วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฏาคม 2019

 

ทุกหนทางที่เราเดิน ..

ทุกการกระทำที่เราทำ ..

ถ้าเราทำด้วยความเชื่อ …

ถ้าเราเดินด้วยความเชื่อฟัง …

และถ้าเราให้ "พระเจ้า" ทรงนำย่างเท้าของเรา...

เราจะเดินในทางสว่าง...และอยู่บนทางแห่งพระพร

 

บทอ่านประจำวันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฏาคม 2019

ระลึกถึงนักบุญเบเนดิกต์ เจ้าอธิการ

https://youtu.be/s90Kjb-R_04

 

https://youtu.be/YqPyI6U_5jg

 

In His Time 

https://youtu.be/TD8h5NYw12o

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฏาคม 2019 

ระลึกถึงนักบุญเบเนดิกต์ เจ้าอธิการ

อ่าน :

ปฐก 44:18-21,23ข-29 และ 45:1-5

มธ 10:7-15

 

ในการเตรียมตัวเพื่อเข้าอาณาจักรสวรรค์นั้น 

พระเยซูเจ้าทรงกำชับบรรดาศิษย์ถึง

อำนาจที่พวกเขามี ได้รับมานั้น 

ก็เพื่อที่จะออกไปรับใช้ พร้อมกับให้

โดยไม่หวังส่ิงใดตอบแทน

 

ในการเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้านั้น

โยเซฟ สามารถให้อภัย พี่น้องที่ทำไม่ดีกับท่าน

ไม่ถือโทษ โกรธเคือง อาฆาต พยาบาท

ด้วยเพราะตระหนักว่า ทุกส่ิงเป็นแผนการณ์ของพระเจ้า

แม้เหตุการณ์จะเลวร้ายในสายตามนุษย์

แต่เมื่อเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า 

พระองค์จะทรงจัดการดูแล

 

ชีวิตภาวนา ที่เข้มข้น ใกล้ชิดพระของท่านนักบุญเบเนดิกต์

ได้ช่วยให้ท่านพร้อมที่จะต้อนรับ และนำสมาชิกทุกคน 

ให้เจริญชีวิตร่วมเป็นหนึ่งเดียว 

ในจิตตารมณ์แห่งความรัก เมตตา

 

หมายเหตุ..

การให้ที่ย่ิงใหญ่...

คือ การให้อภัยใครก็ตาม

ที่ทำผิดต่อเรา

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ พรหมภักดี)

 

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม 2019

สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

ระลึกถึงนักบุญเบเดดิกต์ เจ้าอธิการ

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“เพราะคนงานมีสิทธิ์ได้รับอาหารอยู่แล้ว” (มธ 10:7-15)

 

คนงานของพระเจ้า

คนงานแห่งพระราชัย 

พวกเขามีสวัสดิการและค่าตอบแทนแสนล้ำค่า

ยิ่งกว่าประกันสังคม

คือประกันแห่งชีวิตนิรันดร

 

คนงานแห่งพระราชัย

จึงไม่จำเป็นต้องกั๊กสิ่งใดไว้เพื่อตนเองเลย

แต่ชีวิตของเขา คือชีวิตที่พร้อมมอบให้ทุกคน

เป็นประดุจปังที่ถูกบิ

แต่จะเป็นปังที่ไม่เคยสิ้นสูญ...

 

วันนี้ ฉันทำงานของพระเจ้า

หรือฉันทำงานของฉันเพื่อพระเจ้า

หากฉันทำงานของพระเจ้า

ฉันจะไม่ต้องกลัวสิ่งใดๆ 

เพราะประกันชีวิตของฉัน

คือประกันแห่งความรอดพ้นในพระองค์

 

________________

 

หน้าที่ในการประกาศข่าวดี และการเจริญชีวิตเป็นข่าวดี คือกระแสเรียกแห่งการเป็นศิษย์ติดตามพระคริสตเจ้า และนั่นคือการประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า ที่ใกล้เข้ามาแล้ว เหมือนเป็นการลิ้มชิมรสของความสุขในอาณาจักรของพระเจ้าที่เริ่มแล้วตั้งแต่อยู่ในโลกนี้ นั่นคือชีวิตที่เป็นข่าวดีแก่กันและกัน และสิ่งนี้เอง ที่เมื่อวานนี้ ผมได้แบ่งปันการไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้าแด่พี่น้อง ว่าสิ่งนี้เป็นอำนาจและในขณะเดียวกัน เป็นสิทธิและหน้าที่ของคริสตชนอย่างแท้จริง ในการเป็นข่าวดี แม้ว่าชีวิตคริสตชนที่เดินมา อาจจะไม่ง่ายนัก แต่นั่นคือพระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้าครับ ที่พระองค์อาจจะทรงเลือกเรา และส่งเราไป เพื่อเป็นความรอดพ้นของประชากรทุกๆ คนของพระองค์ ดุจดังชีวิตของโยเซฟในบทอ่านที่หนึ่งในวันเหล่านี้ ที่สอนเราให้มองดูพระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้าด้วยความวางใจ มากกว่านั้นคือ ประสบการณ์ของเราแต่ละคนนั้น แท้จริงแล้ว ก็เพื่อเป็นผลแห่งพระพรและการประทับอยู่ของพระเจ้า เพื่อบรรเทาใจกันและกันในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนอย่างไม่เหมือนกัน

 

จงรักษาคนเจ็บ ปลุกคนตายให้กลับคืนชีพ รักษาคนโรคเรื้อนให้สะอาด ขับไล่ปีศาจให้ออกไป... สิ่งเหล่านี้คือความทุกข์ทรมานของโลก คือความยากลำบากในแต่ละชีวิตที่กำลังเผชิญ ชีวิตที่เป็นข่าวดีของเราคริสตชน ก็ใช่ว่าจะไม่พบสิ่งเหล่านี้เสียเมื่อไรเล่า... แต่อำนาจ สิทธิและหน้าที่พิเศษของเราคือ ไม่ใช่เพียงคนงานที่สมควรได้รับค่าจ้าง แต่คนงานของพระเจ้านั้น มีมากกว่าประกันสังคมครับ เขามีประกันถึงชีวิตนิรันดร คือสิ่งที่ไม่มีอะไรจะเอาชนะเขาได้เลย แม้ประตูนรกก็ไม่มีวันชนะลูกของพระเจ้าได้ เว้นแต่ลูกของพระเจ้าอาจจะไม่อยากเป็นลูกของพระองค์แล้ว และเจริญชีวิตนอกลู่นอกทางของพระองค์เท่านั้นเอง...

 

และอะไรที่เราจะเป็นข่าวดีได้สำหรับพี่น้องของเราล่ะครับ เมื่อคริสตชนเองก็ไม่ต่างกับพี่น้องหรอก เราเองก็มีเรื่องราวมากมายให้ต้องเผชิญ ให้ต้องสู้และฟันฝ่ากันไม่น้อยเช่นกัน... แต่ทำอย่างไรล่ะครับ ที่ใดที่มีลูกของพระเจ้าอยู่ ที่นั่นจะต้องไม่สิ้นหวังและกำลังใจ แม้ว่าจะป่วยไข้ แต่กำลังใจของเราก็ไม่ได้ทำให้หัวใจและจิตวิญญาณของเราป่วยไปด้วย แต่ยังชุ่มชื่นอยู่ด้วยความหวัง แม้เป็นโรคเรื้อน แต่เขาจะสะอาด แม้อยู่ท่ามกลางปิศาจและความชั่วร้าย เขาก็จะมีกำลังมากพอที่จะเผชิญและก้าวผ่านความเลวร้ายต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย

 

สิ่งที่สำคัญที่ผมไตร่ตรองเป็นพิเศษในเช้าวันนี้คือ... “เพราะคนงานมีสิทธิ์ได้รับอาหารอยู่แล้ว”... พันธกิจที่เราได้รับมอบหมายให้ออกไปปฏิบัติ คือการเป็นข่าวดีสู่ทุกคนนั้น มันคือสิ่งที่เราต้องกล้าลงทุน กล้าที่จะก้าวออกจากตนเอง ส่วนที่เป็น Safety Zone ของตนเอง คือส่วนที่เรากำลังรู้สึกมั่นคง และปลอดภัย เวลานั้นคือเวลาที่เราต้องกล้าก้าวออกไปบรรเทาเพื่อนพี่น้อง ด้วยความรักและความเมตตา ความช่วยเหลือและการแบ่งปัน คนงานของพระเจ้า คริสตชนลูกของพระ ไม่มีวันอับจนแน่ๆ นั่นหมายความว่า พระเจ้าจะไม่ให้เราทำงานให้พระองค์เปล่าๆ แน่นอนครับ... และมันไม่ใช่เรื่องของชีวิตหน้าที่เราวางใจในพระองค์เท่านั้น แต่แม้ในชีวิตนี้ครับ พี่น้องครับ เราจะไม่ต้องกลัวความอับจนครับ เราจะไม่ต้องกังวลว่า ฉันก็แทบตายอยู่แล้ว ฉันจะมีอะไรไปคิดถึงคนอื่นเล่า... มีครับ คริสตชน มีมากมายที่จะแบ่งปันเสมอ เราไม่เคยหมดไปจากชีวิตเราซึ่งความสามารถของการแบ่งปันต่อเพื่อนพี่น้องเลย

 

ผมไม่เคยลืมประสบการณ์การเยี่ยมอภิบาลครอบครัวหนึ่งเลย ครอบครัวชาวไร่ชาวสวนที่ประสบความยากลำบากไม่แพ้ครอบครัวคนอื่น ความเป็นความตายของเขาเท่าๆ กันกับคนอื่นๆ แต่ทว่า ท่ามกลางความขัดสน เขายังสามารถเก็บผักของเขา ที่ใช่ว่าจะมีผลผลิตมากมายนัก และก็ประสบปัญหาไม่น้อยกว่าเพื่อนบ้านหรอก... แต่เพราะเพื่อนบ้านลำบากกว่า เขาเองก็ลำบากไม่น้อย แต่เขาก็ยังสามารถเอาสิ่งที่มีเพียงน้อยนิดไปแบ่งปันกับเพื่อนพี่น้องได้... ทำไม ทำได้อย่างไรหรือ... เพราะนี่แหละ ลูกของพระไงครับ ลูกของพระที่ไม่เคยอับจนเมื่อต้องแบ่งปัน

 

คนงานสมควรได้รับค่าจ้างครับ... สิ่งที่เรามีนั้น ก็เพื่องานของพระเจ้าเท่านั้นเอง พระองค์ประทานมาเพื่อให้เราสามารถทำงานของพระองค์ครับ... อีกครั้งครับ ที่ผมอยากบอกพี่น้องว่า “เป็นครัสตัง ไม่ต้องกลัวอดตาย” ครับ เมื่อเราต้องตาย นั่นคือเวลาที่เราเสร็จพันธกิจของเราในโลกนี้ และนั่นคือเวลาที่เราจะกลับบ้านด้วยความชื่นชมยินดีไม่ใช่หรือ เราเสร็จงานของเรา งานที่เป็นส่วนของเรา ที่เราได้รับมาพร้อมกับวัตถุดิบ แรงงาน และสิ่งจำเป็นเพื่อทำงานของพระเจ้าให้สำเร็จมิใช่หรือ พระเจ้าจะไม่ทิ้งเราให้ไปทำงานของพระองค์แบบไร้อุปกรณ์แน่ๆ พระองค์จะไม่ลืมที่จะประทานสิ่งจำเป็นสำหรับเราในงานของพระองค์แน่ๆ แต่วันนี้ เวลาของเราที่เหลืออยู่ในที่ทำงานของพระเจ้าบนโลกนี้ หน้าที่คริสตชนที่เราได้รับมอบหมายให้เป็นข่าวดีนั้น เราเป็นแล้วหรือยัง หรือเรายังกั๊ก ยังเก็บพระพรที่พระเจ้าประทานมาเพื่อทุกคนนั้นเอาไว้เพื่อตนเองเท่านั้น เราได้ใช้พระพรแห่งความเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นลูก พระพรแห่งการเป็นพี่น้องกัน เราได้ใช้พระพรเหล่านั้นเพื่อกันและกันมากน้อยเพียงใด หรือเราจะจากโลกนี้ไป โดยที่ไม่คิดจะแบ่งปันอะไรให้ใคร และเราก็ไม่สามารถเอาอะไรไปได้ล่ะ

 

ข้าแต่พระเจ้า ประกันสังคมอาจจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าประกันถึงชีวิตนิรันดรของพระองค์เลย ความรอดพ้นในโลกนี้ คือความสุขที่ทุกคนต้องมีร่วมกัน เพื่อจะได้ก้าวไปด้วยกันสู่พระราชัยของพระองค์… พระเจ้าข้า ขอให้ลูกเป็นผู้ให้เสมอแบบพระเยซูเถิด ขออย่าให้ลูกกั๊กสิ่งใดไว้เพื่อตนเองเท่านั้น แต่ขอให้ชีวิตของลูก เป็นคนงานที่แสนสัตย์ซื่อของพระองค์ เพื่อสมควรจะได้รับรางวัลอันเป็นค่าตอบแทนตลอดนิรันดรจากพระองค์ด้วยเถิด

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันพฤหัสที่ 11 กรกฏาคม 19 สัปดาห์ที่ 14 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน ปฐก 44:18-21,23ข-29 และ 451-5 / มธ 10:7-15

“ท่านได้รับมาโดยไม่เสียค่าตอบแทน ก็จงให้เขาโดยไม่รับค่าตอบแทนด้วย”ด้วยการส่งบรรดาอัครสาวกทั้งสิบสองคน ที่ได้ผ่านการคัดเลือกจากพระองค์แล้ว พระเยซูเจ้าได้มอบหมายหน้าที่ให้พวกเขาเพื่อประกาศการมาถึงของพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า ปรากฏการณ์ของการบำบัดรักษาคนเจ็บป่วย การปลุกคนตายให้กลับมีชีวิต และการขับไล่ปิศาจ ล้วนแต่เป็นการยืนยันว่าพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้าได้รับการเปิดเผยแล้ว การได้รับพระพรพิเศษของพระเป็นเจ้า โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใดๆ เพราะฉะนั้น พวกเขาจะต้องแบ่งปันพระพรพิเศษนี้กับคนอื่น โดยไม่ต้องรับค่าตอบแทนใดๆเช่นกัน ดูเหมือนว่าการวางใจในพระญาณสอดส่ง ได้สร้างความมั่นใจว่า พระเป็นเจ้าจะจัดเตรียมทุกสิ่งที่สำคัญ พร้อมกับความใจกว้างของทุกคน ที่จะช่วยสนับสนุนพวกเขา ให้ออกไปทำงานประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า คนที่ยินดีรับพระวรสารของพระเยซูเจ้า จะได้รับพระพร ถ้ามีคนที่ปฏิเสธ พระพรนั้นจะหวลกลับมายังผู้ให้ บรรดาอัครสาวกไม่ต้องคบหาสมาคมกับคนที่ไม่มีความเชื่อ และปล่อยให้พระเป็นเจ้าเป็นคนตัดสินพวกเขาเอง...ท่านยินดีแบ่งปันพระพรพิเศษ ที่ได้รับมาด้วยความใจกว้างหรือไม่?...ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดให้ลูกได้ประกาศพระวรสาร ด้วยความกล้าหาญเหมือนกับพระองค์.

การเป็นประจักษ์พยานด้วยชีวิตของฤษี เป็นด้านหนึ่งของการสร้างพระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า พระศาสนจักรจึงได้ระลึงถึงนักบุญเบเนดิกต์ นักพรต ท่านเป็นฝาแฝดผู้พี่ของนักบุญสกอลัสติกา ขณะที่ศึกษาที่กรุงโรม ทำให้ท่านไม่สามารถยอมรับการขาดระเบียบของเพื่อนนักศึกษาได้ จึงได้หลบหนีไปใช้ชีวิตแบบฤษีที่ภูเขาใกล้เมืองซูบีอาโก้ ด้วยการเจริญชีวิตในถ้ำนานสามปี การเจริญชีวิตด้วยคุณธรรมที่เด่นชัด จนพวกฤษียกให้ท่านเป็นผู้นำทางด้านชีวิตจิต ท่านได้สร้างอารามฤษีที่เมืองมนเต กัสสิโน พร้อมกับเขียนระเบียบวินัยสำหรับพวกฤษี ที่มีอารามฤษีถึงสี่พันแห่งใช้ระเบียบที่ท่านได้เขียนขึ้น.

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)