สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

🌼"ไม่ใช่" โดยกำลังของ "ข้าพเจ้าเอง"
แต่โดยพึ่งในพระกำลัง "ของพระเจ้า"
เรื่องบางอย่างก็เกินกำลังที่มนุษย์จะทำได้
แต่ขอบพระคุณพระเจ้าที่ไม่มีสักอย่างเกินกำลังของพระองค์

📚บทอ่านประจำวันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา
https://www.youtube.com/watch?v=1fJhkzWfek0&t=25s

https://youtu.be/sPo2ErfkyRg

🍊พระเจ้าทรงสัมผัสฉันวันนี้
http://youtu.be/TuTDCAWCFd8

🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒🍒

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา
อ่าน : กจ 6:8-15
ยน 6:22-29

แรงจูงใจ เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมันจะกลับเป็นพลัง
ให้สามารถทำด้วยความจริงใจ แม้ในสิ่งที่ยาก
สำหรับกการติดตามพระเยซูเจ้า
แรงจูงใจประการเดียวที่พระองค์แนะนำคือ “เชื่อ”

ความเชื่อของนักบุญสเตเฟน ทำให้ท่านเปี่ยมด้วยพระหรรษทาน
และความสามารถมากมาย แม้จะมีคนมาโต้เถียง เบียดเบียน
ใส่ร้ายท่าน แต่ต่อหน้าการคุกคาม และความชั่วร้ายเหล่านั้น
ใบหน้าของท่านยังคงสว่าง สดใส พร้อมกับ
แรงจูงใจที่ยังคงแน่วแน่ แม้จะต้องสละชีวิต

หมายเหตุ...
จะยาก หรือง่าย...
ความคิด จิตใจ ของเราเป็นผู้กำหนด
หลายครั้ง...สิ่งที่ง่าย ถูกทำให้เป็น สิ่งที่ยาก
หากเอาความคิด จิตใจที่รู้สึก “กลัว” เข้าไปกำหนด

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“ท่านแสวงหาเรา เพราะได้กินขนมปังจนอิ่ม...” (เทียบ ยน 6:22-29)

มิใช่เพราะเครื่องหมายอัศจรรย์ และการฟังพระวาจาของพระองค์
ที่พวกเขาแสวงหาพระองค์
แต่เพราะ ได้กินขนมปังจนอิ่ม

หรือเพราะการหวังที่จะได้เป็นใหญ่เป็นโตพร้อมกับพระองค์
แต่กลับปฏิเสธพระองค์ เมื่อต้องประสบความยากลำบาก

ชีวิตคริสตชนของฉันเป็นเช่นใด
ฉันแสวงหาชีวิตนิรันดรในการกลับคืนชีพเหมือนกับพระองค์
แต่ในเวลาเดียวกัน ฉันอาจจะปฏิเสธพระองค์ ในยามยากลำบากหรือเปล่า...

________________

วันหนึ่งมีชายหญิงครอบครัวหนึ่ง เข้ามาที่วัดประจวบฯ ของผม ขณะที่ผมกำลังกวาดใบไม้อยู่บริเวณหน้าวัด ทำทีเข้ามาขอเงินผม บอกว่าจะเอาไปซื้ออาหารทาน เพราะไม่ได้ทานอาหารมาหลายวันแล้ว... ผมเลยตั้งใจจะเข้าไปหาอาหารมาให้ทาน เป็นสิ่งที่พอมีและสามารถแบ่งปันกันได้บ้าง แต่เวลานั้น เนื่องจากผมรีบทำงานให้เสร็จ ผมจึงขอเขาช่วยผมกวาดใบไม้ต่อให้ผมสักหน่อย และผมจะไปเอาอาหารมาให้... ผมเดินจากไป เพื่อไปหาอาหารในครัวมาให้เขา แต่สักพักก็กลับมาพร้อมอาหารและน้ำดื่มด้วย แต่ทว่า ผมหาเขาทั้งสองไม่พบเสียแล้ว เห็นลับๆ เดินจากไปที่หัวโค้งถนนโน่นอ่ะครับ

มีวัดทางศาสนสถานแห่งหนึ่งมีงาน และมีการเลี้ยงอาหาร แต่ที่นั่นว่ากันตรงๆ เลยครับ มีเขียนป้ายไว้เลยครับ “โปรดให้ทุกคนได้ทานอาหารเสร็จก่อน แล้วค่อยคิดที่จะนำกลับบ้านนะคะ” นั่นคงเป็นประสบการณ์ของพวกเราหรือเปล่า ที่หลายๆ ครั้งเราก็พบเรื่องแบบนี้... แม้แต่ที่วัดประจวบของผมเอง ที่ที่เวลามีงาน เรามักเน้นให้อาหารเหลือไว้บ้าง ดีกว่าไม่พอ เรามักเตรียมถุงเตรียมยางไว้ เพื่อให้สัตบุรุษได้นำกลับบ้านในกรณีที่มีอะไรเหลือบ้าง แต่มีครั้งหนึ่ง เราพบแขกจากที่อื่น มาอยู่ในพื้นที่ของเรา เขาไม่ได้มาร่วมงาน แต่มาคอยทานอาหาร แถมมาขอทานอาหารระหว่างที่เรามีมิสซาในวัดด้วย เอาเป้มาเพื่อใส่อาหารอีกต่างหาก... เราพบสิ่งเหล่านี้มากมายในสังคมของเราวันนี้ ของแจกนั้นไม่เคยพอ

พี่น้องที่รักครับ พระวรสารบันทึกว่า วันรุ่งขึ้น เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จจากประชาชนไป หลังจากที่ได้ทรงทวีขนมปังและเลี้ยงอาหารพวกเขาอย่างน่าอัศจรรย์ พวกเขาก็แสวงหาพระองค์ เพื่อต้องการพบพระองค์ และต้องการอยู่กับพระองค์ คือมีพระองค์อยู่กับพวกเขาแบบนี้นานๆ โอ้ มีคนแบบนี้อยู่กับเรา ดีจังเลย คงไม่ต้องทำมาหากินอะไรแล้ว เลี้ยงอาหารอย่างน่าอัศจรรย์แบบนี้ และดังนี้เอง พวกเขาก็ตามหาพระองค์ และเมื่อพบพระองค์แล้ว พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับพวกเขาว่า “พวกท่านแสวงหาเรา มิใช่เพราะได้เห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ แต่เพราะได้กินขนมปังจนอิ่ม” มิใช่เพราะได้เห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ นั่นหมายความว่า เครื่องหมายอัศจรรย์เรียกร้องการกลับใจ และพวกเขาไม่ได้ต้องการสิ่งนั้นเพื่อการกลับใจ แต่เพราะความอิ่มท้องมากกว่า ที่พวกเขาต้องการพระองค์...

“ฉันรักคุณ เพราะฉันต้องการคุณ” กับ “ฉันต้องการคุณ เพราะฉันรักคุณ” สองประโยคนี้ดูใกล้เคียงกัน แต่พี่น้องจะเลือกประโยคไหนล่ะครับ... และพี่น้องที่รักครับ วันนี้ เราจึงต้องถามตนเอง จากพระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ เราแสวงหาพระเจ้า เราติดตามพระเยซูเจ้านั้น เราต้องการอะไรจริงๆ จากพระองค์ เรามาเป็นคริสตชน ผมเองเป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ ผมต้องการอะไรจริงๆ จากพระองค์กันแน่... เรามาวัดวันอาทิตย์กัน เราปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ เราหวังอะไรจากพระเจ้าแน่ครับ เรารักพระองค์ หรือเราต้องการอะไรจากพระองค์จริงๆ ครับ วันหนึ่งหากไม่สมใจที่ฉันต้องการ หรือฉันต้องยอมรับความจริงบางอย่างที่ฉันไม่พร้อมต้องยอมรับ วันนั้นคงจะมีเหตุการณ์ที่เกิดในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้หรือเปล่า เมื่อปาฏิหาริย์และเครื่องหมายอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ที่นักบุญสตีเผนได้กระทำในหมู่ประชาชนนั้น คือสิ่งที่เรียกร้องการกลับใจและการเปลี่ยนแปลงชีวิต แต่พวกเขาไม่ต้องการ ขาก็เลยฆาตรกรรมสตีเฟนซะ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับใจเปลี่ยนแปลงตนเอง และเหตุการณ์นี้ก็เกิดกับพระเยซูเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน

พี่น้องที่รัก พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ ทำให้เราต้องพิจารณาไตร่ตรองและถามตนเองในความเป็นคริสตชนจริงๆ ยิ่งเป็นนักบวชอย่างผม เป็นพระสงฆ์อย่างผม ยิ่งต้องถามตนเองว่า เราก้าวมาวันนี้เพื่ออะไรกัน เรารักพระเยซูเจ้าเพราะเราต้องการพระองค์ หรือเราต้องการพระองค์เพราะเรารักพระองค์... หากเราไม่ได้รับสิ่งที่เราขอจากพระองค์ เราจะยังรักพระองค์ไหม หากฉันยังไม่ร่ำรวย ยังเจ็บไข้ได้ป่วย เวลานั้นฉันยังรักพระองค์อยู่ไหม... เราอยู่ในเทศกาลปัสกา เรามีปัสกาเป็นความหวังในชีวิตของเรา เรามุ่งหวังการกลับคืนชีพเท่านั้นหรือ แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ผลักกางเขนเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตของเราทิ้งไป เราติดตามพระเยซูเจ้า เราเป็นคริสตชนเพราะเราได้รับความช่วยเหลือ เราได้รับของแจกจากพระศาสนจักรหรือ และในยามตกอับนิดหน่อย เราก็ทิ้งพระเจ้าไว้ที่ข้างหลัง และเลือกพระแห่งความร่ำรวยเข้ามาในชีวิต เลือกพระแห่งความรุ่งเรืองรุ่งโรจน์ ความร่ำรวย ความมีชื่อเสียง เราเลือกทิ้งพระเจ้าของเรา พระเจ้าที่สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อเรา ไปก้มหน้านมัสการพระเจ้าอื่นเหล่านั้นหรือเปล่า... วันนี้ ความรักที่ฉันมีต่อพระเจ้าของฉัน ต่อพระเยซูผู้ทรงเรียกฉันนั้น วันนี้ฉันรักพระองค์อย่างไร...

นะครับพี่น้อง เราคงจะไม่รักพระเจ้ามากขึ้น เพราะพระองค์อวยพระพรเรามากๆ และเราคงไม่รักพระองค์น้อยลง หรือทิ้งพระองค์ไป เพราะขออะไรแล้วก็ไม่ได้ แถมเจ็บป่วย ไม่เคยร่ำรวยเหมือนคนอื่นๆ เขาสักที แต่เราจะรักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา เราจะต้องการพระองค์ แสวงหาพระองค์ เพราะเรารักพระองค์ และสิ่งนี้ที่เราจะทำเพื่อพระองค์... “กิจการของพระเจ้าก็คือ ให้ท่านทั้งหลายเชื่อในผู้ที่พระองค์ทรงส่งมา” เชื่อในพระองค์ คือการร่วมชีวิตกับพระองค์ ทั้งความทุกข์ทรมาน สิ้นพระชนม์ และกลับคืนพระชนมชีพ ทั้งสามครับ ไม่ใช่เพื่อการกลับคืนชีพเท่านั้น...

วันนี้ ครอบครัวซาเลเซียนฉลองนักบุญดอมินิก ซาวีโอ นักบุญเยาวชนน้อยๆ ของคุณพ่อบอสโก ที่มีคติประจำใจตนว่า “ยอมตายดีกว่าทำบาป” ท่านทำสิ่งนี้ได้ เพราะความรักในพระเยซูเจ้าที่ผลักดันอยู่ในใจเท่านั้นเองครับ ความรักต่อพระเยซูเจ้าเป็นพลังผลักดันอยู่ในใจท่าน จนท่านสามารถบรรลุถึงความครอบครันแห่งการเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ ขอท่านทูลวอนพระเจ้าเพื่อพวกเราด้วย

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ลูกแสวงหาพระองค์ ดังความรักที่เป็นกำลังใจให้ลูกมีแรงพอที่จะเดินติดตามพระองค์ต่อไป ลูกต้องการพระองค์ เพราะลูกรักพระองค์ พระเจ้าข้า... ขอพระองค์ทรงเป็นความรักในหัวใจลูกเสมอไปเถิด ตราบที่ยังมีรักในหัวใจ ลูกก็ยังไหว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับลูก... พระเยซูเจ้าข้า ลูกเชื่อในพระองค์... พระเยซูเจ้าข้า ลูกรักพระองค์... พระเยซูเจ้าข้า ลูกวางใจในพระองค์...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 19 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา
บทอ่าน กจ 6:8-15 / ยน 6:22-29
ท่านกระหายอยากได้อะไรมากที่สุดในชีวิต:ทรัพย์สมบัติ สันติสุข สุขภาพ ความรัก หรือชีวิตที่ดี? พระเยซูเจ้าได้เสนอคำถามไปยังบรรดาผู้ที่แสวงหาพระองค์ หลังจากที่พระองค์ได้ทรงทำอัศจรรย์ ทวีขนมปังเลี้ยงคนห้าพันคน (ยน 6:1-15) พวกเขากระหายอยากได้สิ่งต่างๆ ที่ช่วยดับกระหายฝ่ายร่างกาย หรือสิ่งที่ช่วยดับกระหายฝ่ายจิตใจ? พระเยซูเจ้าได้สะท้อนให้เห็นคำถามที่ประกาศกอิสยาห์ได้เคยถามมาก่อนว่า “ทำไมเจ้าจึงใช้เงินของเจ้าเพื่อของซึ่งไม่ใช่อาหาร และใช้ทรัพยากรซื้อสิ่งซึ่งมิให้อิ่มใจ จงเอาใจใส่ฟังเราและรับประทานของดี และให้ด้วยความปิติยินดีในไขมัน” (อสย 55:21) จึงมีความกระหายสองชนิด คือ ความกระหายฝ่ายกายและความกระหายฝ่ายจิต และมีแต่พระเป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่สามารถดับกระหายในใจและวิญญาณของเรา ความกระหายเพื่อความจริง เพื่อชีวิต และเพื่อความรัก
นักกีฬายิงธนูที่ดี ต้องยิงให้ตรงเป้าหมายฉันใด คนที่ดีที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ก็ต้องมีเป้าหมายที่ดี ในการดำเนินชีวิตฉันนั้นเหมือนกัน... ลองมองวิบากกรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ด้วยสายตาของปราชญ์สิ แล้วเราจะพบว่า ทุกการกระทำของเรา ล้วนส่งผลถึงชีวิตของเราอย่างถึงพริกถึงขิงจริงๆ...ลองมองความพลัดพราก ด้วยสายตาของปราชญ์สิ แล้วเราจะพบว่า ความพลัดพรากกำลังสอนให้เรา หันกลับมาเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนที่เรารักอย่างคุ้มค่า... ลองมองความตาย ด้วยสายตาของปราชญ์สิ แล้วเราจะพบว่า ความตายกำลังสอนให้เรา เพียรทำวันนี้ให้ดีที่สุด... ลองมองความเจ็บด้วยสายตาของปราชญ์สิ แล้วเราจะพบว่า ความเจ็บกำลังสอนให้เรา หับกลับมาดูแลสุขภาพของตัวเอง... ลองมองความแก่ ด้วยสายตาของปราชญ์สิ แล้วเราจะพบว่า ความแก่กำลังจะสอนให้เรา ไม่ประมาทในวันเวลา..อ่อนโยนดั่งผีเสื้อ แกร่งเหลือดั่งเหล็กไหล คือสองคุณสมบัติที่ผลิบานอยู่กลางใจของเราเอง…คนรักกันต้องยอมทิ้ง “พยศ” ลด “มานะ” ละ “ทิฐิ” หรือทิ้งความเป็น “เธอ” ความเป็น “ฉัน” เพื่อหลอมกันเป็น “เรา”… “ผู้บริหาร” ที่ประสบความสำเร็จ มักจะถือคติ… ทำ 1 แต่ได้ 100 ทำน้อยแต่ได้มาก.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view