สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2019 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2019 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา

🍄สิ่งที่ต้องทำวันนี้ :
ขอบคุณพระเจ้า .. สรรเสริญพระเจ้า
ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ..
มีความรัก ..ให้อภัย
มีรอยยิ้ม .. มีการขอบคุณเสมอ

📚บทอ่านประจำวันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา
https://www.youtube.com/watch?v=IaQLP4Kjplo

https://youtu.be/OvxHU_UJz64

♥ Fear No More
https://youtu.be/wMmmbJlWhtk

🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠🐠

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา
อ่าน : กจ 6:1-7
ยน 6:16-21

เป็นความจริงที่เราคนเดียว …
ไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมกันได้
ท่ามกลางพายุใหญ่ ถ้าทุกคนในเรือมัวแต่ตกใจกลัว
แล้วทิ้งหน้าที่ของตน เพื่อหวังเอาตัวรอด
ก็เป็นการง่ายที่เรือจะอับปางอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ .. พระเจ้าได้ประทานให้แต่ละคน
มีความสามารถที่แตกต่างหลากหลาย
เพื่อช่วยเหลือ สนับสนุนกันและกัน
สมาชิกในหมู่คณะ ในชุมชน
จึงจำเป็นต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ

หมายเหตุ..
เมื่อได้ตระหนักว่า ..“หน้าที่”...
มีไว้เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือ เกื้อกูล
สังคมจะสงบสุข ถ้าแต่ละคนทำหน้าที่ของตน

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2019
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ทันใดนั้น เรือก็ถึงฝั่งที่เขามุ่งจะไป...” (ยน 6:16-21)

เป้าหมายของบรรดาศิษย์
แท้จริงแล้ว คือการรับพระองค์ลงเรือด้วยความเต็มใจ
เท่านั้น เขาก็ถึงฝั่งที่เขามุ่งจะไป

ชีวิตอาจจะมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ต้องทำ
แต่การมีพระองค์อยู่ในเรือของชีวิตเท่านั้น
นั่นคือเป้าหมายสุดท้าย และเป้าหมายที่เป็นนิรันดร

วันนี้ ฉันมีอะไรให้ต้องทำมากมาย
ฉันมีพระองค์อยู่ในชีวิตบ้างไหม...
พระองค์คือเป้าหมายของชีวิตของฉันไหม ???

________________

หน้าที่ของการเป็นศิษย์พระเยซู เราก็ยังอยู่ในโลก เรายังต้องทำมาหากิน เรายังต้องทำงาน ทำหน้าที่อื่นๆ ของเราด้วย เฉกเช่นบรรดาอัครสาวกของพระเยซู ที่วันนี้หนังสือกิจการอัครสาวกก็ทำให้เราเห็นปัญหาของการทำงานของพวกเขาด้วยเช่นกัน (กจ 6:1-7) จุดเริ่มต้นของสังฆานุกรอยู่ที่บทอ่านที่หนึ่งวันนี้ เมื่อบรรดาอัครสาวกมีงานมากมายที่ต้องทำ แต่พวกเขาก็ตัดสินใจ ให้คนอื่นเข้ามาช่วยเหลือ พวกเขาได้แต่งตั้งสังฆานุกรเจ็ดองค์เพื่อทำงานที่สำคัญนั้น แต่พวกเขาไม่ยอมละทิ้งหน้าที่ที่สำคัญกว่าของพวกเขา นั่นคือการประกาศพระวาจาของพระเจ้านั่นเอง

ในพระวรสารวันนี้ บรรดาศิษย์มีเป้าหมายของชีวิตที่มุ่งจะไป แต่แท้จริงแล้ว เราทึ่งกับตอนจบของพระวาจาไหมครับ หากเมื่อเป้าหมายนั้นไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการมีพระเยซูอยู่ในชีวิตเท่านั้น แม้กำลังเดินทางท่ามกลางมรสุมก็เถอะ แต่การมีพระองค์อยู่ในเรือแห่งชีวิตของตน นั่นคือการบรรลุถคงเป้าหมายที่เขามุ่งจะไปแล้วนั่นเอง...

พระวาจาทั้งสองบทในเช้าวันนี้ ผม ก่อนที่ผมจะแบ่งปันกับพี่น้องเรื่องชีวิตคริสตชนนั้น ผมมองที่ชีวิตของผมก่อนเลย ในฐานะที่ผมเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ ที่มีความเป็นคริสตชนเป็นพื้นฐานนี้เอง ผมคิดถึงการทำวิจัยเล็กๆ ของผมเมื่อครั้งศึกษาที่วิทยาลัยแสงธรรมครับ... “ความคาดหวังของสัตบุรุษต่อพระสงฆ์...” สัตบุรุษคนหนึ่งบอกผมว่า “หากฉันทำมิสซาได้ ฉันล่ะไม่ง้อคุณพ่อหรอก...” ประโยคนี้ ทำให้ผมคิดถึงหน้าที่ที่ไม่มีใครมาแทนได้ของความเป็นสงฆ์ครับ ถ้าสัตบุรุษเขาทำสิ่งนี้ได้ เราคงไม่จำเป็นต้องบวชเป็นพระสงฆ์กันก็ได้นะครับ นั่นคือหน้าที่สงฆ์ คือหน้าที่ที่ไม่มีใครทำแทนได้จริงๆ แต่หลายๆ ครั้ง ชีวิตสงฆ์ของพวกเราเป็นอย่างไร เราตระหนักมากน้อยเพียงใดถึงหน้าที่อันสำคัญนี้ กี่ครั้งที่เราทิ้งหน้าที่ที่ไม่มีใครทำแทนได้นี้ และไปทำสิ่งอื่นๆ มากมาย ที่เราให้คนอื่นทำก็ได้ กระแสเรียกพิเศษของเรานี้คืออะไร เราเป็นมากกว่าผู้บริหารโรงเรียน มากกว่าอธิการ มากกว่าผู้จัดการ มากกว่าผู้อำนวยการ แต่เราเป็น “พระสงฆ์” แล้ววันนี้เราทำอะไรกัน... ผมอาจจะกำลังจะเป็นอธิการบ้านผู้ป่วย แต่มากกว่านั้น ผมเป็นนักบวช ผมเป็นพระสงฆ์ อะไรคือสำนึกที่ผมควรมีในความเป็นอยู่ของผมจริงๆ... ผมขอเก็บสิ่งนี้ไว้ไตร่ตรองต่อครับ...

สำหรับพี่น้องครับ สิ่งที่พี่น้องมีมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษนั้นคือ “ความเป็นคริสตชน” ครับ ที่เป็นสิ่งที่มากที่สุดกว่าทุกสิ่งที่พี่น้องมีครับ แค่เป็นคริสตชนที่ดี พี่น้องครับ เราก็เป็นคนที่ดีที่สุดของสังคมแล้วล่ะครับ หากเราเป็นพ่อแม่ เราจะเป็นพ่อแม่ที่ดีที่สุด หากเราเป็นครู เราก็จะเป็นครูที่ดีที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นใครในสังคม หากเราเป็นคริสตชนที่ดีที่สุด เราก็เป็นสุดยอดคนของสังคมแล้วละครับ... พี่น้องครับ ในชีวิตของเรา เราอาจจะมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ต้องคิดต้องทำ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีอะไรทดแทนได้เลย คือการรับพระเยซูลงมาร่วมทางบนเรือแห่งชีวิตของเราครับ เพราะนั่นคือเป้าหมายที่เราจะถึงได้ทันที เมื่อมีพระองค์อยู่บนเรือ และแท้จริงแล้ว พระองค์คือเป้าหมายสุดท้าย และเป้าหมายนิรันดรของเรานั่นเอง...

แล้วจะมีอะไรอีกไหม ที่จำสำคัญไปกว่าหน้าที่นี้ของการเป็นคริสตชน มันคือหน้าที่ที่ไม่มีใครทำแทนได้... เมื่อฉันเป็นคริสตชนที่เป็นบิดามารดาของลูก ฉันให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้มากน้อยเพียงใด เมื่อฉันเป็นคริสตชนในหน้าที่และบทบาทต่างๆ ของชีวิตของฉัน ฉันให้ความสำคัญกับสิ่งใดในความเป็นอยู่ ในความมีตัวตนของฉันจริงๆ ในครอบครัวและสังคมของฉัน

พี่น้องที่รักครับ... นี่ก็ต้องเสร็จ นั่นก็ต้องเสร็จ... พี่น้องครับ สิ่งที่เราทำอยู่นั้น ก่อนที่เราจะเกิด ก็มีคนทำมาก่อนแล้ว พระเจ้าทรงดำรงอยู่ก่อนเราแล้ว... แต่หากเราจะเสร็จ คือวันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของเราล่ะ เรามีพระองค์อยู่ในชีวิตของเราหรือเปล่า... จากนั้น เสร็จไม่เสร็จ ไม่มีอะไรสำคัญอีก คนอื่นๆ เขาก็จะทำต่อไปเอง ฉันเสร็จแล้ว คือ การมีพระองค์อยู่ในชีวิตของฉัน เท่านี้ ฉันก็ถึงฝั่งที่ฉันมุ่งจะไป เท่านี้ก็เป็นความสำเร็จสูงสุดของชีวิตแล้วล่ะ อะไรจะสำคัญกว่านี้อีกเล่า... มีเวลาให้พระเจ้าบ้างเถอะ เพื่อเราจะไม่พรากจากพระองค์เลย

ข้าแต่พระเยซูเจ้า ในแต่ละวันที่แม้ว่าลูกยุ่งอยู่กับหลายเรื่อง และสารพัดกับสิ่งที่ต้องกระทำ... พระเจ้าข้า ไม่ว่าจะยุ่งวุ่นวายมากสักเพียงใด ขออย่าให้มีแม้หนึ่งนาที ที่ลูกต้องพรากจากพระองค์เลย เพราะการมีพระองค์อยู่ในชีวิตนั้น ลูกก็ถึงฝั่งแล้ว.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 19 สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา
บทอ่าน กจ 6:1-7 / ยน 6:16-21
หลังจากพระเยซูเจ้าได้ทรงทวีขนมปังเลี้ยงประชาชนในถิ่นทุรกันดารแล้ว บรรดาสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้าได้แล่นเรือไปยังหมู่บ้านคาเปอร์นาอุม ทางตอนเหนือของชายฝั่งทะเลสาบกาลิลี หรือ ทีเบรีอัสตามชื่อของจักรพรรดิ์องค์ที่สองของโรมัน ตอนนั้นเป็นเวลาระหว่างเทศกาลปัสกา เป็นเวลาที่พระจันทร์เต็มดวง (ยน 6:4) และพระเยซูเจ้าได้เสด็จขึ้นไปบนภูเขา เพื่อสวดภาวนา เมื่อเกิดลมพายุพัดแรงกล้า ทำให้เรือของบรรดาสานุศิษย์ที่กำลังตกใจกลัวทำท่าจะล่ม พระเยซูเจ้าได้ทรงปรากฏองค์ เสด็จมาบนน้ำมุ่งไปหาพวกเขา และได้ทำให้พวกสานุศิษย์สงบ เมื่อพระองค์ทรงประทับอยู่ด้วย และได้ทรงนำพวกเขามายังชายฝั่งทะเลสาบ ในการสร้างโลกของพระเป็นเจ้านั้น พระจิตของพระเจ้าได้ปกคลุมเหนือน้ำฉันใด บัดนี้ พระเยซูเจ้าได้ประทับอยู่เหนือพวกเขาฉันนั้น ไม่ว่าบรรดาสานุศิษย์จะหิวกระหายหรือมีความทุกข์ พระเยซูเจ้าได้ทรงประทับอยู่กับบรรดาประชาชนของพระองค์ เพื่อช่วยให้พวกเขาพ้นจากความชั่วร้าย...ข้าพเจ้าจะเป็นแหล่งกำเนิดของสันติสุข สำหรับบรรดาผู้ที่มีความหวาดกลัวได้อย่างไร?...ข้าแต่พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ โปรดช่วยข้าพะจ้าให้รู้ว่า พระองค์ทรงประทับอยู่กับข้าพเจ้า ในขณะที่มีพายุของชีวิตของข้าพเจ้า
ได้เพียงแค่ไข่ไก่วันนี้ ดีกว่าได้แม่ไก่ในวันพรุ่งนี้ ...ต้องกล้าที่จะก้าว เพราะถ้าไม่กล้าก้าวเท้าเราก็จะอยู่กับที่...จงคิดเหมือนปราชญ์ แต่จงแสดงออกให้เหมือนสามัญชน...กิจกรรมที่ดีทุกอย่าง จะต้องเริ่มต้นด้วยความยากลำบากที่สุด...เราต้องหัดคิดนอกรอบบ้าง เพื่อที่จะได้มองเข้ามาในกรอบ...ถ้าอยากประสบความสำเร็จ จงคาดหวังคำวิจารณ์มากกว่าดอกไม้...ถ้าท่านไม่ยืนอยู่บนยอดเขา ท่านจะมองดูที่ราบได้ถนัดได้อย่างไร...คนที่ไม่เคยหิว ย่อมไม่เคยซาบซึ้งรสของความอิ่ม...คำว่า เป็นไปไม่ได้ กับ ทำไม่ได้ มีอยู่ในพจนานุกรมของคนโง่เท่านั้น...ท่านอาจจะลืมผู้ที่ท่านร่วมหัวร่อ แต่ท่านจะไม่ลืมผู้ที่ท่านร่วมร้องไห้...จงทำงานอย่างขยันขันแข็งเมื่อยามหนุ่ม จะได้หยุดพักเมื่อยามแก่

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

เชิญฟังเสียงคพ.พงศ์เทพ ประมวลพร้อม อธิบายพระคัมภีร์มิสซาวันอาทิตย์นี้ค่ะ

https://youtu.be/sVu_MJq2Sws

view