วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2019

จงรักซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลแบ่งปัน

จงรักซึ่งกันและกัน .. ดังที่เรารักท่าน

จงรับใช้กันด้วยใจอาทร .. ดังที่เรารับใช้ท่าน

จงยกโทษให้กัน .. ดังที่เรายกให้ท่าน

 

บทอ่านประจำวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2019

สัปดาห์ที่ 15  เทศกาลธรรมดา

https://youtu.be/aUIia_8wjM4

 

https://youtu.be/ZDLPeu8j4sY

 

 Heal The World

https://youtu.be/h6d6Yo3DwVI

 

 

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2019

สัปดาห์ที่ 15  เทศกาลธรรมดา

อ่าน :      

ฉธบ 30:10-14                           

คส 1:15-20

ลก 10:25-37

 

พระเยซูเจ้าทรงสอนให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า..

ไม่ใช่อยู่ที่รู้ว่า รักพระเจ้า และเพื่อนมนุษย์ คืออะไร

แล้วจะได้ไปสวรรค์ แต่มันอยู่ที่ว่า...

รู้แล้ว ลงมือ ทำอะไรบ้าง...

 

โมเสส ย้ำเตือน ประชากรของพระเจ้า

ถึงแหล่งที่จะเป็นที่มาของการแสดงออกถึง

ความรักต่อพระเจ้า และเพื่อนมนุษย์ ในชีวิตคนเรานั้น

ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม เพราะมันอยู่ที่ ...ใจ ในปาก และการกระทำ 

 

นักบุญเปาโล มองเห็น ปรีชาญาณของพระเจ้า

ที่ทรงสร้างทุกสิ่งเพื่อ “มนุษย์”...

โดยการมอบพระเยซูเจ้ามารับสภาพ “มนุษย์”

สะท้อนภาพลักษณ์ของพระเจ้า

ด้วยการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์คนแรก

ผ่านทางการมอบชีวิตตน เพื่อความรัก

ในระหว่างพระเจ้า และมนุษย์

 

หมายเหตุ....

เพื่อจะรัก พระเจ้าที่มองไม่เห็น

จงเริ่มเรียนรู้จากการ “รัก” เพื่อนพี่น้องที่มองเห็นได้..

 

(จากบทเทศน์ของคพ.อมรกิจ  พรหมภักดี)

 

 

“พลังแห่งพระวาจา”

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2019

สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

 

ผลึกการไตร่ตรองพระวาจาพระเจ้า ผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า

By: Br. Francis Xavier Rerkchai Panuphan, ofm.

 

“ท่านจงไปและทำเช่นเดียวกันเถิด” (ลก 10:25-37)

 

บทบัญญัติของคริสตชนไม่ใช่ภาระ

แต่เป็นชีวิตในความสัมพันธ์กับพระเจ้า

 

หมายถึงชีวิตที่เดินตามเสียงของความรัก

พระเจ้าทรงเป็นความรักในพระองค์เองฉันใด

คริสตชนก็เป็นความรักในตัวตนของเขาฉันนั้นด้วย

 

นั่นคือ คนที่แสดงความเมตตาต่อผู้อื่น

 

________________

 

คนหนึ่งพูดเล่นๆ กับพวกเราว่า... ให้เราพยายามหายใจเข้าไว้ เราจงอย่างเหนื่อยที่จะหายใจ... แน่นอน เพราะการหายใจไม่ใช่ภาระ แต่การหายใจเป็นชีวิต เราคงไม่รู้สึกเหนื่อย หรือเป็นภาระที่ต้องหายใจใช่ไหม

 

พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ เตือนเราจริงๆ อย่างหนักแน่นอีกครั้งหนึ่งว่า ชีวิตคริสตชนเป็นชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความรัก และความรักคือลมหายใจของเขา คริสตชนต้องไม่เหนื่อยในการเจริญชีวิตในความรัก นั่นหมายความว่า ปราศจากความรัก ชีวิตคริสตชนก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว ดังนั้นการเจริญชีวิตในความรัก คือบทบัญญัติของคริสตชน ที่สิ่งนี้ต้องไม่ใช่ภาระ แต่เป็นชีวิตนั่นเอง (เทียบบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ ฉธบ 30:10-14)

 

คริสตชนจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้เป็นดังชีวิตจริงๆ และดำเนินชีวิตตามสิ่งเหล่านี้เป้นดังบัญญัติ ไม่ใช่ด้วยความเป็นภาระ แต่ด้วยชีวิต... พระวรสารแสดงให้เราเห็นว่า มนุษย์มีข้อกังขาในเรื่องบัญญัติของพระเจ้าเสมอมา จากหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติที่ให้สิ่งเหล่านี้เป็นดังกฎแห่งชีวิตของคริสตชน ตามกระแสเรียกที่พระเจ้าทรงเรียกเขาสู่ความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ นั่นคือการรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ และการรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง และนี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้ากยืนยันในคำตอบของพระองค์ ที่รับรองคำตอบของนักกฎหมายคนนั้น... ซึ่งก็แปลกนะ นักกฎหมายที่เป็นผู้ที่เข้าใจกฎหมายอย่างดี แต่กลับไม่สามารถ ไม่รู้ที่จะดำเนินชีวิตตามกฎหมายนั้นอย่างไร หรือเขาไม่อยากยอมรับกฎหมายกันแน่ เพราะกฎหมายเหล่านั้นเป็นภาระ ไม่ใช่ชีวิต

 

สมณะและเลวีที่เดินผ่านมา เขาคงมีเหตุผลที่จะเดินห่างออกไป เพราะกฎอีกประการหนึ่ง นั้นคือการรักษาตนไม่ให้ต้องสัมผัสกับเลือด เพราะจะเป็นมลทิน และอาจจะเป็นอุปสรรคในการขึ้นไปที่พระวิหารเพื่อกระทำศาสนกิจของตน... แต่พระเจ้าทรงแสดงพระองค์ให้เราเห็นว่า พระองค์ทรงเป็นความรักและพระเมตตา และชีวิตคริสตชน เป็นการเดินตามหนทางแห่งชีวิต ที่มีความรักเป็นลมหายใจ... ชายชาวสะมาเรีย ที่พร้อมที่จะลืมประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปของตนกับชาวยิว และตรงเข้าช่วยเหลือทันที นั่นคือการช่วยเหลือแบบสุดจิตสุดใจ และเป็นการช่วยเหลือจนถึงที่สุด แบบตลอดไปในอนาคตด้วย แม้ว่าเขาจำเป็นต้องจากไปแล้ว ยังจะกลับมาเพื่อทำการนี้ต่อไปด้วย “ช่วยดูแลเขาด้วย เงินที่ท่านจะจ่ายเกินไปนั้น ฉันจะคืนให้เมื่อกลับมา”

 

หากจะรัก ฉันต้องรักถึงเพียงไหน เราคงต้องต้องเข้าใจพระวาจาของพระเจ้า ด้วยชีวิตที่พระองค์ทรงกระทำให้เป็นแบบอย่าง เพราะนั่นคือชีวิตของบุตรของพระเจ้าอย่างแท้จริง พระองค์คือผู้ที่ลืมอดีตที่เป็นประวัติศาสตร์อันเลวร้ายของเรา บาปที่ทำให้เราเหินห่าง และตีตนออกจากพระเจ้า บัดนี้เป็นพระเจ้าเองที่ประทานพระบุตร เพื่อทำให้สิ่งเหล่านั้นคงเดิม โดยไม่ได้คิดถึงประวัติศาสตร์ของมนุษย์ต่อพระองค์อีกต่อไป (เทียบ บทอ่านที่สองวันนี้ คส 1:15-20)

 

พี่น้องที่รักครับ กฎของพระเจ้าวันนี้จบลงที่พระบุตรของพระองค์จริงๆ มนุษย์ที่เฝ้าถามเสมอไปว่า “แล้วใครเล่าเป็นเพื่อนมนุษย์ของข้าพเจ้า” หมายถึงคนที่ข้าพเจ้าต้องรักเขาดังรักตนเอง... เมื่อพระองค์ได้เล่าเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดีนี้จบลง และตรัสว่า “ท่านจงไปและทำเช่นเดียวกันเถิด” นั่นคือการลืมอดีตที่ผ่านไปของเพื่อนพี่น้อง ดังที่พระเจ้าทรงทำต่อเรา และมอบชีวิตที่เสียสละให้เป็นการช่วยเหลือ และเป็นการช่วยเหลือตลอดไปจนจบงาน

 

ข้อกังขานี้คงจบลง เมื่อเราเผชิญหน้ากับพระบุตรของพระเจ้า ที่ทรงเป็นองค์พระวาจาของพระเจ้าที่ตรัสกับเราด้วยชีวิตของพระองค์... “เราให้บทบัญญัติใหม่แก่ท่านทั้งหลาย ให้ท่านรักกัน เรารักท่านทั้งหลายอย่างไร ท่านก็จงรักกันอย่างนั้นเถิด ถ้าท่านมีความรักต่อกัน ทุกคนจะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา” (ยน 13:34-35)

 

ไม่มีแล้วครับ จงรักพระเจ้า... ไม่มีกล่าวถึงในบัญญัติใหม่อีกแล้วครับ แต่ทว่า การรักพระองค์ การเป็นศิษย์ของพระองค์นั้นคือการรักกันและกัน... และรักอย่างไร นั่นคือ “รักอย่างที่เรารักท่าน” นี่คือคำตอบครับ รักอย่างไรที่เป็นรักแบบคริสตชน นั่นคือรักอย่างที่พระเจ้าทรงรักเรา... ดังนั้น “ท่านจงไปและทำเช่นเดียวกันเถิด”

 

ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ความรักคือลมหายใจของชีวิตคริสตชนของลูก ขออย่าให้ความรักเป็นภาระเลยพระเจ้า เพราะในความรักต่อเพื่อนพี่น้องนั้น คือความรักต่อพระองค์ ที่ลูกยังมีชีวิตและหายใจอยู่เพื่อความรักนี้เท่านั้นเอง.

 

สุขสันต์วันพระเจ้าแด่พี่น้องทุกคน

 

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรและประทานสันติสุข

 

(แบ่งปันโดยบร.ฟรันซิสเซเวียร์ ฤกษ์ชัย  ภานุพันธ์ Ofm)

 

 

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฏาคม 19 สัปดาห์ที่ 15 เทศกาลธรรมดา

บทอ่าน ฉธบ 30:10-14 / คส 1:15-20 / ลก 10:25-37

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2014 ระหว่างการปราศรัย และสวดบททูตสวรรค์กับบรรดาผู้แสวงบุญ ที่หน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ตรัสว่า “พระวรสารวันนี้ได้เตือนเรา เรื่องพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า ในเรื่องความรักต่อพระเป็นเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์” โดยได้ตรัสว่า “ท่านไม่สามารถรักพระเป็นเจ้า โดยไม่รักเพื่อนมนุษย์ และท่านไม่สามารถรักเพื่อนมนุษย์ โดยไม่รักพระเป็นเจ้า” พระองค์ยังได้ตรัสต่อไปว่า “พระเยซูเจ้าทรงทำให้บทบัญญัติของพันธสัญญาบริบูรณ์ โดยได้เชื่อมโยงตัวของพระองค์ ในสภาวะมนุษย์ ในสภาวะพระเป็นเจ้า ไว้กับรหัสธรรมแห่งความรัก” และใน “แสงสว่างของพระวาจาของพระเยซูเจ้านั้น ความรัก คือ เครื่องมือวัดความเชื่อ และความเชื่อ คือ จิตวิญญาณของความรัก เราไม่สามารถจะแยกชีวิตภายใน ความศรัทธา ให้ออกจากการรับใช้เพื่อนพี่น้องชายหญิงของเรา ที่มีเลือดเนื้อ ที่เราสามารถสัมผัสได้”

“ในบั้นปลายชีวิต สิ่งที่จะตัดสินเรา คือ ความรักต่อพระเป็นเจ้า และความรักต่อเพื่อนมนุษย์” (นักบุญยอห์น แห่งไม้กางเขน”... “สิ่งที่จะพิสูจน์ความรัก คือ ผลงาน ที่ใดมีความรัก ที่นั้นจะมีผลงานที่ยิ่งใหญ่ เมื่อหยุดทำงาน ความรักก็หยุดเช่นเดียวกัน” (นักบุญเกรโกรี องค์ใหญ่)... “เส้นทางที่เที่ยงแท้ที่สุด ที่จะนำไปสู่พระอาณาจักรของพระเป็นเจ้า คือ ความทุกข์ทรมาน ความอดทน และความรักต่อพระเป็นเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์” (บักบุญโกแล็ต)... “ความรักอาจจะเป็นคำสั้นๆ แต่มีความหมายอย่างน่าอัศจรรย์แห่งความรักที่บริสุทธิ์ โดยสรุปความสัมพันธ์ทั้งหมดต่อพระเป็นเจ้า และต่อเพื่อนมนุษย์” (นักบุญแอลเร็ด แห่งรีโวซ์)... “ตะเกียงจะจุดอยู่เสมอ ถ้ามีน้ำมันตลอดเวลา” (นักบุญเทเรซา แห่งกัลกัตตา)... “ให้เรามอบตัวให้พระเป็นเจ้า พร้อมกับความปรารถนาที่จะเริ่มเจริญชีวิต ด้วยความรักต่อพระองค์ และวิงวอนขอพระองค์โปรดทำลายบาปของชีวิตฝ่ายโลกนี้ และสร้างชีวิตแห่งความรักต่อพระองค์ในตัวเรา” (นักบุญยอห์น อิวเดส).

 

(แบ่งปันโดยคพ.เชาวลิต กิจเจริญ)