สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2019 ระลึกถึงนักบุญกาธารีนา แห่งซีเอนา พรหมจารี และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2019 ระลึกถึงนักบุญกาธารีนา แห่งซีเอนา พรหมจารี และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

🍓อย่าเดินด้วยพึ่งพากำลังของตนเท่านั้น
แต่จงพึ่งพาและยอมรับรู้พระเจ้าในทุกทาง

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2019
ระลึกถึงนักบุญกาธารีนา แห่งซีเอนา
พรหมจารี และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร
https://www.youtube.com/watch?v=ZGF4IgLBUEY

https://youtu.be/L2017WgNmic

🕊Spirit Song
https://youtu.be/0iLBhCQKKrY

🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2019
ระลึกถึงนักบุญกาธารีนา แห่งซีเอนา
พรหมจารี และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร
อ่าน :
กจ 4:23-31
ยน 3:1-8

เมื่อนิโคเดมัส เปิดใจรับฟังเสียงของพระจิตเจ้า
ทำให้ท่านได้รับชีวิตใหม่ ยอมรับพระประสงค์พระเจ้า
และสามารถ กลับเป็นผู้ร่วมงานกับพระเยซูคริสตเจ้า

โดยการนำของพระจิตเจ้า เปโตรและยอห์น
สามารถเป็นผู้ส่งต่อ พระพรของพระจิตเจ้า
ให้กับสาวกคนอื่น ๆ ช่วยพวกเขา
ให้เข้มแข็งในความเชื่อ
ประกาศพระวาจาด้วยความกล้าหาญ

นักบุญกาธารีนา แห่งซีเอนา
ผู้ทำหน้าที่ด้วยจิตตารมณ์แห่งความรัก
เพื่อนำสันติภาพสู่ประเทศอิตาลี
เธอประสบความสำเร็จ ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
อาศัยชีวิตภาวนา ที่เป็นแบบอย่าง
ซึ่งแสดงออกในงานเขียนของเธอ

หมายเหตุ..
คนที่มีจิตดี เป็นราก
มีความคิดดี เป็นฐาน
แม้นอยู่ท่ามกลางความทุกข์
เขาย่อมค้นพบความสุข จากภายในอยู่เสมอ

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา
ระลึกถึงนักบุญกาธารีนา แห่งซีเอนา
พรหมจารี และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เขามาเฝ้าพระเยซูเจ้าตอนกลางคืน...” (ยน 3:1-8)

กลางคืน...
บัดนี้กลายเป็นช่วงเวลาที่อาจารย์ของชาวยิว
เข้ามาพบพระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นองค์ความสว่าง

ณ เวลายามมืดมิดของชีวิตและจิตวิญญาณของฉัน
ฉันตัดสินใจอย่างไร เพื่อแสวงหาความสว่าง
เพราะความมืดไม่อาจเอาชนะความสว่างได้เลย...

________________

นิโคเดมัส อาจารย์แห่งอิสราแอล บัดนี้เขาเข้ามาเฝ้าพระเยซูเจ้าในเวลากลางคืน... น่าสนใจเหมือนกัน ที่นักบุญยอห์น ได้บันทึกไว้แบบนั้น ว่าเขาเข้ามาเฝ้าพระเยซูเจ้าในเวลากลางคืน... ภาพของความมืดและความสว่าง เป็นสิ่งที่ยอห์นได้กล่าวถึงอยู่เสมอในความขัดแย้งและตร
กันข้ามกัน... พระเยซูเจ้าถูกเปรียบเป็นองค์ความสว่างท่ามกลางความมืดของโลกนี้ และเราพบว่า เมื่อยูดาสออกไปจากกลุ่มของบรรดาอัครสาวกนั้น ยอห์นบันทึกว่าเป็นเวลากลางคืน และนั้นหมายความว่า เขาเดินออกไปจากองค์ความสว่าง และเขาไปสู่ความมืด

ชีวิตของพระศาสนจักรในยุคแรกเริ่ม เมื่อพระเยซูเจ้าได้กลับคืนชีพ และบรรดาอัครสาวกได้รับการเติมพลังในจิตใจของพวกเขา ในการสานต่องานแห่งการไถ่กู้ให้รอดพ้นสำหรับโลก โดยอาศัยพลังขององค์พระจิตเจ้า ผู้ทรงเป็นพลังและแสงสว่างนำพระเยซูเจ้ามาตลอดหนทางที่พระองค์ทรงประทับอยู่ท่ามกลางพวกเขา

ชีวิตคริสตชนที่เกิดใหม่ด้วยน้ำและพระจิตเจ้าในศีลล้างบาปนั้น คือชีวิตที่ก้าวออกจากความมืดของโลกนี้ และพบกับแสงสว่างแห่งความจริงในองค์พระเยซูเจ้า จึงเป็นชีวิตที่ต้องเติบโตขึ้นอาศัยพระวาจาของพระเจ้า ที่เราฟังพระองค์เสมอๆ บ่อย ทุกๆ วัน... เพราะการภาวนาอาจจะเป็นการพูดกับพระเจ้า แต่การอ่านและฟังพระวาจาของพระองค์ นั่นคือเสียงและคำตอบของพระองค์ที่นำทางเรา แต่เราจะได้รับพลังนี้มาได้อย่างไรท่ามกลางความยากลำบากที่เรากำลังเผชิญในโลกนี้ และหลายๆ ครั้งดูเหมือนเราจะไปไม่รอดบางสถานการณ์ เราจะสามารถเข้าในพระประสงค์ของพระเจ้าได้อย่างไร

ผมจำได้เสมอ เมื่อผมเข้าไปพบพ่อวิญญาณ หลายๆ ครั้งเมื่อมีปัญหา และอุปสรรคต่างเข้ามาในชีวิต และมันทำให้ผมท้อแท้ จนหลายครั้งไม่รู้จะเดินต่อไปอย่างไร... สิ่งที่พ่อวิญญาณของผมถามเสมอๆ คือ “ภาวนาหรือเปล่า ภาวนามากๆ แล้วหรือยัง...” เราพบแบบอย่างของการภานา และผลของการภาวนาในชีวิตของบรรดาอัครสาวกในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ (กจ 4:23-31) ท่ามกลางปัญหาและอุปสรรคของชีวิตคริสตชน บรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้าภาวนาต่อพระเจ้า เพื่อให้เขาได้เจริญชีวิตประกาศพระวาจาของพระเจ้า และพวกเขาก็ได้รับพลังจากพระจิตเจ้า ที่ทำให้พวกเขาก้าวเดินหน้าต่อไปได้

“แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ จะให้ฉันทำอย่างไรล่ะ แล้วจะให้ฉันทำอย่างไรล่ะ...” คำถามแบบนี้ ที่หลายครั้ง ผมเองในความเป็นพระสงฆ์ ผมก็มืดตึบเหมือนกัน เมื่อสัตบุรุษที่อยู่ในสถานการณ์ของความท้าทายในโลก ที่เขาต้องสู้ ต้องเผชิญ ต้องมานะบากบั่น และหลายครั้ง เพื่อจะอยู่ได้ เขาก็คิดว่า เขาต้องคล้อยตามไปบ้าง... แต่เสียงของพระจิตเจ้าในจิตวิญญาณของคริสตชน ก็ทำให้เขาไม่มั่นใจ... คำถามนี้เอง หลายครั้งมันก็ดังอยู่ในใจของฉันด้วย มันบันดาลความสับสน ความลังเล และบางครั้ง มันทำให้ฉันมอง คิด และตัดสินใจเข้าข้างตนเอง ฉันได้ยินเสียงของพระองค์ในมโนธรรมของฉัน แต่ฉันมักเดินตามเสียงแห่งพระประสงค์นั้นไม่ไหว...

ความรู้สึกและประสบการณ์ของบรรดาศิษย์คงเป็นเช่นเดียวกัน ความมานะบากบั่นของพวกเขา กลับพบกับการต่อต้าน และทำให้ชีวิตของพวกเขาต้องก้าวเดินไปด้วยความยากลำบาก ผมเองก็กำลังกังวล กลัว บนหนทางข้างหน้าด้วยเช่นเดียวกัน หากจะต้องมีชีวิตที่ไม่ต่างกับบรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้าในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้... แต่หนทางเดียวที่พวกเขาได้กระทำ และทำทันที แบบไม่ลังเล คือ อธิษฐานภาวนาต่อพระเจ้าครับ แล้วพวกเขาก็ได้รับพลังจากพระองค์ พวกเขาก็มีพลังเพียงพอที่จะเดินต่อไป ตามเสียงแห่งพระประสงค์ของพระองค์ และเท่านี้ก็สุขเพียงพอแล้วสำหรับชีวิตคริสตชนที่เป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้า... มิใช่หรือ...หรือหากเราจะต้องการอะไรอีกล่ะ...

ความมืดของโลกเราวันนี้ มีหลายๆ ด้านที่ทำให้เราสับสน และไม่รู้จะเดินไปอย่างไร และหลายครั้งมันก็มืดแปดด้าน เมื่อต้องเผชิญกับกระแสของโลกที่รุนแรงเหลือเกิน จนมันอาจจะทำให้เราคล้อยตามไปบ้างก็มี... พี่น้องที่รักครับ พลังของพระจิตเจ้าเท่านั้น แสงสว่างของพระเยซูเจ้าเท่านั้นเองครับ เราต้องไม่เดินออกไปจากพระองค์ เพราะการอยู่กับพระองค์ ชีวิตที่ชิดสนิทสัมพันธ์กับพระองค์เท่านั้น คือชีวิตที่ดำเนินอยู่ในความสว่าง

ข้าแต่พระเยซูเจ้า ในยามมืดมิดแห่งชีวิตและจิตวิญญาณของลูก ในยามที่ลูกไม่รู้จะเดินไปในทางใด แม้จิตวิญญาณจะรักพระองค์มากเพียงใด แต่ความมืดก็ทำให้ลูกก้าวไปไม่ถูก และไม่รู้จะเดินไปในทางไหน... พระเจ้าข้า ณ เวลานั้น ขอทรงดึงดูดข้าพเจ้าเข้าใกล้พระองค์ เพื่อจะพบแสงสว่างแห่งการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์เทอญ

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน 19 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา
บทอ่าน กจ 4:23-31 / ยน 3:1-8
พระเยซูเจ้าได้ทรงสอนและแนะนำนิโคเดมัส ให้เห็นทางที่จะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า นั่นคือ เขาจะต้องบังเกิดใหม่จากเบื้องบน ตามที่มีหลายคนได้เคยกล่าวว่า “คุณจะต้องเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง” พระเยซูเจ้าได้ทรงให้ความหมายดังนี้ ประการที่ 1 การบังเกิดด้วยน้ำของศีลล้างบาป ที่มีความหมายว่า จะต้องมีการกลับใจ และการชำระล้างจากบาปต่างๆ ประการที่ 2 การเจริญชีวิตตามพระจิตของพระคริสตเจ้า ที่มีความหมายว่า หลังจากที่ได้กำเนิดมาในโลกนี้ จากบิดามารดาแล้ว เราจะบังเกิดเป็นสมาชิกของครอบครัวของพระเป็นเจ้า และกลายเป็นบุตรชายหญิงของพระองค์ เพื่อที่จะเอาตัวรอดไปสวรรค์ เราจะต้องมีความเชื่อว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตรของพระเป็นเจ้า (ยน 1:12-14) และเฉพาะผู้ที่รับศีลล้างบาปด้วยน้ำและพระจิตเท่านั้น ที่จะสามารถเป็นบุตรชายหญิงของพระเป็นเจ้า และได้รับชีวิตนิรันดร.
คุณไม่มีทางสำเร็จได้ ถ้าคุณไม่เริ่มต้น...เกือบทุกสิ่งบนโลกใบนี้ ล้วนมาจากความไม่มีเหมือนกันทั้งนั้น... หนทางสู่การเริ่มต้น คือ การหยุดพูด และเริ่มลงมือทำ...ในทุกปรากฎการณ์ จุดเริ่มต้นมักจะเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดเสมอ...สิ่งที่ไม่ได้เริ่มต้นในวันนี้ ก็จะไม่มีทางสำเร็จในวันพรุ่งนี้เช่นกัน...ก้าวแรกที่สำคัญในการได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการในชีวิตก็คือ ถามตัวเองก่อนว่าคุณต้องการอะไร...จงเริ่มต้นด้วยการทำสิ่งที่จำเป็นก่อน จากนั้นจึงทำสิ่งที่เป็นไปได้...และสุดท้าย คุณก็จะทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้...จงเริ่มต้นไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน และจงเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ...ความล้มเหลวเป็นโอกาสที่จะเริ่มต้นอีกครั้ง และเป็นการเริ่มต้นอย่างฉลาดกว่าเดิม...อย่ารอจนกว่าปัจจัยต่าง ๆ จะพร้อมสำหรับการเริ่มต้น เพราะการเริ่มต้นต่างหากที่จะทำให้ปัจจัยทุกอย่างพร้อมเอง...เคล็ดลับของการใช้ชีวิตตามความฝันก็คือ...การเริ่มต้นใช้ชีวิตกับความฝันที่มีในวันนี้ ทำสิ่งเล็ก ๆ ที่คุณสามารถทำได้...ไม่มีใครเดินกลับหลังและเริ่มต้นใหม่ได้ แต่ทุกคนสามารถเริ่มต้นทุกวัน และกำหนดจุดสิ้นสุดจุดใหม่ได้…อย่ารอให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้น เริ่มต้นจากที่ที่คุณอยู่กับสิ่งที่คุณมี แล้วมันจะนำไปสู่บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เอง.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view