้าง แต่คงไม่เป็นไร และคงไม่ต้องกังวล หากว่ามีพระองค์ประทับอยู่ข้างๆ

สถานที่ 8 พระเยซูเจ้าทรงบรรเทาทุกข์สตรีชาวเยรูซาแลม... โอ้ชายคนนี้ที่กำลังจะตายอยู่แล้ว ยังมีกำลังใจที่ไหนที่สามารถบรรเทาทุกข์คนอื่นได้อีกเล่า... ผมชอบการรำพึงระหว่างการเดินรูป 14 ภาค ณ สถานที่ 8 นี้จริงๆ... วันนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับพระเยซู แม้ฉันยังไม่รวย แม้ฉันยังไม่สบาย แม้ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย ฉันยังจะรู้สึกเสียอารมณ์ไหม หากใครคนหนึ่งถามฉันว่า “มีอะไรกินบ้างไหม...” นี่จะเป็นคำตอบที่แสนสะท้านระเบิดอารมณ์ออกไปหรือว่า “ไม่มี!!!”

ข้าแต่พระเจ้า ลูกขอโทษพระองค์ หากว่า บางครั้ง ลูกอาจยังไม่กล้าพอที่จะร่วมชีวิตกับพระองค์อย่างเต็มที่ หากลูกยังวางใจพระองค์น้อยไป และหากจะมีบางครั้ง ที่ลูกอยากจะย้อนกลับไปบนเส้นทางสายเดิมที่ก้าวผ่านมา เพราะดูเหมือนมันไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย ลูกขอโทษพระองค์ เพราะวันนี้ ถ่านไฟที่ติดอยู่ พระพรที่ยังอยู่ข้างๆ คือการประทับอยู่ของพระองค์นั้น ช่างเป็นกำลังใจที่มากพอแล้วสำหรับลูก บนหนทางข้างหน้าที่ลูกกำลังก้าวเดินต่อไป โดยมีพระองค์เป็นเป้าหมาย.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน 19 อัฐมวารปัสกา
บทอ่าน กจ 4:1-12 / ยน 21:1-14
หลังจากพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนม์ชีพแล้ว เปโตรและสานุศิษย์อื่นอีกหกคนได้ออกไปจับปลา ในตอนเช้าตรู่ พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพได้เรียกพวกเขาจากชายฝั่งทะเทสาบ โดยบอกให้พวกเขาเหวี่ยงอวนลงไปทางด้านขวาของเรือ แม้ว่าพวกเขาได้จับปลามาทั้งคืน แต่จับปลาไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว แต่ด้วยความนบนอบต่อคำสั่งของพระเยซูเจ้า พวกเขาจึงสามารถจับปลาได้จำนวนมาก ยอห์นเป็นบุคคลแรกที่เข้าใจเครื่องหมายแรกนี้ และได้ตะโกนว่า “เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้านี่” เปโตรเป็นคนแรกที่ลงมือกระทำ โดยได้ลงไปลากอวน ไปยังชายฝั่ง แม้ว่าอวนจะจับปลาได้จำนวนมาก แต่อวนก็ไม่ขาด ที่มีความหมายถึงอนาคตของพันธกิจของพระศาสนจักร ที่จะนำวิญญาณจำนวนมากมาให้พระเยซูเจ้า นักบุญเยโรมได้อ้างว่า ภาษากรีกได้กำหนดจำนวนปลา153 ชนิดในทะเล เพราะฉะนั้น การจับปลาจำนวน 153 ชนิดจึงมีความหมายว่า วันหนึ่งข้างหน้า จะมีนานาชาติมารวมตัวกันในพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า และเมื่อบรรดาสานุศิษย์ได้รวมตัวกันบนชายฝั่ง พระองค์ได้ร่วมรับประทานอาหารพร้อมกับพวกเขา และได้แจกจ่ายขนมปังและปลา เหมือนกับที่พระองค์ได้ทรงทวีขนมปังและปลา เพื่อเลี้ยงประชาชนที่ได้ติดตามพระองค์ในถิ่นทุรกันดาร (ยน 6:1-13) พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพจึงไม่ใช่เป็นเพียงภาพหลอน แต่พระองค์เป็นพระเป็นเจ้า ผู้ทรงชนะบาปและความตาย โดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
ข้าพเจ้าวางใจในพระองค์ และได้พูดว่า “พระองค์คือพระเป็นเจ้าของข้าพเจ้า”เวลาของข้าพเจ้าอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากเงื้อมมือของศัตรของข้าพเจ้า จากผู้ที่ติดตามข้าพเจ้า โปรดให้พระพักตร์ของพระองค์ส่องแสงมาจยังใบหน้าของคนรับใช้ของพระองค์ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้อยู่ในความรักของพระองค์” (สดด 31:14-16)...ข้าแต่พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ โปรดช่วยช้าพเจ้าบนเส้นทางไปสู่นิรันดรภาพ ขณะที่ข้าพเจ้าเดินพร้อมกับพระองค์ โปรดให้ข้าพเจ้าเต็มไปด้วยความหวัง เพื่อให้มนุษย์ทั้งโลกได้เห็นแสงสว่าง เพราะมีแต่แสงสว่างของพระองค์เท่านั้น ที่ข้าพเจ้าจะพบชีวิตนิรันดร.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view