วันอังคารที่ 9 กรกฏาคม 2019 สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

 

มือที่สวยงาม...ปรนนิบัติรับใช้

เท้าที่สง่างาม...นำข่าวดีไปประกาศ

ใจที่งามผุดผ่อง...ใจที่ถ่อมสุภาพ

ปากที่ทรงพลัง....ปากที่พูดพระวจนะ

 

บทอ่านประจำวันอังคารที่ 9 กรกฏาคม 2019

สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

https://youtu.be/rCzWLyXiQJ0

 

https://youtu.be/JXC_XpKpPFE

 

พระเจ้าทรงเลี้ยงดู

http://youtu.be/J_xQItcP4zA

 

 

 

วันอังคารที่ 9 กรกฏาคม 2019

สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

อ่าน :

ปฐก 32:23-33

มธ 9:32-37

 

ความเมตตา สงสารของพระเยซูเจ้า 

แสดงออกในการให้ความช่วยเหลือ 

ต้อนรับทุกคนที่เข้ามาหา 

เป็นต้น คนที่เหน็ดเหนื่อย

ท้อแท้ หมดหวังกับชีวิต

 

ความเมตตา สงสารของยาโคบ 

ในการต้อนรับชายหนุ่มที่เดินทางผ่านมา

ที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหา แต่ความหนักแน่น

มั่นคงในความเชื่อของยาโคบ ช่วยให้ท่าน

เอาชนะ ความท้าทาย กลับกลายเป็นผู้ได้รับพระพร

 

หมายเหตุ..

ความเมตตา..พาให้สังคมน่าอยู่

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2019

สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ข้าวที่จะเก็บเกี่ยวมีมาก แต่คนงานมีน้อย...” (มธ 9:32-38)

 

จงวอนขอเจ้าของนา

ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวข้าวของพระองค์เถิด

 

และใครเล่าจะเป็นคนงานในท้องนาของพระเจ้า

ท่ามกลางสังคมที่ต้องการการเยียวยารักษาเช่นนี้

 

ทำไมไม่เป็นฉันล่ะ

พระเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงส่งลูกไปเถิด

เพื่องานมากมายของพระองค์

ที่ต้องการผู้มีน้ำใจดี...

 

________________

 

“ข้าวที่จะเก็บเกี่ยวมีมาก แต่คนงานมีน้อย...จงวอนขอเจ้าของนาให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวข้าวของพระองค์เถิด”... พี่น้องที่รักครับ พระวาจาตอนนี้ ที่ผมนำมาไตร่ตรองวันนี้ อาจจะเป็นพระวาจาตอนที่ผมเอง และพี่น้องหลายๆ คนมองว่า เป็นเรื่องราวของกระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์ นักบวช แต่เราอาจจะลืมไปเลยว่า เราแต่ละคน โดยอาศัยศีลล้างบาป เราก็เป็นสงฆ์ร่วมกับพระคริสตเจ้าด้วย

 

ความรู้สึกประทับใจในพระวาจาวันนี้ ก่อนที่พระเยซูเจ้าจะกล่าวพระวาจาตอนที่ผมเลือกมาไตร่ตรองนี้ กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตสงฆ์ของผมมากขึ้น นั่นคือความรู้สึกของพระเยซูเจ้าเมื่อทรงรักษาคนมากมาย คนตาบอด คนใบ้ คนถูกผีสิง (สิ่งที่เราอาจจะไม่ได้อ่านในตอนก่อนหน้านี้ แต่ข้ามมาถึงพระวาจาของวันนี้ ที่เราเห็นเพียงเรื่องราวของคนผีสิงเท่านั้น แต่พระวรสารโดยนักบุญมัทธิวบันทึกว่า พระองค์ทรงรักษาโรคภัยทุกชนิดของประชาชน และประโยคที่อ่อนหวาน อ่อนโยนเหลือเกินคือ “เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชน ก็ทรงสงสาร เพราะเขาเหล่านั้นเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้ประดุจฝูงแกะที่ไม่มีคนเลี้ยง”

 

เพราะพวกเขาเหน็ดเหนื่อยและท้อแท้... สิ่งนี้ครับ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในบรรยากาศชีวิตของผู้อภิบาลอย่างผม เมื่อได้เคยมีโอกาสเยี่ยมอภิบาล และใช้ชีวิตอยู่กับสัตบุรุษมาบ้างในอดีต ผมรู้สึกสงสารและเป็นห่วงบรรดาสัตบุรุษที่พวกเขารู้สึกท้อแท้บ้างเหมือนกันในบรรยากาศของโลกเราวันนี้ เศรษฐกิจที่ไม่ต่อรื่นไหลเช่นวันนี้ และหลายๆ คนก็หมดกำลังใจที่จะมาวัด หมดกำลังใจที่จะสวดภาวนา เพราะมองไม่เห็นหนทางออกของชีวิต

 

พระเยซูเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นความรู้สึกเหล่านั้นของประชาชน และพระองค์ รู้สึกสงสารพวกเขา... พี่น้องที่รักครับ พระวาจาตอนนี้ หากพี่น้องยังไม่ลืมภาพของพระวาจาในอาทิตย์ที่ผ่านไปที่นักบุญลูกาได้พูดถึง เราจะเห็นว่า นี่เป็นพระวาจาที่สอดคล้องกัน ซึ่งภายหลัง เราจะเห็นภาพนี้ชัดเจนกว่านี้อีก นั่นคือภาพของกระแสเรียกของคริสตชนท่ามกลางชาวโลก และนี่ไม่ใช่กระแสเรียกของบรรดาพระสงฆ์ นักบวชเท่านั้น แต่เป็นกระแสเรียกของเราคริสตชนโดยพื้นฐาน บรรดาพระสงฆ์นักบวชอาจจะถูกเรียกร้องให้ตระหนักในสิ่งนี้เป็นพิเศษ แต่แท้จริงแล้ว สิ่งนี้ เป็นกระแสเรียกพื้นฐานของของคริสตชนเราท่ามกลางโลกอยู่แล้ว 

 

โลกที่อยู่ในความสับสน อยู่ในความน่าสงสาร และคริสตชนเองก็เป็นส่วนหนึ่งในบรรยากาศเช่นนี้ด้วย... สิ่งที่พระวาจาของพระเจ้านำหัวใจของผมไตร่ตรอง ซึ่งผมแบ่งปันกับพี่น้องในเช้าวันนี้ สิ่งนั้นคือความรู้สึกของพระเยซูเจ้าที่แสนอ่อนหวานและอ่อนโยนตอนนี้เอง... พระองค์ทรงรู้สึกสงสารประชาชนครับ เราเองล่ะ เราเคยรู้สึกสงสารกันและกันบ้างไหม...

 

สองสิ่งที่เกิดขึ้นในความรู้สึกของผมเมื่ออ่านพระวาจาตอนที่ผมได้เลือกมาแบ่งปันกับพี่น้องนี้ “ข้าวที่จะเก็บเกี่ยวมีมาก แต่คนงานมีน้อย จงวอนขอเจ้าของนาให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวข้าวของพระองค์เถิด”... คือสิ่งที่ผมต้องถามตนเองก่อนเลยว่า ผมจะขอคนงานเพิ่มเติมจากพระเจ้าได้อย่างไร ผมลืมไปแล้วหรือว่า ตัวผมเองนี่แหละ ที่เป็นคนงานของพระเจ้าในท้องนาของพระองค์... ผมทำหน้าที่ของผมอย่างไร ผมขี้เกียจบ้างหรือเปล่า หรือผมคอรัปชั่นพระพรของพระเจ้าในมือผมบ้างหรือเปล่า ผมทำงานของพระเจ้าอย่างดีมากพอแล้วหรือยัง ความไม่ขยันของผม ทำให้ผมเฝ้าแต่จะวอนขอพระเจ้าให้ส่งคนงานมาทำงานเพิ่มเติมเท่านั้นหรือ นี่คือสิ่งแรกที่ผมรู้สึกในเช้าวันนี้ และสิ่งที่สองที่ตามมาคือ การภาวนาวอนขอกระแสเรียกแห่งการเป็นคนงานของพระองค์ท่ามกลางโลกที่น่าสงสารนี้ ทำไมไม่เป็นฉันล่ะ ทำไมไม่เป็นสิ่งที่ฉันวอนขอพระองค์ “พระเจ้าข้า ส่งลูกไปเถิด” ทำไมไม่เป็นฉัน...

 

เพราะแท้ที่จริงแล้ว ตัวเราแต่ละคนนั่นเอง ที่เราทุกคนมีกระแสเรียกในการถูกส่งออกไปในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก โรคภัยมากมาย ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายถึงโรคฝ่ายร่างกายเท่านั้น แต่คงหมายถึงฝ่ายจิตใจด้วย สภาพสังคมที่ต้องปากกัดตีนถีบ สังคมที่ต้องมีการแข่งขัน ทำให้เกิดความแกร่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่รู้จักพอเพียง จนทำให้เกิดความทุกข์ยากมากมายในโลก การถูกเบียดเบียน ความไม่ยุติธรรม การเอารัดเอาเปรียบกันในสังคม

 

พี่น้องที่รักครับ แท้จริงแล้ว เราคริสตชนนี่แหละ ที่พระเจ้าทรงส่งเรามาให้อยู่ในโลก เพื่อเป็นพระคริสตเจ้าอีกองค์หนึ่ง คือการเป็นคริสตชนแบบพระคริสตเจ้า เป็นศิษย์พระเยซูครับ เมื่อพระอาจารย์ทรงมีพระทัยสงสารประชาชนเช่นนี้ เราที่เป็นศิษย์ของพระองค์ เราเคยรู้สึกสงสารกันบ้างไหม... ดังนั้น ก่อนที่จะภาวนาขอพระองค์ส่งคนงานมาเพิ่มเติมในที่นาของพระองค์ สิ่งที่ทั้งผมและพี่น้องต้องไตร่ตรองก่อนคือ... ฉันทำงานของพระเจ้าที่ฉันได้รับมอบหมายนั้นอย่างสุดกำลังแล้วหรือยัง... หากฉันกำลังไม่ขยัน ฉันกำลังหลงไป ฉันกำลังคอรัปชั่นพระพรของพระเจ้าอยู่ พี่น้องครับ ต่อให้มีคนงานมากขึ้นก็เถอะ เราจะไม่พากันคอรัปชั่นกันมากกว่านี้หรือครับ... ดังนั้น พันธกิจนี้ จึงต้องเป็นสิ่งที่เริ่มจากตัวเราแต่ละคนก่อน ไตร่ตรองถึงบทบาทของเราแต่ละคนท่ามกลางโลกจริงๆ ก่อนเถิด แล้วเราจะเห็นว่า เราเองก็ยังทำอะไรได้อีกเยอะ เพื่อพระราชัยของพระเจ้าจะอยู่ท่ามกลางเราและเพื่อนพี่น้องของเรา

 

พี่น้องที่รักครับ ผมเอง หลายปีแล้ว ที่ผมทำหน้าที่ผู้ให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ อันเป็นงานสืบเนื่องมาจากการอบรมของศูนย์บรรเทาใจของสมาคมคาทอลิก ที่ผมได้รับการอบรมมานานเป็นสิบปีแล้วกระมัง ผมทำงานนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะบวชเป็นพระสงฆ์ด้วยซ้ำไป และหลายครั้ง ผมยอมรับว่า ผมเหนื่อยครับ เหนื่อยกับการคุยโทรศัพท์จริงๆ แต่ทว่า นี่คืองานรับใช้ ที่ผมกำลังทำอยู่ไม่ใช่หรือ... เมื่อวานนี้เอง มีคนโทรเข้ามาหาผม ผมยอมรับนะครับ ว่าความเหนื่อยยากของผมในวันเหล่านี้ ผมอยากจะปฏิเสธครับ ผมไม่ไหวแล้วครับ ผมกลัวว่าผมจะมีเวลาไม่พอในการทำงานนี้ และผมกลัวว่าผมจะทิ้งเขาไปกลางครันครับ ผมเกือบจะปฏิเสธไปแล้วครับ... แต่ไม่ทราบ มีอะไรผลักดันอยู่ในใจ... ที่ทำให้ผมบอกตนเองว่า “ลองดู ลองอีกสักหน่อยเถอะ” และผมก็รับเคสนี้เข้ามาในชีวิตผู้อภิบาลของผมอีกจนได้... และมาถึงพระวาจาเช้าวันนี้นั่นแหละครับ... เป็นคำตอบของผมจริงๆ “สงสารเขาบ้างไหม...” เมื่อพระเยซูเจ้าทรงสงสารประชาชน แล้วผมล่ะ ใยจะไม่ลองทำอะไรสักอย่างหรือ... เหนื่อยหรือ... นั่นมันเหตุผลหรือ... เมื่อพระเยซูเจ้าไม่ทรงเหนื่อยกับผมเลย ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ ครับ สำหรับคำตอบทรงพลังจากพระวาจาของพระองค์

 

เขียนบทไตร่ตรองที่วันนี้ยาวไปหน่อยแล้ว มาถึงตรงนี้ ผมอยากขอโทษครับพี่น้อง อยากขอโทษพระเจ้า อยากขอโทษพี่น้องด้วย เพราะเหตุผลหนึ่งที่ผมเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ ที่แม้ผมจะให้เหตุผลเรื่องของสัญญาณนั้น แต่เวลานี้ ผมกำลังรู้สึกว่า แท้จริงแล้ว ผมหนีภาระงาน หน้าที่นี้หรือเปล่า... ผมสารภาพกับพี่น้องจริงๆ ผมอยากขอโทษจริงๆ ใช่ครับ ผมเหนื่อยกับการใช้โทรศัพท์ และผมกำลังหนีครับ... พระวาจาวันนี้ทำให้ผมต้องคิดใหม่ครับ หากผมเป็นคนงานของพระเจ้าเช่นนี้ คงใช้ไม่ได้แน่ๆ พระเจ้าข้า ลูกขอโทษพระองค์ ที่ผมกำลังคอรัปชั่นพระพรของพระองค์ ขโมยเวลาของพระองค์ และบางครั้งเป็นคนงานที่ไม่ขยันเลย...

 

ข้าแต่พระเจ้า ขอลูกเป็นคนงานของพระองค์ ในที่นาของพระองค์อย่างสัตย์ซื่อที่สุดก่อนเถิด ขอให้ลูกทำหน้าที่ของลูกอย่างสุดกำลังความสามารถก่อนเถิด ส่วนการประทานคนงานเพิ่มเติมนั้น คือพระเมตตาของพระองค์ ลูกรู้ว่า พระองค์ทรงเป็นผู้บริหารที่เชี่ยวชาญช่ำชอง พระองค์รู้ว่า ควรใช้คนงานเท่าไรในงานของพระองค์ แต่สิ่งแรกที่ลูกขอพระองค์คือ ขออย่าให้ลูกเป็นคนงานที่ขี้เกียจ และคอรัปชั่นพระหรรษทานของพระองค์เลย.

 

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันอังคาร์ที่ 9 กรกฏาคม 19 สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน ปฐก 32:23-33 / มธ 9:32-38

เมื่อพระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า “เราเป็นนายชุมพาบาลที่ดี (ยน 10:11) “ พระองค์ทรงหมายถึงอะไร? คำว่า “เราเป็น”แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะพิเศษของพระองค์ พร้อมทั้งความเป็นพระเจ้า และจุดประสงค์ที่พระองค์ได้เสด็จมาในโลกนี้ หลังจากการประกาศว่า “เราเป็นประตู”(ยน 10:7) พระองค์ก็ประกาศทันทีว่า “เราเป็นนายชุมพาบาลที่ดี” ไม่เพียงแต่ประกาศว่า “เป็นนายชุมพาบาล” แต่ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า “เป็นนายชุมพาบาลที่ดี” คนอื่นอาจจะเป็น “นายชุมพาบาลที่ดี” เช่นกัน แต่การเป็นนายนายชุมพาบาลที่ดีของพระองค์นั้นมีลักษณะพิเศษ (สดด 23, ศคย 13:17,ฮบ 13:20 , 1ปต 2:25, 1ปต 5:4) และแตกต่างจาก”เป็นนายชุมพาบาลที่ดี” คนอื่น ศัพท์ภาษากรีก “kalos) ที่แปลว่า “good” ในภาษาอังกฤษ และ”ดี”ในภาษาไทยนั้น หมายถึง “มีสกุล” “ดี” หรือ “งดงาม” แตกต่างจากคำว่า “ชั่วร้าย” “สกปรก” หรือ “ไม่น่ารัก”

ไม่ใช่เป็นเพียงลักษณะที่ดูดีแต่ภายนอก แต่ต้องเป็นแรงดึงดูดภายในใจด้วย  ถ้าพระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า “เราเป็นนายชุมพาบาลที่ดี” จึงมีความหมายถึง”ความดีภายใน  ความชอบธรรม และความงดงามของพระองค์ เมื่อพระองค์เป็นนายชุมพาบาลที่ดี จึงเป็นผู้ที่พร้อมจะปกป้อง นำทาง และเลี้ยงดูฝูงแกะของพระองค์ แม้แต่การยอมสละชีวิต และยอมตายบนไม้กางเขน เพื่อเราทุกคนที่เป็นลูกแกะของพระองค์

ก่อนอื่น  จุดประสงค์ของการเป็นนายชุมพาบาลในสมัยพระเยซูเจ้านั้น เพื่อปกป้องลูกแกะที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และเป็นที่พึ่งพาของลูกแกะเมื่อมีอันตรายมาถึง การที่เฝ้าระวังลูกแกะอย่างไม่ละสายตา ขณะที่ลูกแกะกำลังเล็มหญ้า ทำให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อลูกแกะ ภาวะของกระแสน้ำในลำธารที่เชี่ยวกราก โจรที่คอยลักขโมยลูกแกะเมื่อนายชุมพาบาลเผลอ  หรือฝูงสุนัขป่าที่พร้อมจะเข้าโจมตีลูกแกะ ทำให้นายชุมพาบาลต้องทำหน้าที่ในฐานะผู้ปกป้องตลอดเวลา กษัตริย์ดาวิด เมื่อเป็นเด็ก ก็เคยทำหน้าที่เป็นนายชุมพาบาล ก็เคยฆ่าสิงโตและหมี เมื่อรับหน้าที่เป็นนายชุมพาบาลของฝูงแกะของบิดา (1ซมอ 17:36)...เมื่อเรียนรู้ถึงการเป็นนายชุมพาบาลที่ดีของพระเยซูเจ้า ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)