สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2019 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

🍉 เพื่อจะได้รับ...คุณจะต้องสูญเสีย
เพื่อจะมีชีวิต...คุณจะต้องสูญเสียชีวิต
เพื่อจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้า...คุณจะต้องทิ้งทุกอย่าง

📚บทอ่านประจำวันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา
https://www.youtube.com/watch?v=EfXte0vWeoo

https://youtu.be/PtiqOyeI3n8

🍞ปังทรงชีวิต
http://youtu.be/MiqVt64yiiU

🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา
อ่าน : กจ 7:51-59,8:1ก
ยน 6:30-35

ในอดีตการแสวงหาอาหารในถิ่นทุรกันดาร และมานนา
กลายเป็นเครื่องหมายแห่งการเลี้ยงดูของพระเจ้า สำหรับประชากร

พระเยซูเจ้านำเราสู่ความเข้าใจใหม่ว่า ผู้ที่เชื่อในพระองค์
จะไม่หิวกระหายอีกเลย เพราะพระองค์เอง ทรงเป็นปังแห่งชีวิต
และเครื่องหมายที่เห็นได้ชัด ผ่านทางศีลมหาสนิท
ที่พระทรงมอบชีวิตของพระองค์

เครื่องหมายชีวิตพระที่เติบโต ในตัวของท่านนักบุญสเตเฟน
ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ท่านยังคงเชื่อในพระเจ้า
ยินดีที่จะทนทุกข์เหมือนพระเยซูเจ้า
โดยขอพระเจ้าอภัยโทษ ผู้ที่ได้ฆ่าท่าน
เพื่อท่านจะได้อยู่กับพระเยซูเจ้า บุคคลที่ท่านรัก

หมายเหตุ..
หาก อุปสรรค ที่เข้ามาในชีวิต คือ
เครื่องหมายของบททดสอบ
แล้วความสุข คือ คำตอบ
ยิ่งทดสอบ คำตอบยิ่งชัดเจน

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

“พลังแห่งพระวาจา”
วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2019
สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า
By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

“เราเป็นปังแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย...” (ยน 6:30-35)

อาหาร และความอิ่มเอม
ความสุข ความชื่นชมยินดี
อมตะชีวิตที่ทุกคนปรารถนา
ดูเหมือนว่า มันไม่มีวันเป็นจริงได้เลย
สิ่งของโลกนี้ สักวันก็จบสิ้นไป
แล้วฉันจะเหลืออะไรอีก ที่จะคงอยู่กับฉันตลอดไป???

แต่...ในพระองค์เท่านั้น
ที่วิญญาณข้าพเจ้าจะพบความยินดีนิรันดร
ข้าพเจ้าจึงจะไม่มีวันพบความสงบสุขในโลกนี้เลย
จนกว่าข้าพเจ้าจะพบความสงบสุขนั้นในพระองค์เท่านั้น.

________________

เมื่อวานนี้ พระวาจาของพระเจ้าสอนให้เราแสวงหาอาหารที่ให้ชีวิตนิรันดร์ เมื่อพระเยซูเจ้าได้ตรัสเป็นข้อคิดให้กับบรรดาผู้ที่แสวงหา เขาควรที่จะแสวงหาพระองค์ด้วยท่าทีใหม่ เมื่อได้ฟังพระวาจาของพระองค์ แล้วเชื่อในพระองค์ มากกว่าการได้ทานขนมปังจนอิ่ม...

วันนี้ เราพบว่า บรรดาคนที่ฟังพระเยซูเจ้า เมื่อพระองค์ตรัสถึงอาหารแท้ที่มาจากสวรรค์นั้น ประชาชนเหล่านั้นทูลพระองค์ว่า “นายขอรับ โปรดให้ขนมปังนี้แก่เราเสมอเถิด” ... แทบจะทันที เมื่อพวกเขาได้ยินพระวาจาของพระเจ้าตอนนี้ แต่หาได้เข้าใจอะไรไม่ พวกเขาเข้าใจแต่เพียงว่า พวกเขาอยากได้อาหารนี้ จะได้อิ่มอยู่เสมอ นี่คือความกระหายภายนอกของพวกเขา ดังเช่นหญิงสะมาเรียที่ต้องการน้ำทรงชีวิตจากพระองค์ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาตักอีก... นี่คือสิ่งที่มนุษย์แสวงหา และต้องการเป็นที่สุด... และเมื่อพระเยซูเจ้าตรัสดังนี้ นี่คือสิ่งที่น่าสนใจสำหรับพวกเขาทันที ฉันด้วยหรือเปล่า ที่ต้องการอาหารที่ให้ชีวิตนี้ ทานแล้วอิ่มทิพย์อยู่ตลอดไป...

วันนี้ พระองค์ทรงเชื้อเชิญเราให้ตั้งใจฟังพระวาจาของพระองค์อีกครั้ง เมื่อได้ตรัสว่า “เราเป็นปังแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย...” โห้ น่าสนใจนะครับ อาหารอะไรหนอ ที่ทานแล้วจะอิ่มไปตลอดกาล ขอบ้างซิ...แน่นอนนะซิครับ ใครๆ ก็อยากได้อาหารนี้ อีกทั้งเป็นอาหารที่ทานแล้วมีชีวิตอีก...

เช้าตรู่วันนี้ สมาชิกมาเยี่ยมผมที่ประจวบฯ ในช่วงเวลาท้ายๆ นี้... ผมจึงมีโอกาสเดินรำพึงนานหน่อยระหว่างที่คอยการมาถึงของพวกพี่น้องของผม ผมฮึมเพลงนี้ครับ “รักพระองค์ชื่นอยู่ในวิญญาณ แสนสำราญชื่นจิตชิดเชย ไม่มีรักอันใดเทียบเลย พระองค์เจ้าเอย ทรงเลิศล้ำอำไพ...”

พระวาจาของพระเจ้าวันนี้ โดยเฉพาะพระวรสาร ที่อาจทำให้ผมคิดถึงศีลมหาสนิท แต่ที่จริงแล้วก็คงไม่พลาดความเข้าใจนี้มากนัก เพราะคำว่า “มหาสนิท” ในภาษาไทย ไพเราะเหลือเกิน นี่คือความสนิทที่ยิ่งใหญ่ ที่เรากับพระเจ้าเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นชีวิตเดียวกัน... เป็นอาหาร เป็นปังแห่งสวรรค์ที่กลับเข้ามาในชีวิตและจิตวิญญาณของเรา ทำให้เรามีชีวิตพระที่สนิทสัมพันธ์ในชีวิตของเรา แต่บทไตร่ตรองที่สำคัญของผมเช้านี้คือ “ชีวิตของผมชิดสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้ามากน้อยเพียงใด” หรือผมรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิต แต่ชีวิตของผมก็แทบไม่มีที่ว่างสำหรับพระองค์เลย เนื่องจากผมต้องใช้พื้นที่สำหรับสิ่งอื่นๆ มากมายเหลือเกิน จนอาจจะไม่มีที่ว่างสำหรับพระองค์เลย

ก่อนที่จะจบจริงๆ ซึ่งเวลาของการทำงานอภิบาลที่ประจวบคีรีขันธ์ ในขณะที่เวลานี้ ผมไปๆ กลับๆ ระหว่างประจวบฯ กับลำไทร บ้านของคณะนั้น มันเป็นช่วงเวลาและบทสรุปที่นำผมไตร่ตรองจริงๆ กับเวลาแห่งพระพรของพระเจ้า 5 ปีที่ประจวบฯ ที่ผมจะกลับมาเขียนหนังสือสักเล่มหนึ่ง ขอบคุณพระเจ้า ในสิ่งที่ผมได้มีประสบการณ์กับพระองค์ ตั้งใจเขียนหนังสือนี้โดยใช้ชื่อเป็นภาษาอิตาเลียน “Padre, Papa”... “บิดาและพ่อของลูก” ที่เป็นประสบการณ์ของการเป็นพ่อเจ้าวัดมือใหม่ แบบไม่เคยเป็นปลัดใคร และไม่มีใครเป็นปลัด คือต้องเรียนรู้เองทั้งหมด และสโลแกนที่ผมใช้ในการทำงานแบบนี้คือ “พระบิดา พ่อบ้าน และพ่อเจ้าวัด” ด้วยสำนึกที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ผมเรียนรู้อะไรมากมายจริงๆ ในชีวิตพระสงฆ์ พ่อเจ้าวัด ที่ไม่ต่างอะไรกับการเป็นพ่อบ้านในครอบครัวเลย วันนี้ ผมเห็นสิ่งที่เหมือนกันในสำนึกของสามบุคคลนี้จริงๆ ครับ ไม่กลัวแล้ว ใครจะบอกว่า “คุณพ่อไม่เข้าใจสัตบุรุษ” ไม่กลัวแล้วจริงๆ เพราะชีวิตที่ผ่านมานั้นสอนผมมากมายเหลือเกิน มันคือประสบการณ์เดียวกันกับสัตบุรุษครับ หนักเบา พอๆ กัน ไม่มีใครหนักกว่าใครหรอกครับ แต่ความสุขที่แต่ละคนพบนั้นต่างหาก คือกำไรชีวิตในแต่ละช่วงเวลาที่เราแต่ละคนมี และเราสามารถใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมสุขจนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้ายหรือเปล่าเท่านั้นเอง ดังที่เราเห็นในบทอ่านที่หนึ่งว่า สตีเฟน จากไปในความสุขจริงๆ ด้วยท่านมีพระเจ้าไว้ครอบครองในดวงใจเสมอนั่นเอง (เทียบ บทอ่านที่หนึ่ง กจ 7:51-8:1ก) และนี่แหละคือผู้ที่พระองค์ทรงเปิดประตูสวรรค์ไว้ให้ สำหรับผู้ที่บังเกิดใหม่ด้วยน้ำและพระจิตเจ้า (เทียบ บทภาวนาของประธานวันนี้)

พี่น้องที่รักครับ เราด้วยหรือเปล่าครับ ที่เราปรารถนาอาหารแห่งชีวิตนี้ ความสุขที่สุดของชีวิตของเราอยู่ที่ไหน เราฝากไว้ในพระเจ้าหรือเปล่า... เราอาจจะบอกว่า ชีวิตนี้ไม่ง่ายเลย... ก็คงใช่ แต่คำถามอีกคำถามหนึ่งก็สำคัญไม่น้อย หากเราจะถามว่า “ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อใคร...” ถ้าฉันอยู่เพื่อตนเองเท่านั้น มันคงจบลงเมื่อฉันสิ้นชีวิต แต่หากฉันอยู่เพื่อพระคริสตเจ้า ฉันจะกลับคืนชีพ ชีวิตของฉันฝากไว้กับพระองค์ ฉันจะไม่มีวันตายเลย... คำถามของการไตร่ตรองวันนี้จึงอยู่ที่ว่า ฉันฝากชีวิตของฉันไว้กับใครกันแน่ ชีวิตของฉันสนิทอยู่กับพระองค์แบบ “มหาสนิท” จริงๆ หรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้น ฉันก็จะไม่พรากจากพระองค์เลย

พระวาจาของพระเจ้าวานนี้และวันนี้ต่อเนื่องกันครับ... เราทุกคนมุ่งแสวงหาความอิ่มเอม ความสุขนิรันดร แบบที่จะไม่หิวและกระหายอีกเลย และความสุขนั้น แท้จริงแล้ว ซ่อนอยู่ในพระเจ้าเท่านั้นเอง เราไม่สามารถหาจากที่ไหนได้เลย... ฉันคิดว่าอะไรจะสำคัญไปกว่าพระองค์อีกหรือ หน้าที่การงาน บ้าน รถยนต์ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ความสุขจอมปลอมในชีวิต ที่ไม่นานก็จบลง ดังอาหารที่ทานแล้วก็ต้องทานทุกวัน ไม่มีวันอิ่มสักครา... มีแต่ชีวิตที่สนิทสัมพันธ์กับพระเจ้าเท่านั้นเอง ที่อิ่มอยู่ตลอดเวลา และไม่หิวกระหายอะไรอีกเลย จะไม่มีอะไรทำร้ายเขาได้อีก ความทุกข์ร้อนใดๆ ในโลกนี้ก็ไม่อาจพรากเขาจากความรักในพระคริสตเจ้าได้เลย เพราะเพียงพระเจ้าเท่านั้น เพียงพอและพอเพียงแล้วสำหรับฉัน

ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นชีวิตของลูก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะทุกข์ร้อนักเพียงใดในโลกนี้ ลูกไม่ขออะไรพระองค์ นอกจาก... ขออย่าให้ลูกต้องพรากจากพระองค์เลย.

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย ภานุพันธ์ Ofm)

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 19 สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา
บทอ่าน กจ 7:51-59,8:1ก / ยน 6:30-35
เราเกือบไม่ทราบประวัติความเป็นมาของนักบุญสเทเฟนเท่าไรนัก ท่านปรากฏตัวครั้งแรกในหนังสือกิจการอัครสาวก (กจ 6:5) เมื่อบรรดาอัครสาวกได้แต่งตั้งสังฆานุกรจำนวนเจ็ดองค์ เพื่อทำหน้าที่ตามความต้องการของสัตบุรุษทางด้านร่างกาย ชื่อของท่านมาจากภาษากรีก (stephanos) การแต่งตั้งสังฆานุกรเกิดจากการบ่นของคริสตชนยิวที่พูดภาษากรีก จึงสรุปว่า สเทเฟนเป็นชาวยิวที่พูดภาษากรีก ภารกิจที่ท่านได้รับมอบหมาย คือ ภารกิจที่ทำกับพวกยิวที่พูดภาษากรีก ที่ไม่ค่อยเปิดใจรับพระวรสารของพระเยซูคริสตเจ้า ในหนังสือกิจการอัครสาวกได้บรรยายว่า “ท่านเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อและพระจิตเจ้า” (กจ 6:8) และ “ยังเต็มไปด้วยพระหรรษทานและความกล้าหาญ” (กจ 6:8) ท่านมีพรสวรรค์ในเรื่องการเทศนาอย่างมาก จนกระทั้งพวกยิวที่พูดภาษากรีกไม่กล้าถกเถียงกับท่าน เพราะ”แต่เขาเหล่านั้นเอาชนะสเทเฟนไม่ได้ เพราะสเทเฟนพูดด้วยปรีชาญาณ ซึ่งมาจากพระจิตเจ้า” (กจ 6:10)
การเป็นประจักษ์พยานด้วยการตายเป็นมรณสักขีนั้น ได้รับคำยืนยันจากสภาซันเฮดริน ที่ได้กล่าวหาว่าท่านดูหมิ่นพระเป็นเจ้า “ดูซิ ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าเปิดออก และเห็นบุตรแห่งมนุษย์ทรงยืนอยู่เบื้องขวาของพระเจ้า ทุกคนจึงร้องเสียงดัง เอามืออุดหู วิ่งกรูกันเข้าใส่สเทเฟน ” (กจ 7:56) พวกเขาได้ลากท่านออกไปนอกกำแพงกรุงเยรูซาเล็ม และเริ่มเอาหินทุ่มท่าน
การที่สเทเฟนถูกทุ่มด้วยก้อนหิน ไม่ใช่ทำให้ท่านเป็นมรณสักขีองค์แรกเท่านั้น แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อหน้าชายคนหนึ่ง ที่มีชื่อว่าเซาโล ซึ่งพยานในเหตุการณ์ได้นำเสื้อคลุมมาวางไว้ที่เท้าของท่าน (กจ 7:57) เซาโลซึ่งจะพบกับพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ บนเส้นทางไปสู่เมืองดามัสกัส และได้กลายเป็นอัครสาวกผู้ยิ่งใหญ่ของคนต่างศาสนา ต่อมาภายหลังเปาโลเองได้เล่าว่า ท่านเองได้ประกาศต่อพระเยซูเจ้าว่า “เมื่อสเทเฟนพยานของพระองค์หลั่งโลหิต ข้าพเจ้าก็อยู่ที่นั้นด้วย เห็นชอบกับผู้ที่ฆ่าเขา และเฝ้าเสื้อคลุมของคนเหล่านั้น ” (กจ 22:20)....ข้าแต่นักบุญสเทเฟน โปรดช่วยข้าพเจ้าคนบาปด้วยเทอญ.

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)

view