วันพุธที่ 10 กรกฏาคม 2019

 

ไม่มีทางใดๆ ที่ยากเกินไป...

เมื่อพระเจ้าทรงร่วมทางไปด้วย

 

บทอ่านประจำวันพุธที่ 10 กรกฏาคม 2019

สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

https://youtu.be/2XrYTI1rtHM

https://youtu.be/kSkMHobiqgo

 บทภาวนาเช้า

http://youtu.be/xgY2diCZsQc

 

วันพุธที่ 10 กรกฏาคม 2019

สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

อ่าน :

ปฐก 41:55-57 และ 42:5-7ก, 17–24ก

มธ 10:1-7

 

เพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ของสังคม

พระเยซูเจ้าทรงเลือกศิษย์บางคน พร้อมกับ 

เปลี่ยนชีวิตของพวกเขา  ประทานอำนาจให้เป็นคนกลาง

ในการทำให้พระประสงค์ของพระเจ้า สำเร็จไป

 

ปฐมกาลบอกเล่า เรื่องราวของโยเซฟ ผู้ทนทุกข์

ในการพลัดพรากจากครอบครัว ด้วยการกระทำของพี่น้อง

แต่เมื่อผ่านการทนทุกข์ โยเซฟ กลับกลาย

เป็นผู้นำความหวัง ความรอดพ้นจากภัยพิบัติ 

ให้กับครอบครัว

 

หมายเหตุ..

ไม่จำเป็นต้อง เสียดาย..

กับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต...

คิดดูแล้ว ถ้าเป็นเรื่องดี มันก็ดี

แต่ถ้ามันเป็นสิ่งเลวร้าย

อย่างน้อยมันก็กลายเป็นประสบการณ์ชีวิต

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม 2019

สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ประทานอำนาจให้...” (มธ 10:1-7)

 

อำนาจนั้นคือการทำหน้าที่

และหน้าที่ของผู้ได้รับเจิมนั้น

คือการมีอำนาจเหนือปีศาจและความชั่วร้ายต่าง

คริสตชนจะไม่เดินในทางของความชั่วร้าย

แต่จะเดินในทางของความชอบธรรม

 

นามคริสตชนนี้เตือนในฉันวันนี้

นานนี้คือนามของพระคริสตเจ้า

ผู้ทรงส่งฉันออกไปอยู่ท่ามกลางโลก

เพื่อทำให้โลกศักดิ์สิทธิ์บนหนทางของพระเจ้า

 

วันนี้ฉันเดินในทางของพระองค์หรือเปล่า...

 

________________

 

“อำนาจ” ที่พระเยซูเจ้าทรงประทานให้บรรดาศิษย์ คือสิทธิ์และหน้าที่สำคัญของการเป็นศิษย์ของพระคริสตเจ้า นั่นคือหน้าที่ของเราคริสตชนในโลกนี้ ที่เรามีอำนาจเหนือปีศาจและความชั่วร้ายต่างๆ แต่หนทางที่เราเดินไปจริงๆ นั้น วันนี้ สิ่งที่เราต้องไตร่ตรองเป็นพิเศษคือ เรายังเดินบนทางแห่งความชอบธรรมของพระเจ้าหรือเปล่า หรือฉันกำลังเดินไปบนหนทางของฉันที่ฉันอยากเดิน และมันก็กลับกลายเป็นหนทางที่ตรงกันข้ามกับทางของพระเจ้า และนั่นก็คือทางของความชั่วร้ายนั่นเอง... วันนี้ ฉันเดินบนหนทางใด...

 

อำนาจใจการรักษาโรคและความป่วยไข้ทุกชนิด... นี่ก็คืออำนาจ และสิทธิหน้าที่ของการเป็นคริสตชนอีกเช่นเดียวกัน คืออำนาจที่พระเยซูเจ้าทรงประทานให้บรรดาศิษย์ของพระองค์... ใช่ครับ เราอาจจะไม่ใช่หมอ และพระเยซูเจ้าก็ไม่ใช่หมอด้วยเช่นกัน แต่พระองค์เป็นมากกว่านั้นครับ คือพระองค์คือองค์ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า และหากเราจะมองดูกระแสเรียกของเราดีๆ แล้วนั้น พี่น้องที่รักครับ เราได้รับการเรียกเหมือนกันหมด ทั้งพระสงฆ์ ผู้ถวายตน พวกเราได้รับการเรียกที่เหมือนกันหมดบนพื้นฐานของการเป็นคริสตชน คือ “กระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์” ครับ เราถูกเรียกร้องให้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้ที่มีเมตตา เป็นผู้ดีอย่างสมบูรณ์อย่างที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ทรงเป็นดังนั้น

 

สิทธิอำนาจในการรักษาโรคร้ายต่างๆ ที่ในบริบทของพระวรสาร พวกเขาหมายถึงการเกิดมาในบาป แต่เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมา บาปและความชั่วร้าย ต้องยอมจำนนต่อพระองค์ โรคร้ายต่างๆ ที่พระองค์ทรงรักษา ให้ความหมายถึงบาปที่ได้รับการอภัยด้วย... พี่น้องที่รักครับ ในโลกเราวันนี้ มีโรคร้ายต่างๆ มากมายที่ต้องการการเยียวยารักษาจากพระเจ้า แต่วันนี้ พระองค์ทรงส่งเราไปในโลก ทรงประทานอำนาจให้กับบรรดาศิษย์ของพระองค์ ทรงประทานอำนาจเดียวกันนี้ให้กับเราคริสตชน เป็นดังสิทธิและหน้าที่ของเราจริงๆ เพราะเหมือนเราจะเกิดมาเพื่อการนี้ 

 

แม้ชีวิตของเราคริสตชนอาจจะต้องประสบความยากลำยาก อาจจะต้องถูกรังเกียจ และถูกขายไปเหมือนโยเซฟถูกขายไปที่ประเทศอียิปต์ (เทียบบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ ปฐก 41:55-57 และ 42:5-7ก, 17-24ก) แต่นั่นคือหนทางที่พระเจ้าทรงเตรียมเรา เพื่อให้เราเป็นข่าวดี เป็นความรัก ความเมตตา และความบรรเทาของทุกๆ คน

 

พี่น้องที่รักครับ นี่คืออำนาจของคริสตชนครับ อำนาจที่แม้จะอยู่ในความยากลำบากและการเบียดเบียน แต่เป็นอำนาจที่ไม่มีวันเสื่อมสูญที่พระเจ้าทรงมอบให้กับเราคริสตชน กล่าวสรุปๆ ในการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าในเช้าวันนี้ คือ อำนาจในการทำให้โลกนี้ศักดิ์สิทธ์ อำนาจนี้อาจจะไม่เหมือนกับอำนาจใดๆ ในโลก แต่มันคืออำนาจของพระเจ้าที่ประทานให้เรา เพื่อทำให้โลกนี้ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อรักษาโรคร้ายนานาชนิดของโลกนี้ ด้วยความรัก และความดีของพระเจ้า ที่ทรงประทานไว้ในชีวิตของเรา

 

วันนี้ในครอบครัวของเรา ในหมู่คณะนักบวชของเรา ในชุมชนคริสตชนของเรา โรคร้ายใดบ้างที่เราต้องเยียวยารักษาพี่น้องของเรา โลกของเรา... มีใครบ้างไหมที่กำลังหมดแรง หมดกำลังใจในชีวิต และเรารู้สึกสงสารพวกเขาบ้างไหม เหมือนกับที่พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกสงสารประชาชน มากกว่านั้น อะไรบ้างที่เราสามารถทำได้เพื่อพี่น้องของเราเหล่านี้บ้างหรือไม่ เราได้ทำแล้วหรือยัง...

 

หนักที่สุด คือ เหล่านั้น อาจจะเป็นความป่วยไข้ในครอบครัวของเรา ในสังคมของเรา ที่บางครั้ง อาจจะเป็นไปได้ ที่เราอาจจะต้องถามตนเองว่า... เป็นฉันเองหรือเปล่า ที่แทนที่จะเป็นผู้เยียวยารักษา แต่ฉันกลับเป็นสิ่งที่ไม่ต่างกับไวรัสร้ายที่ทำลายบั่นทอนพี่น้องของฉัน... พี่น้องที่รักครับ ถึงเวลาของความตระหนักใจนี้แล้วครับ ฉันถูกส่งออกไปในนามของพระเจ้า ส่งออกไปด้วยอำนาจสวรรค์ เพื่อเยียวยารักษาโรคร้ายของสังคมนี้ ฉันต้องไม่เป็นไวรัสทำร้ายพี่น้องของฉัน แต่มากกว่าการเป็นหมอนั้น ฉันคือความรักและความเมตตา ความบรรเทาใจจากสวรรค์ ที่ฉันต้องนำไปมอบให้เพื่อนพี่น้องของฉัน

 

เป็นไปได้ไหม ที่เวลานี้ มีใครบางคนในครอบครัวของฉัน ใครบางคนในหมู่คณะนักบวชของฉัน กำลังถูกทอดทิ้ง และกำลังได้รับเชื้อโรคร้ายจากโลกและสังคม และกำลังรอการเยียวยารักษาจากพระทัยรักของพระเจ้าที่ทรงบรรจุไว้ในดวงใจของเราคริสตชนแต่ละคน... หันไปมองกันและกันบ้างเถอะนะวันนี้ นี่แหละคืออำนาจหน้าที่ของคริสตชน ในการเยียวยารักษาเพื่อนพี่น้องของเราให้หลุดพ้นจากพันธนาการและความทุกข์ทรมานจากโรคร้ายนานาชนิด และนี่แหละคือหน้าที่ของเราคริสตชนครับ เราถูกส่งออกไปอยู่ท่ามกลางโลก และแม้เราจะถูกขายไปท่ามกลางความเบียดเบียนของพี่น้องของเราก็เถอะ แต่พระเจ้าทรงประทานอำนาจให้เรายิ่งใหญ่ในโลกที่เราถูกเรียกให้อยู่ดังคนแปลกหน้านี้ เรากลับกลายเป็นความช่วยเหลือสำหรับนานาชาติ เช่นเดียวกับชีวิตของโยเซฟ ที่แม้จะต้องลำยาก ถูกเบียดเบียน ถูกขายไปท่ามกลางความอิจฉาของพี่น้องของตนเอง แต่ความรักและการให้อภัย ความเมตตาอ่อนโยน ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าในชีวิตของเขานั้น คือความศักดิ์สิทธิ์ของเราคริสตชนด้วย ที่ต้องนำมาซึ่งความบรรเทาใจสำหรับคนทุกคน และทุกสิ่งสร้างในโลกนี้

 

ข้าแต่พระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากต่างๆ นานา ที่พระองค์ทรงนำลูกให้เผชิญ แท้จริงแล้ว นั่นคือหนทางที่พระองค์สอนให้ลูกเรียนรู้ เพื่อรักและเมตตา นำมาซึ่งการเยียวยารักษาโรคร้ายของสังคม... 

ขอพระองค์ทรงขจัดความไม่ดีต่างๆ ในชีวิตของลูก ความเจ็บแค้นเคืองโกรธ ขอทรงเปลี่ยนให้เป็นความรักและการให้อภัย เพื่อแม้ในความสิ้นหวัง การเบียดเบียนเหล่านั้น ลูกจะได้กลับเป็นเครื่องมือของพระองค์เพื่อสร้างสันติ...

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันพุธที่ 10 กรกฏาคม 19 สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน ปฐก 41:55-57 และ 42:5-7ก,17-24ก / มธ 10:1-7

คินเลย์ เชริ่งเกิดในดินแดนเล็กๆของประเทศภูฐาน บริเวณเทือกเขาหิมาลัย ภายใต้บรรยากาศของประเทศที่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ การกลับใจเพื่อความเชื่อในศาสนาอื่น ยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย คินเลย์ได้เดินทางไปประเทศอินเดีย จึงมีโอกาสได้ในโรงเรียนคาทอลิกที่เมืองดาร์จิลิง ได้พบกับพระสงฆ์คณะเยซูอิตที่เมืองบังกาโลร์และมุมไบเป็นประจำ จึงมีเวลาได้สัมผัสกับชีวิตพระสงฆ์เสมอ อย่างไรก็ตาม ครอบครัว การศึกษา และการใช้ชีวิต ทำให้เขาคิดว่าการเป็นฆราวาสน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เมื่อมีเสียงเรียกที่รุนแรงเกิดขึ้นในใจ จนทำให้เขารู้สึกสับสน ดังนั้น ดูเหมือนว่าการสวดขอพระเป็นเจ้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อเห็นเครื่องหมายของพระประสงค์ของพระองค์ ถ้าทรงต้องการให้เขาเป็นพระสงฆ์

ในปี 1970 เมื่อเขาได้พบกับคุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตา ได้เล่าเรื่องความสงสัย และการตัดสินใจเรื่องกระแสเรียกให้ท่านฟัง ท่านได้จับมือและได้พูดกับเขาว่า “ฉันไม่เคยพูดกับใครบ่อยนัก  แต่ฉันอยากจะพูดกับคุณว่า คุณมีกระแสเรียก อย่าลังเลใจที่จะแสดงน้ำใจดีต่อพระเป็นเจ้า และพระองค์จะแสดงน้ำใจดีต่อคุณเช่นกัน” 

อีกสิบปีต่อมา ภายหลังการอบรมและการเรียนจบ คิมเลย์ เชริ่งก็ได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์ จากการได้รับคำแนะนำจากนักบุญ ที่เปรียบเหมือนข้อพิสูจน์ของกระแสเรียกจากพระเป็นเจ้า ทำให้เขาสามารถพบกระแสเรียกของตนเองในที่สุด หลังจากที่ได้บวชเป็นพระสงฆ์แล้ว เขาได้ถือโอกาสไปเยี่ยมท่านที่เมืองกัลกัตตา เพื่อขอบคุณในความช่วยเหลือของท่าน เมื่อพบกัน ท่านได้พูดกับเขาว่า “ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ฉันสวดให้คุณพ่อทุกวัน”

พระเยซูเจ้าเองได้เลือกผู้ร่วมงานของพระองค์จำนวน 12 คน ที่เรียกว่า “อัครสาวก” เพื่อฝึกให้พวกเขาได้มีโอกาสทำงาน พระองค์ได้ส่งพวกเขาออกไป และตรัสว่า “จงไปประกาศว่า อาณาจักรสวรรค์ใกล้เข้ามาแล้ว” ท่านเองอย่าลืมที่จะให้คำแนะนำแก่บรรดาเยาวชน ให้มีความกล้าหาญ ในการตอบสนองกระแสเรียกของพระเป็นเจ้า และที่สำคัญ คือ การสวดภาวนาให้มีกระแสเรียกเพิ่มขึ้นในพระศาสนจักร.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)