การภาวนา2


รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสาม ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371


การภาวนา2

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2557

บทภาวนาที่ชื่อว่า “บทข้าแต่พระบิดา” เป็นบทภานาที่พระเยซูเจ้าได้ให้แก่สานุศิษย์ที่ได้เข้ามาขอให้พระองค์สอนการภาวนา พระเยซูเจ้าไม่เคยสอนบทภาวนาบทอื่นนอกจากบทนี้ บทภาวนาบทนี้จึงเป็นคำสอนที่ออกมาจากองค์พระเจ้าเอง ไม่ต้องมีใครรับรองอีกเพราะพระเจ้าเป็นผู้สอนเอง ต่างจากบทภาวนาบทอื่นๆ เช่น บทวันทามารี มีที่มาจากบทภาวนาของอัครเทวดากาเบรียล และในแต่ละประโยค“ท่านมีบุญกว่าหญิงใดๆ และพระเยซูโอรสของท่านทรงบุญยิ่งนัก”มาจากนักบุญเอลีซาเบธ “สันตะมารีมารดาพระเจ้า โปรดภาวนาเพื่อลูกทั้งหลายผู้เป็นคนบาปบัดนี้และเมื่อจะตาย อาแมน” มาจากพระศาสนจักรแต่งเสริมให้ ภาพของพระบิดาคือหัวใจของความรัก เป็นสายตาพ่อที่รักลูกมากและโดยเฉพาะเป็นพระบิดาที่ไม่มีบาป ดังนั้นจึงมีแต่ความรักความอ่อนโยนที่ไม่มีวันจะหน้าตาบูดบึ้งเมื่อเห็นลูกทำบาป แต่เพราะความบาปของเราที่ทำ จึงมีจินตนาการให้พระเป็นเจ้ากลายเป็นพระบิดาที่ดูดุร้าย ในสายตาของพระเจ้าเรามนุษย์เป็นเด็กเสมอที่พระเจ้าไม่เคยถือโทษเวลาที่เราทำผิด ขอเพียงอย่างเดียวคืออย่าวิ่งหนีไปจากพระองค์ แล้วพระองค์จะพาพวกลูกๆ ของพระองค์กลับบ้านจนได้ พระเป็นเจ้าไม่มีเพศ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นบิดาก็เพื่อสื่อถึงการเป็นผู้นำ ไม่มีจิตรกรคนใดในโลกที่จะสามารถวาดภาพให้เหมือนพระองค์ได้ ภาพของพระบิดาที่จิตรกรวาดให้เป็นคนชราที่บางครั้งก็หน้าตาดุ น่าเกรงขามก็เพียงต้องการให้เห็นแตกต่างจากพระบุตร บรรดานักบุญที่เคยได้รับการประจักษ์ของพระเยซู ก็มักจะเศร้าใจเมื่อเห็นภาพวาดที่จิตรกรวาดไม่ได้แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งของพระองค์จริงๆ

บทข้าแต่พระบิดา” บทนี้ได้เปลี่ยนความคิด ความเชื่อ ที่ว่ามนุษย์อยู่ภายใต้อิทธิพลของพระเจ้าเมื่อทำผิดต้องลงนรก ถูกลงโทษ เปลี่ยนมาเป็นมนุษย์นั้นคือลูกของพระเจ้า และพระเยซูเจ้าที่ต้องถูกตรึงกางเขนส่วนหนึ่งก็เพราะพระองค์อ้างว่าตนเองเป็นบุตรของพระเจ้า ซึ่งชาวยิวรับไม่ได้แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ บทภาวนานี้ไม่ได้ยืนยันอะไรอื่นนอกจากว่ามนุษย์เป็นลูกของพระเจ้า บทภาวนานี้จึงมีความหมายและสำคัญมาก หากเราตั้งใจสวดภาวนาบทนี้ให้ดีพระพรย่อมหลั่งลงมาอย่างล้นเหลือ บทภาวนานี้ไม่ต้องลงท้ายว่าอาแมน เพราะพระเยซูเจ้าเป็นผู้ตรัสเองเราจึงไม่ต้องกล่าวอาแมนที่แปลว่าขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด เพราะเป็นพระเจ้าเองตรัสจึงเป็นสิ่งที่ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ให้เราพิจารณาในรายละเอียดของบทภาวนาบทนี้ เริ่มจาก ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย” คำว่า ”ข้าแต่” คือการเรียกผู้ที่เราเคารพ และในการสวดภาวนาส่วนตัวนี้เราควรเปลี่ยนคำเรียก”พระบิดา” เป็น พ่อหรือคำอื่นๆ ที่เราใช้เรียกคนที่เป็นพ่อของเราในชีวิตจริงๆ เพื่อให้เป็นการภาวนาอย่างเข้มข้นและถูกต้อง เราทุกคนต่างมีกายและวิญญาณอยู่คู่กัน กายเราอาจคล้ายพ่อแม่ของเราแต่วิญญาณของเรานั้นจะเหมือนใครไม่ได้นอกจากพระเป็นเจ้าผู้ให้ชีวิตเรา ตัวตนของเราจึงเป็นเราโดยที่ไม่เปลี่ยนไป แม้ว่าเราจะมีร่างกายที่เปลี่ยนไปตามวันและเวลา แต่วิญญาณของเรายังคงอยู่เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนและไม่มีวันตายเพราะวิญญาณของเราเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า วิญญาณของเรากำเนิดมาจากพระองค์เราจึงสามารถเรียกพระเป็นเจ้าเป็น”พ่อ”ของเราได้อย่างสนิทปากสนิทใจ คำว่าพ่อในบทภาวนาบทนี้ไม่ได้มาจากมนุษย์แต่เป็นพระเจ้าเองที่สอนให้เราเรียกพระองค์เป็น”พ่อ” ข้าแต่พ่อของลูกทั้งหลาย” คำว่าลูกทั้งหลายเปลี่ยนความคิดของเราอีกครั้ง เพราะพระองค์ใช้คำว่า”ทั้งหลาย” นั่นย่อมแสดงถึงความเป็นพ่อของทุกคนไม่ใช่เราแค่คนเดียว เราต้องมองใหม่ว่าคนที่อยู่รอบข้างเราเป็นลูกของพระเจ้าและเป็นพี่น้องของเรา จุดนี้เองที่เราต้องต่อสู้กับจิตชั่วที่ทำให้เรามักจะมองว่าตัวเราดีกว่าคนอื่น อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนเราทะเลาะและแตกแยกกัน พ่อแม่ที่มีลูกหลายคนย่อมรู้ดีว่าไม่มีอะไรจะทำให้ตนมีความสุขใจเท่ากับการที่เห็นลูกๆของตนรักใคร่ปรองดองกัน ในทางตรงกันข้ามพ่อแม่ย่อมทุกข์ใจยิ่งนักหากเห็นลูกๆของตนทะเลาะและทำร้ายกัน หลายครั้งพวกเราพลาดที่เอาตัวเองไปเทียบกับผู้อื่น เช่นเดียวกับฟาริสีที่อธิษฐานภาวนาในวิหารเปรียบเทียบตนเองกับคนเก็บภาษีว่าขออย่าให้ตนเป็นคนบาปอย่างคนเก็บภาษีนั้นเลย เราเองก็เช่นกันหลายครั้งเราทำความดีอย่างฟาริสีที่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างเคร่งครัด แต่เราก็พลาดที่เอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่นที่เราคิดว่าไม่ดีเหมือนเราทั้งที่จริงแล้ว เราทั้งหลายต่างก็มีจุดกำเนิดมาจากที่เดียวกัน วิญญาณของเราทุกคนต่างก็มีพระเป็นเจ้าเป็นแหล่งกำเนิดเหมือนกัน เวลาที่เราเห็นหน้าใครแล้วรู้สึกไม่ชอบหน้าเขา นั่นก็เพราะผี(จิตชั่ว)ยุแหย่นั่นเอง เพราะหากคิดให้ดีก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ชอบหน้าอีกฝ่าย ความรู้สึกนี้ไม่ได้มาจากพระแต่มาจากผี ดังนั้นเวลาที่เราสวดภาวนาจึงควรสวดให้คนที่เราไม่ชอบเป็นการนำพระสู้กับผี เราทุกคนเป็นพี่น้องกันไม่ว่าจะศาสนาใด มุมมองของคริสตชนกับเรื่องการเมืองจึงต้องมองแยกจากความชั่วกับคนชั่ว เราเกลียดความชั่วแต่อย่าเกลียดคนชั่ว ความชั่วคือจิตชั่วที่ต้องหาที่ที่มันจะไปสิงอยู่โดยเฉพาะคนที่มีจิตใจที่อ่อนแอ ดังนั้นหากเราเกลียดใครก็ยิ่งต้องสวดภาวนาให้เขามากๆ การที่เราสวดภาวนาให้เขาได้ก็เป็นการยกระดับจิตใจของเขาและจิตใจของเราด้วยเป็นการทำลายจิตชั่วอย่างแท้จริง ทำให้เราเข้าใกล้พระเยซูเจ้าได้มากขึ้น หากเรายังไม่เข้มแข็งพอก็จงสวดภาวนาขอพลังจากพระเจ้า พระองค์สถิตในสวรรค์ บ่งบอกถึงบ้านแท้ของเรานั้นมาจากสวรรค์และเราจะต้องกลับบ้านสวรรค์ให้ได้ จะมีประโยชน์อะไรหากร่ำรวยมากมายแต่ตายไปต้องตกนรก คำอ้างว่าในนรกมีเพื่อนเยอะนั้นไม่จริง นรกนั้นมีเพียงแค่ไฟเผาผลาญที่ไม่มีวันดับเป็นความทุกข์ทรมาณที่ไม่รู้จบ มีผู้ที่เคยเห็นวิญญาณที่พ้นไฟชำระแล้วเคยบอกเล่าว่าวิญญาณนั้นช่างสวยงามเปี่ยมไปด้วยแสงรัศมีเรืองรองของพระเป็นเจ้า พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ” การถวายสักการะคือการที่เราถวายตัวเราหรืองานของเราแด่พระ ซึ่งตัวเราหรือทุกสิ่งที่เราถวายก็ย่อมมาจากพระเป็นเจ้าเอง คำว่าสักการะคือการไหว้ด้วยการมอบชีวิตทั้งครบแด่พระเจ้า อย่ามีอะไรที่เราไม่มอบให้พระเจ้า แม้กระทั่งความบาปของเราก็จงมอบแด่พระองค์ด้วย

คำถาม-คำตอบ
ทำอย่างไรจึงจะไม่นินทา? การนินทาและการพูดถึงนั้นคล้ายกันแต่แตกต่างกัน การนินทาคือการที่เราพูดถึงข้อไม่ดีของเขาด้วยความสนุกสนานหรือด้วยความสะใจ แต่การพูดถึงนั้น เราอาจพูดถึงทั้งด้านที่ไม่ดีและดีของเขาและหากเราพูดถึงด้านไม่ดีของเขาแล้วจบด้วยการที่เราบอกว่าช่วยกันสวดให้เขากันเถอะ นั่นก็ไม่ใช่การนินทาแต่เป็นการหาทางช่วยเขา การนินทาเกิดจากการที่เราไม่พอใจและเอาตัวเองเป็นมาตรฐาน วิธีแก้การนินทาคือการสวดให้เขาซึ่งช่วยให้ผีของทั้งของเราและของเขาอ่อนแรงลง

คำว่าท่านกำลังทำงานของพระ กับท่านกำลังทำงานของท่านเพื่อพระต่างกันอย่างไร? การไปเยี่ยมคนป่วย การไปประกาศข่าวดี คือการทำงานของพระ เพราะเยซูเจ้าได้สอนเราให้ทำกิจการเหล่านี้ ส่วนคำว่าท่านกำลังทำงานของท่านเพื่อพระ คือการที่เราทำงานของเราและนำเงินไปบริจาคทำบุญ ทั้งสองคำนี้ล้วนแต่เป็นกิจการที่ดีทั้งนั้น แต่ปัญหามักจะอยู่ที่ว่าเวลาที่เราทำกิจการเหล่านี้เราไม่ได้ทำร่วมกับพระ เราทำด้วยตัวของเราเอง เราจึงรู้สึกว่าหนัก เหนื่อยและท้อแท้แม้จะทำกิจการที่ดี การสวดภาวนามอบกิจการของเราแด่พระเป็นการเชิญพระเข้ามาร่วมทำงานกับเราและเราจะไม่รู้สึกหนักและเหนื่อย เหมือนเราทำอยู่คนเดียวอีก

มีการแบ่งจิตดีกับจิตชั่วอย่างไร? หากแบ่งหยาบๆ คือจิตที่คิดดีกับจิตที่คิดชั่ว จิตดีคือจิตที่นำให้เราช่วยเหลือคิดดีต่อผู้อื่น โน้มนำเราให้ภาวนาต่อพระเจ้าอย่างดี ส่วนจิตชั่วนั้นเป็นอะไรที่ตรงกันข้าม เป็นจิตที่ทำให้เรานึกถึงแต่ตัวเอง เห็นแก่ตัว จิตที่ทำให้เราเบื่อหน่ายในการสวดภาวนา จิตที่ขัดขวางไม่ให้เราภาวนา เราทุกคนมีจิตสองอย่างนี้ในตนเองแล้วแต่ว่าจิตไหนมีพลังมากกว่ากัน ต้องสู้กัน ถ้าไม่สู้เราก็ไม่มีทางที่จะชนะ เราต้องเอาพระเข้าสู้อย่าเอาตัวเราเข้าสู้ จิตต่อสู้กับจิตได้ ความคิดในด้านที่ไม่ดีนั้นไม่ใช่ตัวของเรา ดังนั้นจึงอย่าตัดสินลงโทษตัวเองเมื่อมีความคิดที่ไม่ดีเข้ามาในใจของเรา แต่ให้เราตอบโต้จิตชั่วด้วยจิตดีที่มีในตัวเรา กระบวนการตระหนักรู้คือเราต้องแยกให้ออกว่าเรามีสองความคิดในตัวเอง และเราจะใช้อะไรในการต่อสู้ ถ้าเรามีความศรัทธาน้อย ปรีชาญาณในการแยกแยะจิตดี-จิตชั่วก็จะน้อยและแยกไม่ออก การแยกให้ออกคือการที่เรามีจิตที่นิ่ง วิธีการก็คือการสวดภาวนาที่ดี สวดช้าๆ เน้นคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ สิ่งนี้ต้องระวังบางคนสวดภาวนาได้เยอะแต่จิตก็ยังขุ่นมัว หากเราสามารถสวดภาวนาดีๆ ช้าๆ จิตก็จะเริ่มตกตะกอน และนิ่งทำให้เราเห็นทั้งในสิ่งที่ดีและไม่ดีในตัวของเรา และยิ่งถ้าเราได้อ่านและศึกษาพระคัมภีร์ ติดตามอัพเดทคำสอนให้ทันสมัยและเจริญเติบโตไม่ล้าหลังอยู่เสมอ เราก็จะสามารถแยกแยะได้ชัดเจนว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี อะไรไม่ดี แยกแยะจิตดีและจิตไม่ดีในตัวเราได้ชัดเจนขึ้น ทำให้เราสามารถกำจัดสิ่งที่ไม่ดีได้ถูกต้อง ซึ่งกระบวนการ วิธีการเหล่านี้จะช่วยเราได้จริง